- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 436 กลืนชีพจรวิญญาณ สวี่เฮยพุ่งทะยานสู่หยวนอิง
บทที่ 436 กลืนชีพจรวิญญาณ สวี่เฮยพุ่งทะยานสู่หยวนอิง
บทที่ 436 กลืนชีพจรวิญญาณ สวี่เฮยพุ่งทะยานสู่หยวนอิง
เผ่ามนุษย์กบ เป็นเผ่าพันธุ์ย่อยของเผ่าเงือก ซึ่งเป็นลูกหลานของเผ่าชาวเงือกบรรพกาล วิวัฒนาการมาจากเงือกที่อ่อนแอที่สุด อาศัยอยู่ใต้ทะเลมาหลายชั่วอายุคน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการขุดแร่ จึงได้วิวัฒนาการโครงสร้างร่างกายที่เหมาะสมขึ้นมา
บรรพบุรุษของพวกเขา เดิมทีอ่อนแอเกินไป ยากที่จะเอาชีวิตรอดในหมู่พวกพ้อง จึงต้องตกระกำลำบากมาอยู่ที่นี่
โลกใบใหม่สำหรับพวกเขา ไม่ใช่สวรรค์
…………
"ล้มเหลวแล้ว!"
จอมมารนักกลืนกินสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจากระยะไกล แต่สีหน้ากลับเรียบเฉยไร้อารมณ์
เขารู้ดีว่า ความล้มเหลวเล็กน้อยนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ เพียงแค่ชะลอเวลาการครองโลกของเทพสมุทรออกไปเท่านั้น
เทพสมุทรจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว ท้องทะเลแห่งนี้ หรือแม้แต่ดาวผู้บำเพ็ญเพียรดวงนี้ จะต้องตกเป็นของเทพสมุทรในที่สุด
"เทพสมุทรสามารถเป็นใหญ่ในโลกที่เลวร้ายเช่นนั้น จนกลายเป็นบุตรแห่งมาร เมื่อมายังดาวผู้บำเพ็ญเพียรดวงนี้ ย่อมสามารถปกครองยุคสมัยได้อย่างแน่นอน!"
จอมมารนักกลืนกินรู้ดีว่า เมื่อสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นมาถึงโลกใบใหม่ ถ้าไม่ถูกกำจัดจนสิ้นซาก ก็จะกลายเป็นผู้รุกรานที่ไม่อาจต้านทาน
เทพสมุทร ย่อมเป็นอย่างหลังอย่างไม่ต้องสงสัย!
เขาไม่จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ เขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และควบคุมโลกใบนี้
"สมกับเป็นงูเก้าหัว ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ หวังว่าครั้งหน้า เมื่อเทพสมุทรครองโลก เจ้าจะยังอวดดีได้เช่นนี้"
จอมมารนักกลืนกินแปลงร่างเป็นเมฆดำ ม้วนตัวก่อคลื่นลม พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า หนีไปไกลลิบ หายไปที่ปลายสุดของเหมืองโยวหมิง
…………
ในโลกแห่งจิตสำนึกของสวี่เฮย
ร่างของมั่วชางหายไปแล้ว
เช่นเดียวกับหวงฝู่ต้วนหลง เขาก็กำลังรอคอยผู้สืบทอด เดิมทีมั่วชางไม่ได้คาดหวังอะไร หรืออาจจะมีความคิดที่จะทำลายมรดกของหวงฝู่ต้วนหลง เพื่อให้สำนักสยบมังกรสิ้นสุดลงด้วยซ้ำ
แต่เมื่อได้เห็นสวี่เฮย แผนการของเขาก็เปลี่ยนไป
อย่างที่เขาว่ากันว่า ตั้งใจปลูกดอกไม้ดอกไม้ไม่บาน ไร้ใจปักกิ่งหลิวร่มเงาครึ้ม มั่วชางที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ได้ทำความปรารถนาของตนให้เป็นจริงแล้ว
สวี่เฮยขดตัวอยู่ใต้ดินลึก ร่างกายไร้ความรู้สึก แต่เขากลับรู้สึกใกล้ชิดกับพลังวิญญาณธาตุดินในฟ้าดินมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าเพียงแค่คิด เขาก็สามารถควบคุมพลังวิญญาณธาตุดินได้อย่างอิสระ เพื่อให้มันต่อสู้เพื่อเขา
สวี่เฮยเพียงแค่คิด ดินโคลนใต้ดินก็กลายเป็นทรายละเอียด ไหลวนรอบตัว กลายเป็นมังกรตัวเล็กๆ
"นี่คือรากวิญญาณดินระดับสวรรค์งั้นหรือ?" สวี่เฮยพึมพำกับตัวเอง
การดูดซับพลังวิญญาณธาตุดิน กับการควบคุมพลังแห่งฟ้าดิน เป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง
ในตอนนี้ แม้แต่วิชาธาตุดินที่ง่ายที่สุด เมื่ออยู่ในมือของสวี่เฮย ก็สามารถแสดงอานุภาพมหาศาล ตั้งแต่ผ่าภูเขาแยกหิน ไปจนถึงผ่าฟ้าแยกดิน
วิชาอาคมกับวิชาอิทธิฤทธิ์ ห่างกันเพียงเส้นบางๆ นั่นคือเจตจำนง ในวินาทีที่สวี่เฮยครอบครองรากวิญญาณดินระดับสวรรค์ เขาก็ได้บรรลุเจตจำนงแห่งผืนดินด้วยเช่นกัน
สิ่งที่มั่วชางมอบให้เขาไม่ใช่แค่นี้ ยังมีชุดวิชาอิทธิฤทธิ์ธาตุดินอีกด้วย
วิชาอิทธิฤทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ถึงระดับห้า หรือก็คือระดับฮั่วเสิน (แปลงจิต) วิชาเช่นนี้ลำพังกำลังคนไม่อาจใช้ได้ ต้องมีเมล็ดพันธุ์แห่งอิทธิฤทธิ์ และเมล็ดพันธุ์นั้นก็ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของร่างกายสวี่เฮย แต่ด้วยระดับพลังปัจจุบันของเขา ยังไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะแอบดู
"สวี่เฮย ความลับของการบรรลุเซียน อยู่ที่ความสมบูรณ์ของธาตุทั้งห้า ตอนนี้เจ้ามีเพียงธาตุดินที่สมบูรณ์ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล"
"มังกรเจียว (มังกรวารี) ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเผ่ามังกร มังกรเจียว เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น"
นี่คือประโยคสุดท้ายของมั่วชาง พูดจบเขาก็สลายไปอย่างสมบูรณ์ ไม่เหลือร่องรอยแม้แต่น้อยในความทรงจำที่หวงฝู่ต้วนหลงทิ้งไว้
สวี่เฮยได้รับมรดกจากหวงฝู่ต้วนหลง แต่กลับโชคดีได้รับวาสนาใหญ่หลวงจากมั่วชาง
นี่คือลิขิตสวรรค์
"ย้ายภูเขา วิชาอิทธิฤทธิ์ระดับสี่ขั้นต้น ที่แท้วิชาย้ายภูเขาของปรมาจารย์ย้ายภูเขา คือวิชาอิทธิฤทธิ์นี่เอง มิน่าถึงได้แข็งแกร่งนัก!" สวี่เฮยเดาะลิ้นชมเชย
นี่เป็นแค่วิชาอิทธิฤทธิ์ที่อ่อนที่สุด วิชาหลังๆ ไม่อาจจินตนาการได้เลย
แน่นอนว่า แค่วิชาที่อ่อนที่สุด สวี่เฮยก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกนานกว่าจะบรรลุ
"ส่งศพลงนรก (หวงเฉวียนซ่งจั้ง) ก็เป็นวิชาอิทธิฤทธิ์ธาตุดินเหมือนกัน ระดับสี่ขั้นกลาง งั้นที่แพร่หลายอยู่ตอนนี้ก็น่าจะเป็นฉบับลดทอน" สวี่เฮยคิดในใจ
วิชาอิทธิฤทธิ์ธาตุดินแต่ละวิชา มีวิธีการฝึกฝนที่ซับซ้อนมาก อาจจะไม่อานุภาพรุนแรงเท่าเรียกลมเรียกฝน แต่ชนะที่ความหลากหลาย สามารถรับมือกับสถานการณ์การต่อสู้ที่ซับซ้อนได้
สวี่เฮยเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนวิชาอิทธิฤทธิ์ทั้งหมด เขาทำได้เพียงเลือกวิชาที่เหมาะกับตัวเอง และเห็นผลเร็วที่สุด
"วิชาแรงโน้มถ่วง สามารถเพิ่มแรงโน้มถ่วงในพื้นที่ ทำให้บินไม่ได้ เดินลำบาก อานุภาพเพิ่มตามความแข็งแกร่งของกายเนื้อ ไร้ขีดจำกัด!"
ความสนใจของสวี่เฮยถูกดึงดูดโดยวิชาแรงโน้มถ่วงทันที
นี่คือวิชาอิทธิฤทธิ์ธาตุดิน ไม่จำกัดระดับ คล้ายกับวิชาแรงดึงดูด ยิ่งระดับพลังสูง วิชานี้ก็ยิ่งแสดงผลดี
"เลือกเจ้านี่แหละ!" สวี่เฮยตัดสินใจ
จากนั้น เขาก็เลือกวิชาอิทธิฤทธิ์ระดับสี่ขั้นต้นอีกวิชา ชื่อว่า "หมัดระเบิดชีพจรธรณี" วิชานี้ในระดับสี่ขั้นต้นถือว่าเป็นสุดยอด ฝึกถึงขั้นสูงสุดสามารถเทียบเท่าระดับสี่ขั้นกลางได้
สองวิชานี้สามารถประสานกันเป็นชุดกระบวนท่าต่อเนื่อง
ต่างจากเรียกลมเรียกฝน สองวิชานี้ต้องการพละกำลังกายเนื้อสูงมาก ไม่ทำให้ลมปราณหมดเกลี้ยงทันทีที่ใช้ ถือว่าอุดช่องโหว่ของวิชาเซียนมังกรคราม
สวี่เฮยก็ไม่นึกเลยว่า เขามาเพื่อเรียนรู้วิชาลับของสำนักสยบมังกร แต่สุดท้ายก็ได้วิชาการต่อสู้ของมังกรเจียวกลับไป
ตอนนั้นเอง หวงฝู่ต้วนหลงกล่าวเรียบๆ ว่า "สวี่เฮย ระดับพลังของเจ้าอ่อนเกินไป ต่อให้มีรากวิญญาณดินระดับสวรรค์ วิชาอิทธิฤทธิ์ของมั่วชางก็ยากที่จะแสดงอานุภาพ"
"ข้าจะช่วยเจ้าสักแรง ช่วยเจ้าทะลวงสู่ระดับหยวนอิง!"
หวงฝู่ต้วนหลงเปลี่ยนท่ามือ ยกมือชี้ไปที่สวี่เฮย
"ตูม!!"
ทันใดนั้น พลังวิญญาณทั้งหมดในฟ้าดินแห่งนี้ ก็พุ่งมารวมตัวที่สวี่เฮย กลายเป็นพายุฝนกระหน่ำ ม้วนตัวลงสู่ใต้ดิน พุ่งเข้าสู่ร่างของสวี่เฮย
"มาได้จังหวะพอดี!"
สวี่เฮยกระตุ้นหม้ออสูรเทพ กลืนกินและหลอมรวมพลังวิญญาณทั้งหมด ไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย เขาพบเรื่องน่าตกใจว่า พลังวิญญาณบริสุทธิ์มาก แทบจะดูดซับได้โดยตรง
สิ่งนี้ช่วยเร่งความเร็วในการฝึกตนของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ในขณะเดียวกัน โลกภายนอก
"ตูม!!"
ภายในเหมืองโยวหมิง เกิดเสียงสั่นสะเทือนรุนแรง ใต้ดินส่งเสียงครืนคราน พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลซึมออกมาจากใต้ดิน พุ่งเข้าสู่ถ้ำหินปูนอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา
พายุพลังวิญญาณเหล่านี้ พัดกระหน่ำราวกับพายุไต้ฝุ่น เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว —— สวี่เฮย!
"เกิดอะไรขึ้น?!"
อัจฉริยะอีกสามคนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ขนาดนี้ พวกเขาก็ไม่เกรงใจ รีบนั่งลงดูดซับกระแสพลังวิญญาณที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มที่
แต่ความเร็วในการดูดซับของพวกเขา เทียบไม่ได้เลยกับสวี่เฮย
ร่างกายของสวี่เฮยเหมือนหลุมดำไร้ก้นบึ้ง มาเท่าไหร่กินหมด ความเร็วในการดูดซับระดับนี้ ทำให้อวี้เจี้ยนชิวถึงกับขมวดคิ้ว แววตาฉายแววตกตะลึงที่หาได้ยาก
เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้รู้จักสวี่เฮยดีพอ และก็ไม่ได้คิดจะทำความรู้จักมากนัก ใครๆ ก็มีความลับ
แต่จนถึงตอนนี้ เขาถึงเข้าใจว่า สวี่เฮยลึกลับกว่าที่เขาคิดไว้มาก
เหมืองโยวหมิง ใต้ดินลึก
ในอุโมงค์เหมือง มนุษย์กบบางคนที่ยังขุดแร่อยู่ จู่ๆ ก็เห็นว่า หินวิญญาณบนผนัง กำลังหมองลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ด้วยความเร็วนี้ อีกไม่นาน หินวิญญาณจะกลายเป็นหินธรรมดา สูญเสียประกายแห่งพลังวิญญาณไปจนหมดสิ้น
"เกิดอะไรขึ้น?"
"มันเรื่องอะไรกัน?"
เหมืองแร่สั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับมีหลุมดำดูดกลืนพลังวิญญาณกำลังทำงาน กลืนกินพลังวิญญาณทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง
เหมืองโยวหมิงถูกขุดเจาะมาห้าร้อยปี ก็ควรถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
และสวี่เฮย คือปัจจัยสุดท้ายที่จะปิดฉากเหมืองโยวหมิง
"จบกัน จบกัน หินวิญญาณของข้า หินวิญญาณที่ข้าอุตส่าห์เก็บรวบรวมมา!"
ในหลุมเหมืองลับแห่งหนึ่ง มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมา ฟังดูแย่ยิ่งกว่าเสียงฆ่าหมู
เห็นเพียงในหลุมเหมือง ชายหนุ่มผมสีม่วงกำลังมองหินวิญญาณที่ส่องแสงระยิบระยับบนพื้น ร้อนใจจนหน้าซีด หินวิญญาณเหล่านี้กำลังหมองลงอย่างรวดเร็ว ทำท่าจะสูญเสียพลังวิญญาณทั้งหมด
เขาร้อนรนดั่งไฟเผา แต่ทำอะไรไม่ได้
หินวิญญาณที่เขาเก็บรวบรวมมามีเยอะเกินไป ถุงสมบัติใส่ไม่พอ เว้นแต่เขาจะยอมทิ้งของวิเศษของตัวเอง เพื่อเอามาใส่หินวิญญาณ แต่นั่นเป็นไปไม่ได้
"อย่าขโมยหินวิญญาณของข้า ขโมยตัวข้าไปก็ได้ แต่อย่าแตะต้องหินวิญญาณ!"
เขาหมดหนทาง ได้แต่พุ่งเข้าไปเอาตัวบังกองหินวิญญาณไว้ ราวกับคนบ้า แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการซีดจางของหินวิญญาณได้
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เขาพบปัญหาใหญ่
หินวิญญาณที่เขาเพิ่งเก็บใส่ถุงสมบัติ ดูเหมือนจะซีดจางลงด้วยเช่นกัน
"แม่จ๋า!" ฮันเท่อร้องโหยหวน น้ำตาไหลพราก
กระแสพลังวิญญาณพุ่งออกมาจากถุงสมบัติเป็นระลอก ไม่อาจหยุดยั้ง แม้แต่ลงคาถาผนึกก็ไร้ผล
แต่มีเพียงหินวิญญาณจากเหมืองโยวหมิงเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ หินวิญญาณส่วนตัวของเขายังปกติดี เรื่องนี้ทำให้ฮันเท่องงเป็นไก่ตาแตก
ความจริงแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องนี้
หินวิญญาณในเหมืองโยวหมิง ล้วนเป็นของที่หวงฝู่ต้วนหลงและมั่วชางทิ้งไว้
นี่คือเงินเก็บทั้งชีวิตของผู้บำเพ็ญระดับฮั่วเสินสองคน
ร่างกายของพวกเขามรณภาพที่นี่ พลังบำเพ็ญสลายไป หินวิญญาณไหลลงสู่ใต้ดิน คืนสู่ธรรมชาติ เนื่องจากจำนวนมหาศาล จึงก่อตัวเป็นชีพจรวิญญาณใต้ดิน ให้คนรุ่นหลังขุดเจาะมาห้าร้อยปีก็ยังไม่หมด!
หินวิญญาณเหล่านี้ มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับพวกเขา เพียงแค่คิด ก็สามารถเรียกคืนได้ทั้งหมด
นี่จึงเป็นสาเหตุให้หินวิญญาณสูญเสียพลังวิญญาณ นั่นคือของกลับคืนสู่เจ้าของเดิม
สถานที่มรณภาพของผู้บำเพ็ญระดับฮั่วเสิน ย่อมกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และหินวิญญาณที่พวกเขาสะสมมาทั้งชีวิต หากกระจายออกไปกลายเป็นเหมืองแร่ ก็เป็นเรื่องปกติ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าที่นี่ฮวงจุ้ยดีเยี่ยม มีผลในการรวบรวมพลังวิญญาณโดยธรรมชาติ นานวันเข้า จึงกลายเป็นเหมืองโยวหมิง
ตอนนี้ ก็แค่ของกลับคืนสู่เจ้าของเดิมเท่านั้น
แม้พลังวิญญาณจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่ระดับพลังของสวี่เฮยกลับเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ การจะเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย จากระดับเจี๋ยตาน (สร้างแกน) ขั้นปลาย ไปสู่ขั้นสมบูรณ์ ต้องใช้พลังมหาศาล
โดยเฉพาะสำหรับสวี่เฮย นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการสร้างแกนที่สมบูรณ์แบบ
……
เผลอแป๊บเดียว สามเดือนก็ผ่านไป
ภายในเหมืองโยวหมิง ไม่มีคนของลัทธิเทพสมุทรโผล่มาอีกเลย หลังจากมรดกของสำนักสยบมังกรถูกแย่งชิงไป ที่นี่ก็ไม่มีความหมายให้บุกโจมตีอีก
สิ่งเดียวที่มีประโยชน์ คือการสังหารกลุ่มอัจฉริยะ แต่ฆ่าพวกเขายังสู้ฆ่าผู้อาวุโสระดับสูงสักสองสามคนไม่ได้ เพราะเมื่อเทพสมุทรจุติลงมา พรสวรรค์ก็ไร้ค่า
ประเด็นสำคัญคือ ลัทธิเทพสมุทร ไม่มีคนให้ใช้แล้ว
อาการบาดเจ็บของจอมมารเหลียนหุน ไม่ใช่จะหายได้ในเร็ววัน จอมมารนักกลืนกินก็บาดเจ็บเช่นกัน และในเหมืองโยวหมิง มีเทพสององค์เฝ้าอยู่ แถมยังมีอวี้เจี้ยนชิวที่เหลือแต่ร่างแยกและพร้อมแลกชีวิตได้ทุกเมื่อ
การไปปะทะตรงๆ ตอนนี้ แล้วโดนลากไปตายด้วยสักคน เป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย
พวกเขาไม่รู้ว่าอวี้เจี้ยนชิวยังเหลือฝีมือแค่ไหน แต่พอเอ่ยถึงคนผู้นี้ เทพสมุทรก็มีท่าทีหวาดระแวง
"ร่างแยกของเขา ภายในสองปี ต้องสลายไปแน่นอน" นี่คือคำตอบที่เทพสมุทรให้ไว้