- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- ตอนที่ 60 สองจอมดำมุ่งหน้าสู่นิกายจื่อเซีย
ตอนที่ 60 สองจอมดำมุ่งหน้าสู่นิกายจื่อเซีย
ตอนที่ 60 สองจอมดำมุ่งหน้าสู่นิกายจื่อเซีย
หางของลิงนั้นยิ่งสั้นลงทุกขณะ ขนทั่วร่างทยอยร่วงหล่นทีละหย่อม ผิวด้านล่างเริ่มเรียบเนียนขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายสูงโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังก้าวข้ามจากลิงอสูรธรรมดาไปเป็นมนุษย์วานร
“นี่มัน…”
“จะกลายเป็นมนุษย์แล้วหรือ”
สองอสูร สวี่เฮยกับเฮยหวงอ้าปากค้าง มองกันตาปริบๆ
ตลอดช่วงที่ร่างลิงเปลี่ยนแปลง มันร้องโหยหวนที ร้องไห้โฮที เดี๋ยวหัวเราะบ้าคลั่ง เดี๋ยวทำหน้าบูดเครียดแค้น ครู่ต่อมาก็สั่นระริกด้วยความหวาดกลัว อารมณ์สารพัดผลัดเปลี่ยนขึ้นบนใบหน้าราวกับคนสติแตก
“นี่มันจิตแตกชัดๆ”
เฮยหวงเอ่ยเสียงเครียด
เมื่อพลังฟ้าดินพุ่งทะยาน พันธุกรรมก็พลอยบิดเบี้ยวไปด้วย แถมไม่มีเคล็ดวิชาคอยประคอง หากไม่จิตแตกก็น่าแปลกแล้ว
“อ๊า…”
เสียงกรีดร้องแหลมดังลั่นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างลิงจะชะงักนิ่งราวท่อนไม้
การกลายพันธุ์จบลงตรงนั้น มันมีความสูงราวหกศอก หลังเหยียดตรง ขนหลุดไปเกือบหมด หางหายไปทั้งเส้น เหลือเพียงผิวหยาบกระด้างบางส่วน ดูเผินๆ คล้ายครึ่งคนครึ่งลิง
จากลิงวานร ตอนนี้กลายเป็นวานรมนุษย์เต็มตัวแล้ว
สวี่เฮยมองตะลึง
“นี่มันยาอะไรกัน ถึงทำให้ปลางอกขา ลิงกลายเป็นคนได้ด้วยเนี่ย”
แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้วานรมนุษย์ยืนนิ่งตาเหม่อลอย อ้าปากค้าง ไม่ขยับแม้แต่น้อย คล้ายหุ่นเชิดที่ไม่มีวิญญาณ
“ทำไมไม่ตอบสนองเลย”
สวี่เฮยใช้วิชาควบคุมแรงดึงดูดหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยตรงหน้า มันก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
“มันจิตแตกไปแล้ว ตายไปแล้วนั่นแหละ”
เฮยหวงกล่าวรับสั้นๆ
“จิตแตก…”
สวี่เฮยขมวดคิ้ว เขาเคยได้ยินมาว่าเวลาเดินบนหนทางบำเพ็ญ หากปล่อยให้มารในใจเข้าครอบงำ ผลลัพธ์มีตั้งแต่กลายเป็นคนเสียสติเร่ร่อน ไปจนถึงจิตแตกดับสิ้นในทันที
สวี่ไป๋ที่ยืนมองอยู่ด้านข้างสะดุ้งเฮือก รู้สึกเหมือนตัวเองก่อเรื่องใหญ่ นางก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด
“ข้า ข้าไม่ตั้งใจเลย… ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะกลายเป็นการฆ่าคน หรือฆ่าลิง แบบนี้…”
เฮยหวงหัวเราะแห้งๆ
“ตายไม่กี่ตัวจะเป็นอะไรไป เดิมทีลิงนี่ก็จับมาเตรียมกินอยู่แล้ว สมัยข้าอยากวางยาพิษล้างสำนักไหน แค่ขยับนิ้วก็ทำได้ง่ายๆ”
เขาไม่ได้สนใจความเป็นความตายของอสูรทดลองเลย สิ่งที่คิดอยู่ในหัวกลับเป็นเรื่องฤทธิ์ยา ยาที่ทำให้สัตว์วิวัฒน์ได้แบบนี้ เขาเฝ้าดูทุกขั้นตอนของการปรุง วัตถุดิบก็ล้วนคุ้นเคย แต่ผลที่ออกมากลับกลายพันธุ์อย่างกับของสายมาร
“ทำไมปลา ถึงงอกขา ลิงถึงกลายเป็นมนุษย์ ต่อให้ไม่ตายกลางทางก็คงวิวัฒน์ต่อไปได้เรื่อยๆ เหลือเชื่อจริงๆ…”
สวี่เฮยพึมพำ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้
“ว่าแต่เฮยหวง สวี่ไป๋ฝึกเคล็ดวิชาอะไรอยู่น่ะ”
สวี่ไป๋เองก็เลิกคิ้ว พยายามนึก
“เคล็ดอะไรหรือ… ข้าจำได้ว่าเหมือนคนเรียกกันว่า เทียนหมากง ล่ะมั้ง”
“เทียนหมากง”
คราวนี้เฮยหวงสะดุ้งราวโดนน้ำเดือดราด
ในมรดกความทรงจำที่เขาส่งให้นาง เมื่อก่อนนั้นมีเคล็ดเทียนหมากงอยู่จริง แต่เดิมเทียนหมากงเหมาะกับร่างมารอย่างเขาเท่านั้น ไม่เคยมีใครที่มีธาตุไม้ชั้นยอดมาลองฝึกมาก่อนเลยสักราย
“ลองร่ายลมปราณให้ดูหน่อย”
เฮยหวงสั่งทันที
สวี่ไป๋ไม่อิดออด หลับตาขับลมปราณ แกนอสูรในร่างนางค่อยๆ แผ่พลังไม้เขียวอมฟ้าออกมา แต่ในกระแสพลังนั้นกลับมีเส้นสายสีดำบางๆ ปะปนอยู่ด้วย เคลื่อนไปพร้อมกันอย่างแนบแน่น
“เป็นเทียนหมากงจริงแท้… แถมยังไม่เคยเห็นรูปแบบพลังแบบนี้มาก่อนด้วย”
เฮยหวงอุทาน
ตอนนี้พวกเขาก็พอจะมองเห็นเค้าสาเหตุแล้ว นี่คือน้ำปราณเทียนหมากงผสมกับธาตุไม้เดี่ยวอย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดที่แม้แต่ผู้สร้างวิชาก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“ทีนี้ ข้ายังจะปรุงยาได้อยู่อีกไหม”
สวี่ไป๋ถามเสียงสั่น
“ปรุงได้ดีมาก แต่ต่อไป ห้ามปรุงอีก”
เฮยหวงว่าเสียงหนักแน่น
“อือ…”
สวี่ไป๋หน้าเศร้าทันที
สุดท้ายยังดีที่สวี่เฮยช่วยพูดเกลี้ยกล่อม เปลี่ยนเรื่องให้กลายเป็นการให้กำลังใจ บอกให้นางตั้งใจฝึกวิชาต่อไป หากคิดจะลองปรุงยาอีกก็ให้หามนุษย์มาสักสองสามคน ใช้เป็นหนูทดลองแทน แบบนั้นซักวันหนึ่งจะต้องสำเร็จแน่
พอได้รับคำปลอบใจ สวี่ไป๋ก็ค่อยๆ กลับมามีแรงฮึดอีกครั้ง นางสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้เจ้านายผิดหวัง
“คราวหน้า ข้าจะต้องปรุงยาให้เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านอ๋องงูสวี่เฮยให้ได้”
นางพูดด้วยแววตาจริงจัง
“เอ่อ… สู้ๆ”
สวี่เฮยฝืนยิ้มตอบทั้งที่ในใจขนลุกไปถึงโคนหาง
เขาหยิบกองสมุนไพรที่เก็บมาจากสนามรบส่งให้นางเพิ่ม แล้วควักเตาหลอมเม็ดยาใบใหม่ออกมาสามใบ เป็นของที่ริบมาจากศิษย์มนุษย์ ยื่นให้นางไว้ใช้ทดลองในอนาคต
สวี่ไป๋ตาเป็นประกาย รีบรับไปศึกษาอย่างตื่นเต้น
“สวี่เฮย จำไว้ด้วยนะว่ายานี่เจ้าขอให้นางช่วยปรุง เจ้าก็ต้องกล้ากินด้วย”
เฮยหวงหันมาแหย่ยิ้มเจ้าเล่ห์
สวี่เฮยเหลือบมองซากวานรมนุษย์ที่ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงมุมถ้ำแล้วรู้สึกเย็นวาบทั้งตัว รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“แย่แล้ว ข้าพึ่งนึกอะไรบางอย่างออก ต้องไปก่อนแล้ว”
“เฮ้ เดี๋ยวก่อนสิ”
เฮยหวงรีบยัดศพวานรมนุษย์เข้าไปในถุงเก็บของแล้ววิ่งตาม สีหน้าดูมีแผนการบางอย่าง
“สวี่เฮย เจ้าอยากได้เม็ดยาปิฐิกำลังน้อยใช่ไหม ข้ามีวิธีหาให้เจ้าได้เป็นกอง ให้อัปถึงขั้นสื่อสารวิญญาณสมบูรณ์ยังได้เลยนะ”
สวี่เฮยชะงัก ฝีเท้าหยุดลง แต่ยังมองอย่างระแวงคิดว่านี่ต้องเป็นแผนสกปรกแน่
“วิธีไหน”
“ทำให้มันใหญ่โตสักหน่อย ไปบุกปล้นห้องปรุงยาสิ”
เฮยหวงหยิบม้วนแบบแปลนออกมาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“นี่คือผังของนิกายจื่อเซีย อย่าถามว่าข้าได้มายังไง ห้องปรุงยาอยู่ตรงนี้… เฮ้ อย่าเพิ่งหนี ข้ายังพูดไม่จบเลย”
สวี่เฮยสบถในใจ
“อยากไปก็ไปเองสิ ข้าไม่ห้าม แต่ข้าไม่ไปด้วยหรอก”
เขาตอนนี้อยากแค่หามุมเงียบๆ ฝึกบำเพ็ญให้เต็มที่ หลังจากสู้กับมนุษย์มาเหนื่อยแทบตาย ยังไม่ทันฟื้นดีก็จะลากไปเสี่ยงตายอีกรอบ ใครจะไปเอาด้วย
เฮยหวงกลอกตาอย่างคิดหาทางรั้ง
“เรื่องนี้เราไม่ได้จะบุกปล้นโจ่งแจ้งหรอก จะลอบเข้าไปขโมยดีๆ ใครจะไปรู้ กลัวอะไร”
“แถมอีกอย่าง นิกายจื่อเซียมีแต่ศิษย์หญิง ใจของสตรีก็ใสซื่อ เชื่อคนง่าย เข้าไปจัดการไม่ยากหรอก”
“ที่นั่นเป็นสำนักปรุงยาชั้นยอดนะ ไม่ใช่มีแค่เม็ดยาปิฐิกำลังน้อยเท่านั้น เม็ดยาสร้างรากฐานก็อาจมีเก็บไว้ด้วยซ้ำ”
เฮยหวงยื่นหน้าเข้ามาโน้มน้าวไม่หยุด
“ข้าเคยหลอกเจ้าตอนไหนหรือ”
“สวี่เฮยเอ๋ย พวกมนุษย์มันเลวทรามนัก เราจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร ต้องสั่งสอนมันบ้างสิ”
เฮยหวงสาธยายยืดยาว ก่อกวนจนสวี่เฮยปวดหัวตุบๆ
ในที่สุดสวี่เฮยก็หันขวับมาถามเสียงเครียด
“เอาเถอะ เอาตรงๆ เลย มั่นใจแค่ไหน”
เฮยหวงนิ่งคิดไปชั่วจังหวะ ก่อนตอบ
“ถ้านับรวมตัวเจ้าด้วย ก็สักเก้าในสิบ”
“ตกลง ออกเดินทาง แผนละเอียดค่อยคุยระหว่างทาง”
สวี่เฮยไม่รอให้พูดต่อ ใช้วิชาลงดินมุดพุ่งไปทางที่ตั้งนิกายจื่อเซียทันที
เขารู้แล้วว่าหากไม่ยอมไป สวี่หวงคงก่อกวนไม่เลิกรา สู้ปล่อยให้เรื่องจบๆ ไปเสียยังง่ายกว่า
เฮยหวงรีบตามหลังมา ยิ้มเจ้าเล่ห์
“เสี่ยวสวี่ แบ่งตามธรรมเนียนนะ ได้ของมาแล้วหารคนละครึ่ง”
“รู้แล้ว เลิกพล่ามสักทีได้ไหม”
ตลอดเส้นทาง สวี่เฮยถือโอกาสรีดประโยชน์จากเฮยหวงเต็มที่ บังคับให้ช่วยสร้างหุ่นกลรุ่นใหม่ออกมาหลายตัว ทั้งยังแปะยันต์ล่องหนเตรียมสำรองไว้ไม่ขาด เฮยหวงแม้จะปวดใจแต่ก็ต้องจำยอม เพราะอยากได้สหายร่วมปล้น
สองวันให้หลัง
อสูรดำทั้งสองก็มาถึงเขตอิทธิพลของนิกายจื่อเซีย
นิกายจื่อเซียเป็นหนึ่งในสี่นิกายใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองของสำนักปู่เซ่อ รับแต่ศิษย์หญิงเท่านั้น พลังการต่อสู้ไม่ได้ด้อยไปกว่าสามนิกายที่เหลือเลย
จุดพิเศษคือเหล่าศิษย์หญิงส่วนใหญ่เอาแต่ใจ และมีท่วงทีคล้ายหญิงสาวในโลกสามัญที่มองอะไรหลายอย่างเป็นเรื่องเล็กน้อย ใจไม่ค่อยยอมทนลำบาก
เหตุผลสำคัญก็เพราะ หญิงสาวแต่ละนางในจื่อเซียล้วนเลอโฉม แถมยังมีเคล็ดจื่อเซียกง ที่ต้องใช้คู่บำเพ็ญเป็นตัวส่งเสริม หากมีชายที่ยินดีร่วมฝึกอย่างเต็มใจ พลังของทั้งคู่ก็จะทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น พวกนางจึงไม่เคยขาดผู้ติดตามชายที่ยอมทุ่มเททุกอย่างให้ อะไรที่เรียกว่าสมบัติล้ำค่า หรืออสูรวิญญาณหายาก ขอเพียงพวกนางเอ่ยปาก บรรดาชายหนุ่มก็จะแห่นำมาถวายไม่ขาดสาย
แม้แต่ศิษย์ของสำนักปู่เซ่อเองก็เอาใจเหล่าศิษย์จื่อเซียอยู่บ่อยครั้ง
เพราะจื่อเซียกงจำเป็นต้องใช้อารมณ์เต็มใจทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายหญิงไม่พอใจ ระหว่างฝึกคู่กันอาจทำให้ฝ่ายชายจิตแตกได้ง่ายๆ นี่คืออำนาจน่ากลัวของเคล็ดวิชานี้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำนิกายจื่อเซียยังมีความเกี่ยวพันเป็นสหายคู่บำเพ็ญกับผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในสำนักปู่เซ่อ บุคคลนั้นก็ทั้งหวงเมีย ทั้งแรงฤทธิ์ ทำให้ไม่มีใครกล้าบุกมารุกรานนิกายจื่อเซียอย่างเปิดเผย
“เพราะแบบนี้แหละ พวกเราถึงแทบไม่เคยเจอศิษย์หญิงของจื่อเซียออกมาเดินเสี่ยงในป่าลึกกันเอง ในเมื่อแค่เอ่ยปากขอ ก็มีคนยกของดีมาส่งให้ถึงที่ จะเหนื่อยออกล่าทำไมให้ยุ่งยาก”
เฮยหวงยิ้มหยัน
“วิชาจื่อเซียกงนี่ คนสร้างช่างยอดเยี่ยมจริง ช่วยคนทั้งนิกายได้แบบครบถ้วน”
สวี่เฮยถอนใจอย่างทึ่ง
“ลืมบอกไป คนสร้างวิชานี้เป็นผู้ชายนะ”
“หา…”
สวี่เฮยถึงกับสะดุ้ง งงไปครู่ใหญ่ทันที