- หน้าแรก
- ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ
- ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1525 ลืมเลือน (อ่านฟรี)
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1525 ลืมเลือน (อ่านฟรี)
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1525 ลืมเลือน (อ่านฟรี)
ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1525 ลืมเลือน (อ่านฟรี)
แปลโดย iPAT
ในจุดจบของสรรพสิ่งอันเงียบงัน หลี่ฉิงซานเข้าใจความคิดของแก่นวิญญาณหยางของเขา เขารู้ว่าตนเองเป็นคนเช่นไร ความดื้อรั้นและความเย่อหยิ่งของเขาจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อไม่ถูกผูกมัดโดยร่างกาย
เขาไม่เคยเข้าใจตัวเองดีเท่าตอนนี้มาก่อน
บ้านเกิดของเต่าจิตวิญญาณทำให้ความสามารถในการคิดคำนวณของเขาทรงพลังขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
คนทั่วไปสามารถจดจำข้อมูลปริมาณมหาศาลได้เพียงผิวเผินเท่านั้น และความทรงจำเหล่านั้นก็จะพร่าเลือนไปตามกาลเวลา
ขีดจำกัดนี้ช่วยปกป้องมนุษย์จากการพังทลายทางจิตใจ
กระบวนการคิดของมนุษย์เปรียบเสมือนคบเพลิงที่ส่องแสงตลอดเวลาในความมืด มันใช้ภาพที่ไม่ชัดเจนมาประกอบรวมกันเป็นภาพที่สมบูรณ์ แต่มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไปเอง ยิ่งความทรงจำนั้นห่างไกลและพร่าเลือนมากเท่าใด ความทรงจำนั้นก็จะยิ่งดูเกินจริงมากเท่านั้น
วัยเด็กและเรื่องราวในอดีตจะถูกความคิดดัดแปลงและปรุงแต่งอย่างต่อเนื่องทำให้ความจริงหายไปในความมืด
อย่างไรก็ตามเต่าจิตวิญญาณไม่มีขีดจำกัดเช่นนั้น พวกมันมีหลอดไฟขนาดใหญ่ที่ส่องแสงได้ไกลมาก พวกมันยังมีความสามารถในการประมวลผลและค้นหาความจริงโดยยังคงความชัดเจนทางจิตใจเอาไว้
มันเข้าใจทุกสิ่งและพิจารณาอย่างเป็นระบบ
เมื่อหลี่ฉิงซานเพ่งมองเข้าไปในส่วนลึกของตัวเขาเอง เขาก็เห็นความทรงจำทั้งหมดของตน ทุกรายละเอียดปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา ไม่ว่าจะเป็นความปรารถนา ความกลัว ความอ่อนแอ เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เขารู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังอารมณ์และแรงจูงใจต่างๆ
ด้วยรากฐานดังกล่าว เขาไม่แม้แต่จะต้องทำนายเพื่อหาข้อสรุป
หากแก่นวิญญาณหยางของเขากลับมาจากนรกและกลายเป็นคนทรยศ เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายมัน
ไม่มีช่องว่างให้เจรจา การทรยศตัวเองไม่อาจให้อภัย และเขาก็มีความสามารถในการทำลายล้างเช่นกัน
การสูญเสียแก่นวิญญาณหยางถือเป็นการสูญเสียรูปแบบหนึ่งสำหรับเขา มันเหมือนการสูญเสียหนึ่งในเก้าเทพปีศาจ ความแข็งแกร่งโดยรวมของเขาจะลดลง เขาจะถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวจากภัยพิบัติสวรรค์ครั้งที่หก
อย่างไรก็ตามสำหรับแก่นวิญญาณหยาง มันแตกต่างโดยสิ้นเชิง เมื่อมันหลุดพ้นจากพันธนาการของร่างเทพปีศาจ มันก็เข้าใกล้ภัยพิบัติสวรรค์ครั้งที่หกมากขึ้นอีกหนึ่งก้าวในฐานะผู้ฝึกตนมนุษย์
เมื่อมันก้าวข้ามภัยพิบัติสวรรค์ครั้งที่หก มันจะกลายเป็นมนุษย์อมตะ และเป็นมนุษย์อมตะที่รู้ความลับทั้งหมดของเขา
เมื่อเวลานั้นมาถึง ทั้งสองจะต้องสู้กัน
ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ถูกบังคับให้ยอมรับว่าตนเองเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ปกติและต้องการทำลายล้างตัวเอง
แต่แล้วอย่างไร เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดทั้งสิ้น
ท้ายที่สุดการเอาชนะตนเองก็คือความแข็งแกร่งมาโดยตลอด
หากพวกเขาตัดสินใจแยกทางและหันหลังให้กัน พวกเขาก็ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดและทำลายล้างกันเพื่อตัดสินว่าเส้นทางใดถูกต้องมากกว่า
การทรยศตัวเองไม่สามารถยอมรับได้
หลี่ฉิงซานตัดสินใจอย่างเยือกเย็นและปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป หลังจากทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสามารถกลับออกจากจุดจบของสรรสิ่งได้หรือไม่ มิเช่นนั้นมันก็ไร้ประโยชน์ที่จะพิจารณาถึงเรื่องในอนาคต
และการคิดเรื่องเหล่านั้นก็ทำให้จิตใจของเขาเหนื่อยล้า มันทำให้เขายิ่งง่วงมากขึ้นไปอีก
จุดจบของสรรพสิ่งแตกต่างจากอวกาศ เขาสามารถใช้พลัง เขายังสามารถดูดซับพลังงานจากสภาพแวดล้อมซึ่งช่วยให้เขาสามารถว่ายน้ำอยู่ที่นี่ได้ชั่วนิรันดร์
อย่างไรก็ตามพลังงานของจุดจบของสรรพสิ่งไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรแต่ยังมีข้อมูลปริมาณมมหาศาลและเจตจำนงของเต่าจิตวิญญาณบรรพกาลแฝงอยู่ซึ่งพยายามหลอมรวมกับจิตสำนึกของเขา
เมื่อการกลืนกินเริ่มขึ้น มันจะไม่หยุด เมื่อถึงระดับหนึ่ง เขาจะนอนหลับ และเขาก็จะทำเช่นนั้นโดยสมัครใจ
เขาอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่เมื่อเขาเข้าใจตัวเอง เขาก็พบวิธีรับมือมัน หรือบางทีนั่นอาจเป็นจุดหมายที่แน่นอนของเขา
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาเข้าใจความสามารถโดยกำเนิดอีกสองอย่างของเต่าจิตวิญญาณแล้ว
หนึ่งถูกเรียกว่าจิตพิสุทธิ์ มันไม่มีสิ่งใดพิเศษ มันทำให้จิตใจของเขามั่นคงและไม่ถูกปีศาจภายในก่อกวนเท่านั้น
กระดองเต่าจิตวิญญาณปกป้องร่างกายของเขา ขณะที่จิตพิสุทธิ์จะปกป้องจิตใจของเขา นี่คือการดำเนินชีวิตของเต่าจิตวิญญาณที่จะหดหัวอยู่ในกระดองจนถึงวินาทีสุดท้าย
น่าเสียดายที่ความสามารถนี้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงในจุดจบของสรรพสิ่ง เนื่องจากที่นี่คือบ้านเกิดของเต่าจิตวิญญาณ เจตจำนงของเต่าจิตวิญญาณบรรพกาลคือเจตจำนงสูงสุดของที่นี่
ในฐานะเต่าจิตวิญญาณปลอม การใช้ความสามารถโดยกำเนิดของเต่าจิตวิญญาณรับมือกับเต่าจิตวิญญาณที่แท้จริงจะยิ่งทำให้เขาถูกลืนกินเร็วขึ้น
อาจกล่าวได้ว่าไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด การถูกกลืนกินก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับน้ำที่กัดเซาะโขดหินและเปลี่ยนแปลงมันไปทีละน้อย
เขาพิจารณาความสามารถโดยกำเนิดของเต่าจิตวิญญาณทั้งหมดและพยายามหาวิธีรับมือมัน
อันดับแรก เขาสร้างร่างแยกกระจกวารีขึ้นมา จากนั้นก็ใช้จิตพิสุทธิ์เก็บเจตจำนงและความทรงจำทั้งหมดเอาไว้ในร่างแยก มันเหมือนการส่งแก่นวิญญาณหยางออกไป ผลคือเต่าจิตวิญญาณอีกตัวว่ายน้ำเคียงคู่ไปกับเขา
จากนั้นเขาก็ดูดซับพลังจากจุดจบของสรรพสิ่งเพื่อกู้คืนพลังและยอมรับการกลืนกิน
เมื่อร่างหลักของเขาเกือบผล็อยหลับ ร่างแยกกระจกวารีก็จะหลอมรวมเข้ากับร่างหลักของเขาทันทีและทำให้เขาตื่นขึ้นด้วยพลังของความสามารถโดยกำเนิดจิตพิสุทธิ์ จากนั้นเขาก็สร้างร่างแยกขึ้นมาใหม่
ตราบเท่าที่เขาทำซ้ำกระบวนการนี้ เขาก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการถูกกลืนกิน
หากเปรียบเทียบกับเจตจำนงอันสมบูรณ์แบบของร่างแยกกระจกวารี ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างหลักของเขาก็สามารถเรียกว่าปีศาจภายใน ดังนั้นความสามารถโดยกำเนิดจิตพิสุทธิ์จึงสามารถทำลายมัน
นั่นเป็นวิธีเดียวในการตอบโต้การถูกกลืนกินโดยจุดจบของสรรพสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาได้
แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่วัฏจักรนี้จะดำเนินต่อไปตลอดกาล ตั้งแต่เขาเริ่มทำ เขาก็คาดเดาได้แล้ว
เมื่อใดก็ตามที่เขากำจัดปีศาจภายใน เขาจะสูญเสียความทรงจำบางส่วนระหว่างการปะทะและไม่สามารถสำรองข้อมูลได้ มันจะหายไปตลอดกาล
เขาจะลืมความทรงจำที่ไม่สำคัญที่สุดก่อนเช่นนิยายชั้นสามที่เขาเคยอ่านในอดีต
แต่ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาในหอคัมภีร์สวรรค์ เขาสะสมความทรงจำเหล่านี้เอาไว้มากพอที่จะส่งมอบออกไป
อย่างไรก็ตามหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ความทรงจำของเขาจะลดน้อยลงและค่อยๆถูกกลืนกินความทรงจำที่สำคัญ
เขาต้องตามหานักโทษให้พบก่อนจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมด มิเช่นนั้นเขาอาจลืมทุกสิ่งรวมถึงพี่วัว เสี่ยวอัน และตัวเขาเอง