- หน้าแรก
- หลังสหรัฐล้างเกาะจนสิ้นฉันก็เร่ร่อนในโลกหลังวันสิ้นโลก
- บทที่ 9 มิติอัปเกรด
บทที่ 9 มิติอัปเกรด
บทที่ 9 มิติอัปเกรด
ซูหยุนมีเงินสดติดตัวอยู่ไม่มากนัก เพียงแค่สองหมื่นหยวนเท่านั้น หลังจากจ่ายค่าข้าวสาร 100 กระสอบ กระสอบละ 50 จิน (25 กิโลกรัม) ในราคากระสอบละ 140 หยวน รวมเป็นเงินหนึ่งหมื่นสี่พันหยวน เธอก็เหลือเงินในกระเป๋าเพียงหกพันกว่าหยวนเท่านั้น
เธอนัดให้คนเอาข้าวสารไปส่งที่รถบรรทุกบริเวณหน้าหมู่บ้าน ซึ่งปริมาณเท่านี้สามารถขนหมดได้ในรอบเดียว
'เงินร่อยหรอลงทุกที คงต้องเร่งหาเงินเพิ่มแล้วสิ'
เมื่อลับตาคน ซูหยุนก็มุดเข้าไปในตู้สินค้าหลังรถบรรทุก และส่งข้าวสารทั้งร้อยกระสอบเข้าไปเก็บไว้ใน เรือนสี่ประสาน ภายในมิติ
หลังจากใช้จิตควบคุมให้ข้าวสารไปกองรวมกันในยุ้งฉาง เธอก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
ดูเหมือนมิติจะเปลี่ยนไปจากเมื่อไม่กี่วันก่อน
เนินเขาเตี้ยๆ สองลูก บัดนี้กลับสูงตระหง่านเสียดฟ้า เขียวชอุ่มไปด้วยแมกไม้ ทิวเขาสลับซับซ้อน ลำธารสายเล็กที่เคยไหลเอื่อยอยู่ที่ตีนเขา กลายเป็นแม่น้ำสายกว้างที่ไหลเชี่ยวกราก
แม้แต่สะพานไม้เก่าๆ ข้ามลำธาร ก็แปรเปลี่ยนเป็นสะพานหินแข็งแรงมั่นคง
หมอกสีขาวที่เคยกั้นขอบเขตของมิติก็ดูเหมือนจะขยายวงกว้างออกไปมาก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีจุดอ้างอิงชัดเจน จึงไม่อาจบอกได้ว่ากว้างขึ้นเท่าไร
แต่สิ่งที่สะดุดตาซูหยุนที่สุดคือ เรือนสี่ประสาน เดิมทีเรือนนี้มีพื้นที่เพียงไม่กี่ร้อยตารางเมตร รวมลานบ้านแล้วแต่ละห้องก็ถือว่าเล็กกะทัดรัด
แต่คราวนี้ มันกลับขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงห้าเท่า!
แม้แต่เฟอร์นิเจอร์ที่เคยวางชิดผนังห้อง ก็ถูกเลื่อนไปรวมกันอยู่ที่มุมหนึ่ง ทำให้ห้องดูกว้างขวางและโล่งจนน่าใจหาย
หรือว่า... มิติเกิดการอัปเกรด?
ซูหยุนยืนงงอยู่กลางลานเรือนสี่ประสาน
หลายวันมานี้เธอยุ่งจนไม่มีเวลาสนใจมิติ และก็ไม่ได้ทำอะไรแปลกประหลาด แล้วมิติมันอัปเกรดตัวเองได้อย่างไร?
เมื่อคิดไม่ออก เธอก็เลิกสนใจมัน
เธอรีบควานหาพวกเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งใจจะเอาไปขายร้านจิวเวลรี่ จำได้ว่าวางกระเป๋าใส่ของพวกนั้นไว้ในห้องนอนที่เรือนสี่ประสานนี่นา
แต่หาอยู่นานก็เจอเพียงกระเป๋าเปล่าสามใบ กับเสื้อคลุมขนสัตว์และชุดเครื่องนอนเท่านั้น
ซูหยุนจ้องมองกระเป๋าที่ว่างเปล่าด้วยความตกตะลึง เครื่องเพชรทองคำหายวับไปกับตา
'ดูเหมือนนี่จะเป็นกุญแจสำคัญในการอัปเกรดสินะ'
แม้จะเสียดายของ แต่ความดีใจกลับท่วมท้น ซูหยุนออกจากมิติด้วยรอยยิ้ม
ในเมื่อขายเครื่องประดับไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีอื่นหาเงิน
เมื่อซูหยุนกลับถึงคฤหาสน์ ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกของซูเซียวกำลังนั่งรวมตัวกันอยู่
ใบหน้าของหวงอิงบวมแดงก่ำ ดูแก่ลงไปสิบปี ส่วนซูชิงชิงก็นั่งตัวลีบ ไม่กล้าเงยหน้าสู้สายตาใคร
มีเพียงซูเซียวที่ทำตัวปกติ เมื่อเงยหน้าเห็นซูหยุน เขาก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะกาแฟแล้วเอ่ยทัก "เสี่ยวหยุนกลับมาแล้วเหรอ มากินข้าวกันสิ"
โต๊ะอาหารวันนี้ไร้ซึ่งบรรยากาศอบอุ่นเช่นเคย
ตำแหน่งที่นั่งของซูชิงชิงก็เปลี่ยนไป
เดิมทีเธอจะนั่งทางซ้ายมือของซูเซียว คอยตักอาหารเอาอกเอาใจพ่อทุกครั้ง
แต่คราวนี้ เธอลังเลอยู่สองวินาทีเมื่อเห็นที่นั่งเดิม ก่อนจะตัดสินใจไปนั่งลงทางขวามือของหวงอิง ทิ้งระยะห่างจากซูเซียวอย่างเห็นได้ชัด
คิ้วของซูเซียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่ก็คลายออกในชั่วพริบตา
ซูหยุนมองครอบครัวที่เคยรักใคร่กลมเกลียวด้วยสายตาเย้ยหยัน พลางตักอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
"เสี่ยวหยุน! อีกไม่กี่วันลูกก็จะอายุครบสิบแปดแล้ว พ่อว่าจะจัดงานฉลองบรรลุนิติภาวะให้ลูกนะ"
ซูเซียววางแก้วไวน์ลง รอยยิ้มฉาบอยู่บนใบหน้า
ซูหยุนคำนวณวันเวลาในใจ ชาติที่แล้วงานฉลองบรรลุนิติภาวะของเธอก็จัดขึ้นในวันนี้เช่นกัน และหลังจบงาน ซูเซียวก็กางสัญญาโอนหุ้นออกมาต่อหน้าทุกคน
ในตอนนั้น เธอหลอกตัวเองด้วยความหวัง พร่ำบอกตัวเองว่าพ่อรักเธอที่สุด
เธอได้รับความรักจากพ่อที่โหยหามาตลอดสิบแปดปี และเชื่อหมดใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อก็ยังรักเธอ
เธอจึงเซ็นชื่อลงไปโดยไม่ลังเลต่อหน้าทนายความและแขกเหรื่อ แล้วยังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรับรองเอกสารอีกต่างหาก
คืนนั้น เธอเหมือนซินเดอเรลล่าในนิทาน สวมชุดเจ้าหญิงและรองเท้าแก้ว เต้นรำท่ามกลางผู้คนมากมายในงานเลี้ยง
น่าเสียดายที่เธอไม่ได้โชคดีเหมือนซินเดอเรลล่าที่ได้พบกับความสุขในตอนจบ
เธอทำได้เพียงคุ้ยหาเศษอาหารในคูน้ำเน่าเหม็น และอ้อนวอนพ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าขอให้ได้อยู่ที่บ้านต่อ
แม้สุดท้ายจะถูกหักหลัง เธอก็ยังหวังลึกๆ ว่าพ่อจะปกป้องเธอเพราะเห็นแก่สายเลือด
แต่พ่อของเธอล่ะ? เขากลับแย่งชิงเศษอาหารอันน้อยนิดที่เธอต้องแลกศักดิ์ศรีไปขายตัวเพื่อให้ได้มา ทั้งยังมองเธอด้วยสายตารังเกียจอย่างปิดไม่มิด
ในชาติที่แล้ว เธอได้ชดใช้หนี้เลือดเนื้อและสายสัมพันธ์ไปจนหมดสิ้นแล้ว ชาตินี้ เธอกับพวกเขาเป็นเพียงศัตรูคู่อาฆาตเท่านั้น
"ดีเลยค่ะ! หนูรอแทบไม่ไหวแล้ว"
ซูเซียวไม่เข้าใจนัยแฝงในคำพูดของซูหยุน เขาอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นลูกสาวยตอบตกลงง่ายๆ
มื้ออาหารดำเนินไป ต่างคนต่างมีความคิดในใจของตน
เมื่อซูหยุนเดินขึ้นบันไป ซูชิงชิงก็รีบเดินตามหลังไปติดๆ
รอยฟกช้ำตามตัวยังคงปรากฏให้เห็น เธอเดินตามซูหยุนด้วยท่าทีกระวนกระวาย
"มีอะไร?"
ซูชิงชิงถามด้วยน้ำเสียงประจบประแจง "หยุนหยุน ช่วยลบคลิปวิดีโอนั่นทิ้งได้ไหม?"
"ทำไมฉันต้องลบ?"
"ก็ฉันเป็นพี่สาวเธอนะ! ถ้าชื่อเสียงฉันพังพินาศ เธอก็จะพลอยเสียชื่อไปด้วย! เอาอย่างนี้ ฉันขอโทษเธอก็ได้ เธอหายโกรธแล้วก็รีบๆ ลบคลิปซะสิ"
ซูหยุนยิ้มเยาะ "นี่คือท่าทีของคนขอร้องงั้นเหรอ?"
ใบหน้าของซูชิงชิงแดงก่ำ เธอกัดฟันกรอด "ถ้าเธอไม่ลบ ฉันจะฟ้องพ่อ ให้พ่อจัดการเธอ"
ซูหยุนเปิดประตูห้อง ชี้มือไปทางบันได "เชิญ"
ซูชิงชิงถูกเมินใส่ เธอทุบประตูด้วยความโมโห
"เคาะอีกทีเดียว ฉันจะหักมือเธอซะ"
ซูชิงชิงชะงักกึก ภาพซูหยุนที่น่าสะพรึงกลัวในโกดังสินค้าผุดขึ้นมาในหัว สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าเคาะประตูอีก ได้แต่สบถด่าสาปแช่งขณะเดินลงบันไดไป
ซูหยุนเปิดคอมพิวเตอร์ นอกจากจะโหลดข้อมูลต่อแล้ว เธอยังเพิ่มรายการสิ่งของจำเป็นลงไปในลิสต์อีกด้วย
เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น คฤหาสน์ก็ว่างเปล่า
ฉวยโอกาสตอนที่แม่บ้านออกไปจ่ายตลาด ซูหยุนโทรเรียกช่างที่นัดไว้ให้เข้ามา
กล้องรูเข็มถูกติดตั้งซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน
ช่างทำงานรวดเร็วมาก ไม่ถึงชั่วโมง ภาพจากกล้องทุกตัวก็ส่งเข้ามาในมือถือของซูหยุน
หลังจากช่างกลับไป ซูหยุนก็ขี่จักรยานสาธารณะออกจากบ้าน
เมื่อถึงหน้าหมู่บ้าน เธอเปลี่ยนไปขับรถบรรทุกมุ่งหน้าไปยังบ้านตายายที่ชานเมือง
บ้านตายายของเธอเป็นบ้านวิลล่าสามชั้นที่สร้างเอง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านแถบชานเมือง
บ้านหลังนี้เก็บความทรงจำวัยเด็กทั้งหมดของซูหยุนเอาไว้
แบบบ้านถูกวาดขึ้นโดยเธอกับแม่ และตกแต่งด้วยเงินก้อนแรกที่แม่ขายงานศิลปะได้
น่าเสียดายที่หิมะหนักที่กำลังจะมาถึง จะฝังกลบทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่จนมิด
ซูหยุนผลักประตูรั้วเดินเข้าไปในลานบ้านที่คุ้นเคย แล้วเริ่มภารกิจอันยุ่งเหยิง
เริ่มจากเก็บของใช้ในบ้านทั้งหมด ตั้งแต่ตู้เย็น ทีวี ไปจนถึงด้ายเส้นเล็กๆ โยนทุกอย่างเข้ามิติ
เมื่อจัดการข้าวของในบ้านเสร็จ เธอก็ตรงไปที่แปลงผัก ขุดและเก็บผักทุกต้นที่ตาปลูกไว้ก่อนตายเข้าไปในมิติ
รวมถึงเครื่องจักรการเกษตรที่ตาซื้อไว้ เธอก็เก็บกวาดไปจนเกลี้ยง
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า วิลล่าสามชั้นก็ว่างเปล่าโล่งโจ้ง
แม้แต่ดอกไม้ที่ยายปลูกไว้ในสวน ซูหยุนก็ไม่ละเว้น ขุดเอาไปจนหมด
ก่อนจากมา ซูหยุนใช้มือถือถ่ายรูปบ้านเก็บไว้เป็นที่ระลึก แล้วขับรถบรรทุกกลับเข้าเมือง
เลยเวลาอาหารกลางวันมานานแล้ว เธอไม่รีบร้อนกลับไปกินข้าวเย็นที่คฤหาสน์ แต่แวะร้านรถเข็นข้างทาง สั่งเจียนปิ่งกั่วจื่อ (เครปจีน) มานั่งกิน พลางดูภาพจากกล้องวงจรปิดในคฤหาสน์ไปด้วย