เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 15 -- ไทม์สแควร์

ตอนที่ 15 -- ไทม์สแควร์

ตอนที่ 15 -- ไทม์สแควร์


ตอนที่ 15 -- ไทม์สแควร์

 

“ฉันก็มีอาวุธอยู่หรอกนะ แต่ฉันอยากสร้างอาวุธ, มากพอที่จะเปิดร้านขายอาวุธเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันยังมีเงินไม่พอน่ะ ดังนั้นฉันเลยต้องมาฝึกเป็นแม่ค้าด้วยการช่วยพ่อขายอาวุธไปก่อน, อ้อ ยังไงก็ตาม ฉันชื่อไลเดีย”

 

“งั้นหรอ….. ราคาตลาด…..”

 

ในตอนที่ผมจมอยู่ในห้วงความคิด ไลเดียก็เริ่มพูดอีกครั้ง

 

“อึก, ผมไม่รู้แม้แต่ราคาตลาด, แล้วผมจะขายของพวกนี้ยังไง….”

 

“ฉันรู้ราคา, ราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับไอเทมของเธอ”

 

จริงดิ?! ผมแสดงสีหน้าตกใจให้ไลเดียเห็น

 

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเห็นไอเทมพวกนี้, พวกนี้เทียบได้กับของที่นักผจญภัยใช้แล้ว”

 

ผมก็พอจะรู้มาว่าของพวกนี้ไม่ใช่ของหายาก แต่….

 

“โอ้ว แต่นี่มันสุดยอดไปเลยไม่ใช่หรอ? การมีของพวกนี้ในวัยแค่นี้น่ะ”

 

เด็กสาวที่ชื่อไลเดียคนนี้น่าจะต้องการพูดให้ดูเป็นมิตร แต่เธอกำลังเลือกผมเป็นเป้าหมาย…

 

บางทีเธออาจจะซื้อไอเทมทั้งหมดในราคาถูก ในเมื่อผมไม่รู้ราคาตลาด

 

แต่ผมไม่มีเวลาแล้ว

 

มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ ถ้าผมยังพอได้กำไรอยู่บ้าง แม้ว่ามันจะน้อยนิดก็ตาม

 

“ไลเดีย ผมไม่ชอบอะไรที่มันอ้อมค้อม ดังนั้นผมไม่ว่าอะไรหากเธอจะข้ามเรื่องหยอกล้อนี้นะ, พูดตรงๆผมต้องการน้ำยาฟื้นพลังเวทย์จำนวนมาก และผมต้องการของพวกนั้นในกระเป๋าเวทย์มนต์ แลกกับสื่อกลางระดับสูงที่ใช้ในการร่ายเวทย์ ‘วิญญาณ’ ที่ผมมีอยู่ คิดว่าไง?”

 

กระเป๋าเวทย์มนต์คือกระเป๋าใบเล็กๆที่ถูกเสริมเวทย์เข้าไป ดังนั้นมันจึงสามารถบรรจุไอเทมจำนวนมากได้แม้ว่าจะเกินขนาดของมันก็ตาม

 

มันถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ดีที่สุดของสมาคมจอมเวทย์ โดยพื้นที่เก็บของภายในสามารถขยายขนาดได้ตามพลังเวทย์ของเจ้าของ

 

ในความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้ที่ใครๆจะเป็นเจ้าของ

 

แม้ว่าเส้นมนตราของเจ้าของจะยังไม่เปิด และไม่มีพลังเวทย์ก็ตาม แต่เจ้าของก็สามารถใช้พื้นที่ที่แน่นอนได้จำนวนหนึ่ง ดังนั้นมันจึงถือเป็นของจำเป็นสำหรับนักผจญภัย

 

“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ, เธอเป็นเด็กที่ดีจัง, เธอพูดเรื่องน่าสนใจออกมารู้ตัวไหม~ ?”

 

“ผมกำลังรีบ”

 

“นี่ นั่นถือเป็นการเจรจาที่แย่มาก, ไม่คิดว่าเธอจะรู้สึกแย่หรือถ้าฉันพูดแบบนั้นบ้าง?”

 

“ผมสามารถพูดได้เพราะผมเป็นเด็กยังไงล่ะ”

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า, มันยากมากที่จะหาคนซื่อสัตย์ได้แบบเธอ”

 

ในตอนที่พูด เธอก็ลุกขึ้นค้นรถเข็นตัวเองจนทั่ว *กุกกักกุกกัก*

 

“ฉันมีกระเป๋าที่มีพื้นที่น้อย แต่มันบรรจุของฟื้นพลังเวทย์อยู่พอสมควร”

 

อืม…. ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองมิลลี่ที่กำลังทำสีหน้าตลกๆตอนนอน

 

ผมจำเป็นต้องกอบโกยให้ได้มากที่สุดก่อนที่ผมจะแพ้

 

“แหวนวงนั้นกับกระเป๋าเวทย์มนต์ที่มีของฟื้นพลังเวทย์อยู่เต็ม ผมให้สื่อกลางเธอได้ห้าสิบชุด”

 

แหวนวงนั้นมีการเสริมเวทย์ที่ทำให้พละกำลังของผู้สวมใส่เพิ่มขึ้น

 

มันถือเป็นของแพง แต่สำหรับกระเป๋าที่ใส่ของฟื้นพลังเวทย์ มันก็ไม่เลวที่จะแลกกับสื่อกลางห้าสิบชุด

 

ยังไงก็ตาม สื่อกลางไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีพลังเวทย์อย่างผม

 

“ฟังดูเข้าท่านี่”

 

“การเจรจาเรียบร้อย”

 

กระเป๋าและของฟื้นฟูถูกนำออกจากรถเข็น หลังจากที่ผมนำสื่อกลางออกมา ผมก็ใส่สื่อกลางลงไปห้าสิบชุดในกระเป๋าแล้วยื่นให้เธอ

 

ช่าย นั่นแหละ

 

ไลเดียเองก็ยื่นแหวนมาให้ผม

 

“ขอบคุณ เธอช่วยผมไว้”

 

“นายรู้ไหมว่าตัวเองตกเป็นเป้าได้ง่าย?”

 

“ผมไม่สนใจหรอก”

 

ในขณะที่ยิ้มยิงฟัน ไลเดียก็เริ่มหัวเราะตอบผมกลับมา

 

เธอทำหน้าเหมือนถูกพิษและยื่นมือออกมา

 

“เช่นกัน ถือเป็นการเจรจาที่ดี, นี่ นามบัตรของฉัน มันบอกที่ตั้งร้านอาวุธของพ่อฉัน แวะมาเยี่ยมกันบ้างนะ”

 

“อา ตกลง”

 

ผมจับมือเธอในตอนที่พูด

 

เธอเดินจากไปพร้อมกับลากรถเข็นด้วยเสียงกรอกแกรก

 

มันไม่มีเหตุผลที่จะต้องลากรถเข็นในเมื่อสามารถยัดทุกอย่างลงในกระเป๋าเวทย์มนต์ได้

 

ผมมักจะสงสัยว่าทำไมเธอถึงได้ทำแบบนั้นกัน

 

เอาล่ะ อีกไม่นานพวกเราก็จะได้ปิดร้านแล้ว

 

ผมพยายามขายเครื่องประดับที่เหลือให้กับคนต่อไป

 

เมื่อผมเขย่าปลุกมิลลี่ เธอก็ทำหน้าบูดบึ้งพร้อมกับขยี้ตา

 

เหมือนกับเมื่อเช้านี้ บางทีเธอคงจะขี้เซาล่ะมั้ง

 

เพื่อที่จะได้เข้าใจในตลาดให้มากขึ้น พวกผมจึงเดินไปรอบๆพร้อมกับเปรียบเทียบราคาของกับในอนาคต ซึ่งของทุกอย่างในตอนนี้มีราคาถูกกว่ามาก

 

มันก็มีการเจรจาเหมือนกับก่อนหน้านี้ ยังมีคนจำนวนมากที่เหมือนกับไลเดียซึ่งต้องการจะแลกเปลี่ยน, แม้ว่าผมจะเจ็บตัวไปเล็กน้อย แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ความเป็นจริงแล้วคนที่ผมแลกเปลี่ยนด้วยต่างหากที่รู้สึกแย่

 

พวกเขาบอกที่ตั้งร้านของตนเอง บางทีคงเป็นการโฆษณาร้านด้วยก็ได้

 

มันคงได้เวลาไปจากตลาดแล้วตอนนี้

 

หลังจากที่ผมเติมเต็มเป้าหมายสำหรับวันนี้ มันก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว

 

ผมต้องรีบกลับบ้านก่อนที่จะมืด

 

“กลับบ้านกันเถอะ, มิลลี่”

 

เมื่อผมหันกลับไปมองแล้วพูดแบบนั้น ตาของเธอได้แนบติดกับหน้าต่างของร้านค้าที่มีตุ๊กตาจัดแสดงอยู่

 

จริงสินะ, เธอเองก็เป็นเด็ก

 

ผมถอนหายใจ แล้วจูงมือมิลลี่พยายามพาเดินออกไปนอกเมือง

 

ตอนนี้พวกเราจะต้องวิ่งเต็มฝีเท้า ตั้งแต่ที่มิลลี่สามารถใช้เทเลพอร์ตได้ด้วยตัวเอง นั้นแสดงว่าเธอตื่นอย่างเต็มที่แล้ว

 

-ระหว่างการเดินทางกลับ อีกเพียงนิดเดียวก่อนจะถึงนานามิ

 

บลูเซลได้ปรากฎตัวขึ้นมาในขอบเขตการมองเห็นของผม

 

อืมม ผมอยากจะทดลองอะไรสักอย่าง……

 

ในตอนที่ผมหยุดเทเลพอร์ต มิลลี่เองก็หยุดด้วยเหมือนกัน

 

“เป็นอะไรหรอ เซฟ?”

 

“ผมอยากจะทดลองอะไรสักหน่อย เธอกลับไปก่อนได้เลย”

 

“ชั้นชักจะรู้สึกกังวลเมื่อนายพูดอะไรแบบนั้นออกมา ชั้นอยากจะดูด้วยคน!”

 

“ตามสบาย”

 

เมื่อผมพูดถึงการทดลอง ผมหมายถึงผมอยากจะทดลองหาปริมาณพลังเวทย์ที่จำเป็นต้องใช้เมื่อมีราชาแห่งความตายเป็นคู่ต่อสู้

 

เช่น ถ้าคุณจำเวทย์เดินทางข้ามเวลา ‘ไทม์ลีป’ ของผมได้ ผมได้ทำการทดลองมากมายว่าต้องใช้พลังเวทย์มากเท่าไหร่

 

ไม่สิ มันเหมือนกับการทำให้เวลาถอยหลังมากกว่าการข้ามเวลา

 

ตัวเวทย์ไทม์ลีป ต่อให้ตอนที่มันยังไม่สมบูรณ์ มันก็ใช้พลังเวทย์ทั้งหมดของผมในตอนที่แก่แล้วในการร่าย ปริมาณพลังเวทย์ที่ใช้นั้นมหาศาลมาก

 

ความสงสัยของผมคือ ตัวผมในตอนนี้จะสามารถใช้มันได้หรือไม่ หากว่าผมสามารถใช้มันได้ล่ะก็ โอกาสที่เราจะล่าบอสได้สำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ผมเข้าฌาณจนพลังเวทย์ฟื้นฟูจนเต็มแล้วเล็งเป้าไปที่บลูเซล

 

“ไทม์สแควร์!”

 

แล้ว…..

 

“เรดบลาสเตอร์!”

 

ผมเจาะทะลุบลูเซลด้วยลำแสงจนเป็นรูขนาดเท่าฝ่ามือ แต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น….

 

ลำแสงได้เพิ่มจำนวนขึ้นพร้อมกับเล็งไปที่บลูเซลทั้งหมด มันเจาะทะลุตัวบลูเซลพร้อมกับทำลายร่างจนสิ้น

 

แสงที่ทอออกมาได้หายไปเช่นเดียวกับร่างของบลูเซล หลงเหลือไว้เพียงความเย็นเยียบบนฝ่ามือของผม และอากาศก็เย็นลงเช่นกัน

 

สิ่งที่ยังคงอยู่คือเปลวควัน

 

“นั่น...นั่นมันสุดยอดไปเลย! เซฟ! นั่นมันอะไรน่ะ?! นายทำแบบนั้นได้ไง?!”

 

“....”

 

“ไม่คิดว่านายจะซ่อนเวทย์แบบนั้นเอาไว้นะเนี่ย, ทำไมนายไม่ใช้มันก่อนหน้านี้ล่ะ?!”

 

“....”

 

“....เซฟ?”

 

พลัก

 

พลังเวทย์ของผมถูกใช้จนถึงขีดสุดและร่างของผมก็ล้มลงอย่างแรง

 

“เซฟ!?”

 

มิลลี่วิ่งมาที่ผมซึ่งนอนอยู่บนพื้น

 

….สติของผมค่อยๆไกลออกไป

 

ไทม์สแควร์ เป็นเวทย์ที่ตัวผมในตอนแก่คิดขึ้นมาใช้

 

แต่ไม่คิดว่า ตัวผมได้พัฒนาขึ้น จนสามารถใช้มันได้แล้วตอนนี้

 

มิลลี่แบกผมไปส่งที่บ้านจากระยะทางที่เหลือ

 

==========

 

อุทิศให้คุณพ่อยุทธนา ศิริพัฒนานันทกูร

 

==========

 

ติดตามผลงานได้ที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/

จบบทที่ ตอนที่ 15 -- ไทม์สแควร์

คัดลอกลิงก์แล้ว