เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 ค่าภาคหลวง

บทที่ 23 ค่าภาคหลวง

บทที่ 23 ค่าภาคหลวง


มุมมองของเรย์โนลด์เลย์วิน:

ในขณะที่ฉันจิบกาแฟจากถ้วยกาแฟของฉันโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกที่ร้อนลวกได้ทำให้ฉันตกใจ วินซ์และฉันนั่งอยู่รอบๆ โต๊ะเล็กๆ ที่ลานด้านนอกขณะที่เราคุยกันเกี่ยวกับแผนธุรกิจบางอย่างเกี่ยวกับบ้านประมูลของเฮลสเตอา หัวข้อได้เปลี่ยนไปสู่เรืองการรักษาความปลอดภัยและขั้นตอนที่จำเป็นในการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมดเพื่อปรับปรุงทีมผู้พิทักษ์

นักผจญภัยที่ไม่ใช่นักเวทย์แต่มีความสามารถได้ถูกจัดทีมร่วมกับนักเวทย์ออกเมนเตอร์ที่ถนัดใช้เวทย์ระยะไกลสองสามคนซึ่งทำให้การรักษาความปลอดภัยสูงแข็งแกร่งขึ้น แม้ว่าจะยังคงเป็นที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางสำหรับออกเมนเตอร์ว่าพวกเขาถนัดการต่อสู้ระยะประชิด ออกเมนเตอร์ระยะไกลเช่นนักธนูยังคงเป็นทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการใช้สำหรับการป้องกัน วินซ์สะกิดฉันสองสามครั้งว่าควรจ้างคอนเจอะเรอร์ในงานที่กำลังจะมาถึงนี้ดีมั้ย

“อืมม…ฉันรู้ดีว่าการมีคอนเจอะเรอร์ที่สามารถสร้างโล่ป้องกันและช่วยสนับสนุนออกเมนเตอร์ได้นั้นมีประโยชน์แค่ไหน แต่ฉันคิดว่าไม่จำเป็น”

ฉันจิบอีกครั้งอย่างระมัดระวังมากขึ้นจากถ้วยของฉัน

“นายอธิบายรายละเอียดได้ไหม? นายแค่บอกว่าการมีพวกเขาจะมีประโยชน์เท่านั้น”

เขาปฏิเสธในขณะที่กวนชาเป็นจังหวะ

ฉันตอบกลับไปว่า

“ถ้าเราพูดถึงพลังเวทย์ที่ยิงออกไปก็จะเป็นอย่างนั้น แต่คุณก็รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกวินซ์ มันจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของทีมหากมีคอนเจอะเรอร์เพียงไม่กี่คนในทีมออกเมนเตอร์ คุณรู้ไหมว่าคอนเจอะเรอร์ส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองวิเศษแค่ไหน ฉันสาบานได้ว่าพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นเทวดาอวตาร และคิดว่าออกเมนเตอร์เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ใช้มือในการต่อสู้ แม้ว่าเราจะหาพวกคนที่ไม่เน่าเฟะแบบนั้นได้ แต่ทีมจะเริ่มคิดว่าที่เราต้องจ้างคอนเจอะเรอร์มาก็เพราะว่าฉันไม่ไว้ใจพวกเขา”

สายตาของวินซ์จดจ่ออยู่ที่รอยเปื้อนบนโต๊ะอย่างว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่าเขากำลังคิดอะไร

“นายมีประเด็นที่ดี ฉันปล่อยให้นายเป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว เช่นนั้นเราจะดำเนินการตามที่นายบอก แต่เราต้องแน่ใจว่าการประมูลครบรอบ 10 ปีต้องเป็นไปด้วยดี จะมีราชวงศ์จะอยู่ที่นั่นในครั้งนี้ เราไม่สามารถปล่อยให้เกิดความปั่นป่วนได้”

ฉันเพียงแค่พยักหน้าเห็นด้วยส่งยิ้มให้เพื่อนอย่างซาบซึ้ง

"โอ้ใช่! เราจำเป็นต้องพาลูกชายของนายไปร่วมงานประมูลครบรอบสิบปีด้วย เขาบอกว่าเขาอยากได้ดาบใช่ไหม? ฉันไม่รู้ว่านายสอนวิธีใช้ดาบให้เขาด้วย ฉันนึกว่าเด็กคนนั้นจะชำนานเหมือนกับนายที่ใช้สนับมือ”

“เฮ้อ ฉันไม่เคยสอนวิธีใช้ดาบให้เขาเลยวินซ์ เขาเรียนรู้การต่อสู้ด้วยดาบมาแล้วตั้งแต่เขาอายุสี่ขวบด้วยตัวเอง”

ฉันบอกออกไปโดยไม่เชื่อว่าคำพูดนั้นจะออกมาจากปากของฉันเอง

“นายพูดจริงดิ?…ลิเลียยังกลัวที่จะลงบันไดด้วยตัวเองตอนเธออายุสี่ขวบ”

วินซ์พูดอย่างงุนงง

ฉันพูดต่อว่า

“เขาเรียนรู้จากการดูฉันฝึกและอ่านหนังสือเกี่ยวกับดาบ วินซ์นั่นไม่ใช่ส่วนที่ฉันใส่ใจด้วยซ้ำ มันคือตอนที่เราสปาร์กัน สายตาของเขาเมื่อเราฝึกซ้อมปฏิกิริยาและรูปแบบการต่อสู้ของเขา ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังซ้อมกับลูกชายวัยแปดขวบ มันรู้สึกเหมือนว่าฉันกำลังต่อสู้กับปรมาจารย์ดาบรุ่นเก๋าอยู่ เหตุผลเดียวที่ฉันสามารถจัดการเขาได้ในตอนนี้ก็เพราะร่างกายของเขายังโตไม่สมบูรณ์ แต่วิธีที่เขาตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของฉัน…มันเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับประสบการณ์หลายสิบปีในการต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายเท่านั้น”

“อืม…ฉันไม่สามารถพูดได้ว่าฉันไม่รู้ว่านายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร บางครั้งฉันก็สงสัยว่าลูกชายของนายอายุแค่แปดขวบจริงหรือเปล่า? นายเคยรู้สึกกลัวเขาไหมเรย์?”

เขาถามอย่างจริงจัง

“ไม่เลย นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังเป็นลูกของฉัน ฉันรู้ว่าเขาห่วงใยครอบครัวของเขาอย่างสุดซึ้งและนั่นคือทั้งหมดที่ฉันจะขอได้ในฐานะพ่อของเขา”

มุมมองของอาเธอร์เลีย์วิน:

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ามีความคืบหน้าในการจัดการกับมานาของลิเลียและน้องสาวของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องถ่ายเทมานาของฉันอีกต่อไปดังนั้นพวกเขาจึงสามารถฝึกฝนได้ด้วยตัวเองแล้ว

แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องใช้เวลาสองสามปีกว่าที่พวกเขาจะสามารถสร้างมานาคอร์ได้โดยเฉพาะเอลลีเพราะเธอนั้นสมาธิสั้น แต่ฉันได้บอกพวกเขาถึงความสำคัญของการรักษาความลับของการฝึก

ฉันไม่จำเป็นต้องเตือนพ่อกับแม่และครอบครัวเฮลสเตอาว่าการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับเป็นเรื่องสำคัญ แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสี่คนตื่นเต้นและรอคอยวันที่ลิเลียและเอลลีจะตื่นขึ้นมา

ซิลวีนอนหลับบ่อยมากในเวลาสองเดือนที่ผ่านมา แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ประการหนึ่งความฉลาดของเธอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความคิดของเธอที่มีต่อฉันซับซ้อนมากขึ้นและมีอารมณ์ที่ซับซ้อนซึ่งที่ผ่านมามีเพียงแค่ ‘หิว’ หรือ ‘ง่วงนอน’

ในช่วงเวลาสั้นๆ ในไม่กี่เดือนหลังจากที่เธอเกิดมาเธอรู้สึกเหมือนได้รับความฉลาดทางอารมณ์มาหลายปี

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญครั้งหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เธอเรียนรู้วิธีการแปลงร่าง

โอเคมันไม่ได้มีอะไรมากในการแปลงร่าง แต่เธอสามารถปรับแต่งร่างกายของเธอได้เล็กน้อย รู้สึกเหมือนมันจะเกิดขึ้นกะทันหัน ฉันได้ไตร่ตรองว่าจะซ่อนรูปร่างหน้าตาของเธอได้อย่างไรในวันข้างหน้าเมื่อเธอโตขึ้น

เธออยู่ข้างฉันเมื่อเธอเริ่มสะอื้นและเกาตัวเองราวกับอึดอัด สิ่งต่อไปที่ฉันรู้คือหนามแหลมสีแดงของเธอเริ่มหดกลับในขณะที่เขาของเธอเล็กลง

มันเป็นความประหลาดใจที่เหลือเชื่อ โดยรวมแล้วซิลวีเพียงแค่เก็บเดือยแหลมๆและทำให้เขาหดลง ทำให้เธอดูเหมือนสุนัขจิ้งจอกสีดำน่ารักที่มีเขาเล็กๆ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งวินเซนต์และทาบิธายืนกรานที่จะให้ของขวัญเพิ่มเติมแก่ฉันเพื่อเป็นการขอบคุณ แม้ว่าฉันจะไม่ได้เสื้อคลุมหรือหน้ากากแต่ฉันก็วางแผนที่จะฝึกลิเลียต่อเพราะท้ายที่สุดเธอเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ช่วยเหลือครอบครัวของฉันท้ายที่สุดไม่มีอะไรจะเสียในการช่วยเหลือพวกเขา หลังจากการปฏิเสธหลายครั้งในที่สุดเราก็ได้ตัดสินใจในสิ่งที่พวกเขาสามารถหาฉันได้นั่นก็คือดาบ

ในที่สุดร่างกายของฉันก็โตพอที่จะใช้ดาบเล็กๆ ได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องล้มลุกคลุกคลานเมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ มันจะไม่ใหญ่ไปกว่ากริชของผู้ใหญ่ แต่ในที่สุดฉันก็สามารถฝึกดาบด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ไม้

เราได้ตัดสินใจที่ทำมันให้เป็นงานอีเว้นของครอบครัวให้กับครอบครัวของฉันและครอบครัวของวินเซนต์ได้เยี่ยมชมการประมูลครบรอบสิบปีของเฮลสเตอาพร้อมกัน

ฉันรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่างเพื่อให้พ่อและวินซ์เตรียมตัวให้พร้อม ฉันได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างน่ารังเกียจ

แค่เคาะครั้งเดียวก็เหลือเฟือ

ฉันตะโกนออกมาด้วยความรำคาญเล็กน้อยว่าฉันจะเปิดเองเพราะฉันอยู่ใกล้กับประตูอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนแม่บ้านในเมื่อฉันอยู่ข้างประตู

“ใครหนอ..โอ้ว!”

ฉันรู้สึกถึงความคิดถึงหมอนโฟมสองใบที่ใช้ลอบสังหารแบบคลาสสิก แต่มันควรจะใช้ในขณะที่ฉันนอนหลับไม่ใช่หรือ?

"คุณพระช่วย! คุณยังมีชีวิตอยู่! ดูสิว่าคุณโตขึ้นขนาดไหนแล้ว! ฉันขอโทษนะอาร์ต! ฉันไม่สามารถปกป้องคุณได้! ฉันดีใจที่!"

ผู้หญิงคนนั้นสะอื้น

“หืออ! หืออ!”

“แองเจลาฉันไม่คิดว่าเขาหายใจไม่ออกนะ…”

เสียงปลอบโยนเอ่ยออกมา

“เอ๊บ! ขอโทษ!”

แองเจลาร้องเสียงแหลม

ฉันหันหน้าหนีฉันยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางเก่า

“ดีใจมากที่ได้พบพวกคุณอีกครั้ง!”

เดอร์เดนทูตสวรรค์ผู้พิทักษ์ร่างยักษ์ของฉันตบหัวฉันและฉันก็เห็นดวงตาที่แคบของเขาเริ่มมีน้ำมีน้ำตาไหลออกมาเช่นกัน

อดัมตีก้นฉัน

“ไอ้เด็กบ้า! แกรู้ไหมว่าทุกคนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น? ดีใจที่ได้พบแกอีกครั้งฮิฮิ”

“คุณดูดีขึ้นนะอาเธอร์”

ฉันหันไปเห็นเฮเลนชาร์ดที่มีเสน่ห์พร้อมกับคันธนูที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอซึ่งยังคงผูกติดกับหลังของเธอ เธอหยิกแก้มฉันเบาๆ และยิ้มให้ฉันอย่างเห็นอกเห็นใจก่อนจะลุกขึ้นยืน

ทันใดนั้นฉันก็ถูกสวมกอดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกประหลาดใจมาก

"หืออออ"

นั้นคือจัสมิน จัสมินที่เย็นชา เธอยังคงเงียบในขณะที่เธอกระชับอ้อมแขนของเธอรอบๆตัวฉันและสะอื้นเบาๆ

ฉันไม่สามารถต้านทานความอยากที่จะลูบหัวของเธอได้เมื่อจู่ๆเธอถอยออกจากตัวฉันเองด้วยใบหน้าสีแดงสด เธอยืนขึ้นอย่างรวดเร็วและพยายามฟื้นสติเธอพยักหน้าให้อย่างเขิลๆและหันหน้าหนี

ในเวลานี้ซิลวีตื่นขึ้นมาจากการงีบหลับบนโซฟาและวิ่งเหยาะๆมาหาเรา

“ว้าว! นั่นคือตัวอะไร?”

อดัมอุทาน ทวินฮอนที่เหลือมีสีหน้าประหลาดใจเช่นเดียวกับที่จัสมินหันกลับไปมองสัตว์มานาลึกลับ

“เธอคือสัตว์มานาที่ฉันสัญญาด้วย เธอชื่อซิลวี”

ฉันประกาศในขณะที่เธอกระโดดขึ้นบนหัวของฉัน

“โฮลี่ชิท! นายมีสัตว์นามาที่ยอมทำสัญญาแล้วหรือ? นายรู้ไหมว่าการมีความผูกพันมันมีค่าแค่ไหน? โอ้พระเจ้าขนาดฉันเองยังพยายามมองหาสัตว์มานาเพื่อทำให้มันเชื่องเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแต่โชคไม่ดี ส่วนทีวางขายก็แพงจนเกินไป! ไอ้เด็กดวงดีเอ้ย!”

อดัมกำลังดึงผมของเขาออกด้วยความอิจฉา

"สัญญาผูกมัด" หรือ "สัตว์ที่ทำสัญญา"ที่เป็นการเรียกอย่างทางการเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักเวทย์ทั้งสองประเภท มันค่อนข้างได้เปรียบกว่าสำหรับผู้ร่ายเวทย์ในขณะที่นักเวทย์กำลังเตรียมคาถา สัตว์มานาจะสามารถปกป้องพวกเขาได้

อย่างไรก็ตามมันก็มีประโยชน์มากสำหรับออกเมนเตอร์เช่นกันซึ่งมักจะแสวงหาสัตว์มานาเพื่อทำสัญญากับพวกมันในฐานะสัตว์พาหนะหรือคู่หูในการระวังหลังให้

“วุ่นวายอะไรกัน…อ๊ะ! พวกนายมาถึงกันแล้ว!”

พ่อของฉันสวมเครื่องแบบของเขากระโดดลงบันไดและพุ่งเข้าหาอดีตสมาชิกปาร์ตี้

เขากอดพวกเขาทั้งหมดในขณะที่แม่และน้องสาวของฉันลงมาไม่นานหลังจากนั้น

“ทุกคน! ดีใจมากที่ได้พบพวกคุณอีกครั้ง!”

แม่ของฉันอุทาน เธอไม่มีโอกาสที่จะพูดอะไรอีกแล้วในขณะที่สาวๆ ทุกคนต่างรุมไปที่เธอและน้ำลายไหลใส่น้องสาวของฉัน ทั้งสองคนแต่งตัวสวยมากสำหรับงานนี้ พ่อแม่ของฉันไม่ได้เจอกับเหล่าทวินฮอนมานานแล้ว ดังนั้นทุกคนดูตื่นเต้นมาก

"คุณพระช่วย! อลิซเอลลีเหมือนคุณมาก! เธอจะโตมาสวยมากเลยนะ!”

“…น่ารัก”

“เรย์พ่อของหนูกำลังจะยุ่งในเร็วๆ นี้เพราะผู้ที่มาสมัครรอบนี้มีศักยภาพ บอกได้ไหมว่าหนูอายุเท่าไหร่?”

“สี่คร่า!”

สาวต่างรู้สึกตื่นเต้นขณะที่พวกเขามองไปที่เอลลีด้วยสายตาที่หวาน

วินเซนต์ลงมาพร้อมกับทาบิธาและลิเลีย ไม่นานคู่แม่และพ่อจับคู่กันในชุดสูทสีดำและชุดเดรสในขณะที่ลิเลียสวมชุดลายดอกไม้ภายใต้เสื้อคลุมที่อบอุ่น

หลังจากที่ทุกคนแนะนำกันแล้วก็มีการตัดสินใจว่าพวกทวินฮอนจะไปพร้อมกับเราที่บ้านประมูลเฮลสเตอาสำหรับงานฉลองครบรอบสิบปี

ระหว่างทางที่นั่นฉันบอกกับพวกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นหลังที่ฉันตกเหว พ่อของฉันอธิบายคร่าวๆในจดหมายให้พวกเขาฟัง แต่พวกเขาก็อยากรู้รายละเอียดมากกว่านั้น พวกเขาค่อนข้างตกใจเมื่อรู้ว่าฉันอยู่ที่อาณาจักรเอเลนนัวร์มานานกว่าสี่ปี

การเดินทางค่อนข้างสั้นฉันจึงไม่สามารถเล่าทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่เราจะลงจากรถม้า

ความคิดแรกที่เกิดขึ้นในใจเมื่อมาถึงก็คือวินเซนต์ได้ทำงานหนักมากในเรื่องนี้ บ้านประมูลของเฮลสเตอานั้นน่าทึ่งมาก มันค่อนข้างเป็นที่เข้าใจผิดที่จะเรียกมันว่าบ้านเพราะมันสูงตระหง่านเหนืออาคารอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง

ฉันเคยไปอนุสรณ์สถานระดับชาติและประวัติศาสตร์หลายแห่งที่สร้างโดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงที่สุดแต่นี่อยู่คนละระดับกัน

ฉันเดาว่าพวกเขาคงได้รับความช่วยเหลือของคอนเจอะเรอร์เป็นจำนวนมากจากขนาดของมัน บ้านประมูลเป็นเหมือยกับโรงละครที่สวยงามและมีการออกแบบที่สลับซับซ้อน

ประตูทางเข้ามีความสูงมากกว่า 4 เมตรและทำจากไม้ที่กลายเป็นหินพร้อมลวดลายแกะสลัก เมื่อเทียบกับการออกแบบที่เป็นธรรมชาติและสง่างามที่ฉันเห็นในอาณาจักรเอลฟ์ สิ่งนี้ซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่า มันอยู่ในรูปทรงครึ่งกระบอกที่มีรายละเอียดรูปสลักหินของอาวุธต่างๆ ที่แสดงโชว์

เรามาถึงก่อนเวลาจึงมีเพียงคนงานและเจ้าหน้าที่คอยเตรียมงาน ข้างในก็ไม่แพ้กันถ้าไม่เช่นนั้นมันก็น่าทึ่งกว่า

ประตูหน้าเปิดออกสู่ทางเดินที่ทอดยาวไปยังเวทีอีกด้านหนึ่ง ทางซ้ายและขวาของเรามีเบาะนั่งแบบเลื่อนขึ้นเป็นแถวที่ทำจากหนังของเบอร์กันที่ค่อนข้างหรูหราซึ่งสามารถรองรับผู้คนกว่าหมื่นคนได้อย่างสบายๆ

เมื่อมองขึ้นไปฉันสังเกตเห็นว่ามีคูหาที่อยู่ด้านบนสุดของแถวที่นั่งและสูงขึ้นไปกว่านั้นมีห้องเดี่ยวที่ติดกับเพดานและผนังด้านหลังที่มีกระจกล้อมรอบทำให้มองเห็นเวทีได้ชัดเจน

เป็นเรื่องง่ายที่จะคาดเดาว่าบูธเหล่านั้นรวมถึงห้องเดี่ยวมีไว้สำหรับแขกวีไอพี

ปรากฎว่าห้องวีไอพีบนเพดานนั้นเป็นห้องที่เราจะได้นั่ง พ่อและเหล่าทวินฮอนที่ตัดสินใจช่วยพ่อและผู้คุมเตรียมรับมือกับความวุ่นวายหรือการระบาดที่ไม่ต้องการเป็นคนกลุ่มแรกที่แยกออกไป

วินเซนต์แยกตัวออกจากเราหลังจากที่เขาตะโกนสั่งคนงานและเตรียมตัวเพื่อทักทายแขกคนสำคัญ

ทาบิธาพาเราไปที่ห้องเพื่อให้เราสะดวกสบายภายในพื้นที่ที่ออกแบบและตกแต่งอย่างพิถีพิถันซึ่งมีไว้สำหรับแขกที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยที่สุดเท่านั้น

มีชั้นวางไวน์และที่นั่งปรับเอนได้สองสามตัวและมีที่โต๊ะที่อยู่ใกล้หน้าต่าง ฉันทำตัวสบายๆ บนที่นั่งใกล้หน้าต่างมากที่สุด

ในไม่ช้าโรงประมูลก็กลายเป็นภาพพาโนรามาด้วยเสียงที่ร่าเริงและตื่นเต้นขณะที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเป็นคนที่มีอิทธิพลนิดหน่อยกำลังนั่งอยู่ด้านล่าง

มีบางกลุ่มที่ดูโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่ถูกเจ้าภาพพาไปที่บูธของพวกเขาเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเป็นขุนนางที่ร่ำรวยในราชอาณาจักร

ฉันเริ่มเบื่อกับฝูงขุนนางที่แต่งตัวเกินงามและคุยกันอย่างกระตือรือร้นฉันจึงเปลี่ยนความสนใจไปที่ลิเลียขณะที่เธอกำลังสอนเกมปรบมือให้กับเอลลี

ฉันอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้กับตัวเองเมื่อทั้งสองคนหัวเราะคิกคักเมื่อทั้งคู่ทำพลาดและถูกดีดเบาๆ ข้างหูเป็นการลงโทษ

เวลาผ่านไปค่อนข้างช้าจนกระทั่งวินเซนต์กลับมานำกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยเข้าไปข้างใน

คนแรกที่เข้ามาข้างหลังวินเซนต์คือชายสูงอายุผมยาวสีแดงเข้มซึ่งมีอายุมีริ้วผมสีเทา หลังของเขาตรงไปพร้อมกับไหล่กว้างซึ่งทำให้รูปร่างหน้าตาของเขาดูเด็กลงไปหลายปี

ดวงตาของชายคนนั้นดุดันพร้อมกับคิ้วรูปดาบที่แข็งกร้าวทำให้เขามีสายตาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาสวมเสื้อคลุมสีแดงที่มีขนสีขาวเรียงรายรอบคอเสื้อและมีไม้เท้าที่ส่องแสงแวววาวกว่าสีเงินที่ฉันเคยเห็น

ตามหลังเขาอย่างใกล้ชิดคือผู้หญิงที่ดูแก่กว่าแม่เพียงไม่กี่ปี ในขณะที่แม่ของฉันมีบรรยากาศที่น่ารักน่ารักและเป็นกันเองใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ทำให้ฉันนึกถึงรูปปั้นน้ำแข็ง งดงามสง่างามและไม่มีข้อบกพร่อง แต่ก็เย็นชาและไร้อารมณ์ เธอสวมชุดสีขาวเงินระยิบระยับที่เข้ากับผมสีน้ำเงินเข้มของเธอที่พาดบ่าราวกับพรมที่เก็บรักษาไว้อย่างดี

ข้างหลังผู้หญิงคนที่ฉันคิดว่าเธอเป็นภรรยาของผู้ชายคนนั้นคือเด็กสองคนซึ่งเป็นได้เพียงแค่ทายาทของพวกเขา เด็กคนโตเป็นเด็กชายที่ดูเหมือนจะอายุประมาณสิบสามหรือมากกว่านั้นดูเหมือนพ่อของเขามากกว่าแม่

ด้วยดวงตาสีน้ำตาลที่จริงจังคิ้วตรงและผมสั้น สีผมมะฮอกกานีที่มีประกายแวววาวเหมือนกับพ่อของเขาทำให้เห็นได้ชัดว่าเมื่อหลายกี่สิบปีที่ผ่านมาพ่อของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร

แม้จะดูดุร้ายแต่ก็มีเสน่ห์ที่สวยงามซึ่งไม่แตกต่างไปจากพ่อของเขาเลย มันเป็นความสามารถพิเศษที่จะทำให้เขาเป็นศูนย์กลางของกลุ่มๆหนึ่ง

เด็กผู้หญิงที่ดูจะอายุไล่เลี่ยกับฉันสำรวจห้องอย่างระมัดระวังก่อนจะสบตาเข้ากับฉัน

ยังคงใช้เวลาอีกสองถึงสามปีจนกว่าเธอจะเริ่มโตเต็มที่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพูดว่าเธอมีศักยภาพอยู่แล้ว ฉันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบเธอกับเทส พวกเขาทั้งสองจะเติบโตขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ชายรอบๆ ตัวพวกเขาแต่ในรูปแบบที่แตกต่างกันมาก

เทสจะเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงที่น่ารักที่อยู่ข้างบ้านด้วยดวงตารูปอัลมอนด์ที่ปลอบโยนของเธอซึ่งเปล่งประกายเป็นสีน้ำสดใส

ผิวที่นุมครีมและแก้มที่มีสีชมพูของเธอ ผมสีเทาเหล็กที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอทำให้เธอมีออร่าที่ลึกลับแต่น่าค้นหา

ไม่...ผู้หญิงคนนี้ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ผิวสีขาวที่เหมือนมุกของเธอเป็นผืนผ้าใบสำหรับใบหน้าที่แกะสลักอย่างพิถีพิถัน ดวงตาที่แหลมคมทะลุทะลวงของเธอที่ดูโตเกินวัยด้วยเฉดสีน้ำตาลเข้มที่ดูใหญ่เพราะขนตาที่ยาวและหนาของเธอ

ผมของเธอเป็นสีดำสนิทซึ่งเธอได้มาจากแม่ของเธอ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับผมและดวงตาสีเข้มของเธอกับริมฝีปากเล็กๆ ของเธอ มันถูกปกคลุมไปด้วยสีชมพูอ่อนๆ ทำให้เธอดูเหมือนตุ๊กตาที่มีชิวิต

มันยากที่จะไม่สงสัยว่าพวกเขาจะเติบโตมาเป็นอย่างไร ว่าแม่ของพวกเขาจะทำให้พวกเขาบานหรือเหี่ยวเฉา

ฉันละสายตาจากหญิงสาวตรงหน้าฉันและจดจ่อไปที่ยามสามคนที่ตามหลังครอบครัวที่งดงามนี้

“ฉันไม่รู้มาก่อนว่าเราจะอยู่ที่นี่กับแขกคนอื่นนะวินเซนต์”

ชายคนนั้นกล่าวทั้งไม่แข็งกร้าวหรือไม่ยินดี

“ผมขอโทษฝ่าบาท! ผมคิดว่าคุณคงไม่รังเกียจที่จะมีคนอื่นอยู่กับคุณ คุณจำทาบิธาภรรยาของผมได้ใช่ไหม? นี่คือเพื่อนสนิทของครอบครัวเรา”

เขาแนะนำพร้อมโบกแขนมาทางเรา

หลังจากมองพวกเราอยู่ครู่หนึ่งริมฝีปากของเขาก็โค้งเป็นรอยยิ้ม

“ถ้าพวกเขาเป็นเพื่อนของคุณนะวินเซนต์พวกเขาก็เป็นของฉันเช่นกัน”

“ดีใจที่ได้รู้จัก อย่างน้อยเราก็จะมีเพื่อนๆ นอกเหนือจากยามพวกนี้”

หญิงสาวหัวเราะคิกคัก

ฉันเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจกับความแตกต่างในบุคลิกของผู้หญิงกับรูปลักษณ์ของเธอ เธอดูเป็นมิตรมากแม้ว่าเธอจะจ้องมองอย่างข่มขู่ที่สามีของเธอ

“ทุกคนอย่างที่พวกคุณทราบดีฉันอยากให้ทุกคนได้พบกับราชาและราชินีแห่งเซปิน ได้โปรดแนะนำตัวเองกับราชาเบลนเกลย์เดอร์และราชินีพริสซิลลาเกลย์เดอร์และลูกๆ ของพวกเขาเคอร์ติสและคาธิเลน์”

ตอนนี้แม่ของฉันซึ่งกำลังอุ้มน้องสาวของฉัน - ทาบิธาและแม้แต่ลิเลียก็ทิ้งตัวลง ฉันทำตามและลดระดับตัวเองลงในเวลาต่อมาเช่นกัน

พระราชาทรงพยักหน้าให้เรายืน

“พอได้แล้วตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำตัวแข็งกระด้าง พวกเราอยู่ที่นี่เพื่อการประมูลเท่านั้น”

ในขณะที่ฉันลุกขึ้นซิลวีก็แอบเอาหัวของเธอออกมาจากใต้เสื้อคลุมของฉันเพื่อสำรวจใบหน้าใหม่ๆอย่างอยากรู้อยากเห็น

“คยู?”

เธอร้องและเอียงหัว

ฉันคิดว่าฉันได้ยินเสียงจากยามคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง แต่ฉันไม่สามารถบอกได้เนื่องจากมีการปกปิดใบหน้าของพวกเขา

"โอ้ว! ช่างเป็นสัตว์มานาตัวน้อยที่น่ารักจริงๆ!” ใบหน้าของราชินีพริสซิลลาสว่างขึ้นเมื่อเห็นซิลวีขณะที่เธอเดินมาหาฉัน

ดวงตาของพระราชาและเด็กทั้งสองมองไปยังทิศทางของฉันเช่นกัน

ผู้คุมก็ก้าวไปข้างหน้าเช่นกันเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาอยู่ใกล้พอที่จะตอบสนองได้ทันในกรณีที่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับราชินี

“เธอเพิ่งฟักออกมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เธอชื่อซิลวี ออกมาทักทายหน่อย”

ฉันตอบ

“คยู ~!”

เธอหัวเราะในขณะที่กระโดดออกจากเสื้อคลุมของฉันและยืดร่างกายของเธอเหมือนแมว

“ฉันคิดว่าสัตว์มานาตัวน้อยตัวนี้เป็นสัตว์ที่ทำสัญญากับคุณใช่ไหมหนุ่มน้อย?”

กษัตริย์เข้ามาใกล้ๆและคุกเข่าลงเพื่อมองดูซิลวีอย่างใกล้ชิด

ฉันเพียงแค่พยักหน้าโดยไม่พูด มันน่าจะดีกับรูปลักษณ์ของซิลวีในแบบที่เป็นอยู่

“คุณโชคดีแค่ไหนที่มีสัตว์มานา แม้แต่มันเป็นทารกน้อย มันก็ยังไม่เชื่องได้ง่ายๆ แต่เธอกลับดูเชื่องมาก”

“เราสามารถสื่อสารกันทางจิตใจได้ดังนั้นจึงเป็นเหมือนข้อตกลงร่วมกันมากกว่าการเชื่อฟัง”

ฉันเพียงแค่ยักไหล่

"อะไรนะ? คุณหมายถึงว่าพวกคุณอยู่ภายใต้สัญญาที่เท่าเทียมกัน?”

เราทุกคนหันหน้าไปเผชิญหน้ากับแหล่งที่มาของเสียง เขาคือหนึ่งในผู้คุมที่มีฮูดคุมหัว

ให้ตายเถอะฉันพูดในสิ่งที่ฉันไม่ควรหรือเปล่า?

“อืมฉันไม่แน่ใจว่านั่นคืออะไร แต่เธอเป็นคนที่เริ่มสัญญาดังนั้นฉันคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น?”

ฉันยักไหล่หวังว่าจะสามารถปลี่ยนหัวข้อได้

ใครเป็นคนเริ่มทำสัญญาถือว่าเรื่องใหญ่หรือ?

“ขอฉันดูสัญญาของคุณให้ละเอียดได้ไหม?!”

องครักษ์ที่สวมฮูดร้องอุทานและคืบคลานเข้ามาใกล้เรา

ก่อนที่ฉันจะปฏิเสธราชาก็ก้าวเข้ามา

“นี่ไม่ใช่เวลาหรือสถานที่ที่จะศึกษาสัตว์เลี้ยงของคนอื่นนะ คุณกำลังทำตัวหยาบคายนะเซบาสเตียน”

สายตาของเขาดูแข็งกร้าวเมื่อเขาถูกตำหนิ

“ขอโทษด้วยนะ…”

พระราชาพูดโดยหวังว่าฉันจะพูดต่อให้จบประโยค

“อาเธอร์ครับ อาเธอร์เลย์วิน”

ฉันพูดแล้วก็โค้งคำนับ ในขณะที่เขาและภรรยาของเขายิ้มให้ฉันเล็กน้อยพวกเราจึงเข้าที่นั่งเพื่อฟังเสียงอันชัดเจนที่ประกาศว่าการประมูลจะเริ่มในไม่ช้า

ด้วยอาการตัวสั่นและหนาวเย็นทำให้ฉันหันกลับไปมองเห็นเซบาสเตียนที่ถอดเสื้อฮู้ดและจ้องมองซิลวีซึ่งนอนอยู่บนตักของฉันอย่างตั้งใจ

จบบทที่ บทที่ 23 ค่าภาคหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว