- หน้าแรก
- ยุทธการตีซี้ผู้ยิ่งใหญ่ในแดนวิญญาณ
- บทที่ 25 ข้าจะทำตัวไม่โดดเด่นอีกต่อไปไม่ได้เสียแล้ว!
บทที่ 25 ข้าจะทำตัวไม่โดดเด่นอีกต่อไปไม่ได้เสียแล้ว!
บทที่ 25 ข้าจะทำตัวไม่โดดเด่นอีกต่อไปไม่ได้เสียแล้ว!
บทที่ 25 ข้าจะทำตัวไม่โดดเด่นอีกต่อไปไม่ได้เสียแล้ว!
เช้าวันรุ่งขึ้น...
เป็นไปตามที่พรหมยุทธ์เบญจมาศกล่าวไว้เมื่อวาน หนิงเสี่ยวเทียนขลุกตัวอยู่แต่ในห้องชั้นในของเรือนรับรอง ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาตำราอย่างขะมักเขม้น
ส่วนอาจารย์จำเป็นที่ได้มาเปล่าๆ อย่างพรหมยุทธ์เบญจมาศ ก็ง่วนอยู่กับการดูแลดอกไม้ใบหญ้าอันล้ำค่าที่ด้านนอกเรือน
มีเพียงยามที่หนิงเสี่ยวเทียนอ่านเจอจุดที่ไม่เข้าใจ เขาถึงจะวิ่งแจ้นออกไปตะโกนเรียกเสียงดังลั่น เมื่อนั้นพรหมยุทธ์เบญจมาศจึงจะรีบวิ่งกลับเข้ามาในห้องเพื่อไขข้อข้องใจให้แก่ศิษย์ตัวน้อย
ช่างเป็นอาจารย์ที่ไม่ได้เรื่องเสียจริง...
แรกเริ่มเดิมที หนิงเสี่ยวเทียนก็คิดเช่นนั้น!
แต่หลังจากได้ลองถามคำถามไปครั้งหนึ่ง หนิงเสี่ยวเทียนก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที หนำซ้ำยังรู้สึกว่าวิธีการสอนของพรหมยุทธ์เบญจมาศนั้นช่างเหมาะกับเขาเป็นที่สุด!
ในชาติก่อน เขาเป็นคนชอบเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหา มักจะพยายามขบคิดหาคำตอบด้วยตัวเองก่อนเสมอ การได้ค้นพบคำตอบผ่านการไตร่ตรองและค้นคว้าด้วยตนเอง แล้วเปิดดูเฉลยท้ายเล่มพบว่าคำตอบตรงกันนั้น มันช่างเป็นความรู้สึกที่ฟินสุดๆ!
วัยเด็กใครบ้างไม่มีความทะเยอทะยาน?
เขาคิดว่านี่เป็นคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักขาดผู้ชี้แนะที่ถูกต้อง!
มีเพียงตอนที่เจอทางตัน จนความสงสัยในใจพุ่งถึงขีดสุด ทำให้กระวนกระวายใจจนนั่งไม่ติด แล้วจึงบากหน้าไปถามอาจารย์ด้วยความกระหายใคร่รู้ คำตอบที่ได้รับในตอนนั้นจึงจะฝังแน่นอยู่ในความทรงจำอย่างแม่นยำ
แน่นอนว่าเงื่อนไขสำคัญคือต้องเจออาจารย์ที่ดีและใจเย็น ซึ่งหนิงเสี่ยวเทียนรู้สึกว่าพรหมยุทธ์เบญจมาศสอบผ่านในข้อนี้อย่างฉลุย
พรหมยุทธ์เบญจมาศตอบคำถามเขาอย่างละเอียดละออ สามารถอธิบายขยายความจากคำถามหนึ่งเชื่อมโยงไปยังความรู้อื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ทำให้หนิงเสี่ยวเทียนเปิดโลกทัศน์และรู้สึกตาสว่างวาบทุกครั้ง!
เขาหลงใหลความรู้สึกแบบนี้จริงๆ!
ส่วนพรหมยุทธ์ผี ได้ข่าวว่าไปช่วยปิปีตงจัดการราชการงานเมือง นับตั้งแต่กลับจากสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติคราวนั้น พรหมยุทธ์ผีก็ได้รับมอบหมายงานสำคัญอย่างต่อเนื่อง
พรหมยุทธ์เบญจมาศเองก็ยินดีที่เห็นสหายได้ดิบได้ดี อีกอย่าง เวลาที่พรหมยุทธ์ผีอยู่ว่างๆ ที่เรือนรับรอง ถ้าไม่เอาแต่นั่งบำเพ็ญเพียร ก็มักจะทำตัวเคร่งขรึมเหมือนรูปปั้น พรหมยุทธ์เบญจมาศก็รู้สึกเบื่อขี้หน้าสหายผู้นี้อยู่เหมือนกัน
ทั้งที่ไม่ได้รับความสำคัญแต่ก็ยังทนนั่งนิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนได้... ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้ หนิงเสี่ยวเทียนก็ประหลาดใจไม่น้อย เขาฟังผิดไปหรือเปล่า? ในนิยายต้นฉบับ พรหมยุทธ์เบญจมาศเป็นคนรักสวยรักงามและทะเยอทะยานไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้ดูเหมือนว่าความต้องการตำแหน่งสูงๆ ของพรหมยุทธ์เบญจมาศ จะเป็นเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษบางอย่างเท่านั้น!
อย่างเช่นสวนสมุนไพรแห่งนี้ หากเป็นที่อื่น สมุนไพรหายากเหล่านี้คงถูกถอนเกลี้ยงไปนานแล้ว! มีเพียงในเมืองวิญญาณยุทธ์เท่านั้นที่พวกมันสามารถเติบโตได้อย่างงอกงามเช่นนี้
หากใครกล้ามาขโมยของที่นี่ ก็ไม่ต่างจากหนูวิ่งเข้าบ้านแมว หรือสุนัขหิวโซวิ่งเข้าส้วมไปหาขี้กินนั่นแหละ!
ดูท่าตาแก่นี่จะเป็นพวกพิลึกที่ชอบเกาะคนอื่นกินฟรีๆ สินะ... หนิงเสี่ยวเทียนมองตามหลังพรหมยุทธ์เบญจมาศที่กำลังเดินออกไป สีหน้าแฝงแววประหลาดใจเล็กน้อย พรหมยุทธ์เบญจมาศผู้นี้ดูท่าทางไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่!
หรือว่าจะเป็นพรหมยุทธ์ผี... หนิงเสี่ยวเทียนพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง ดูเหมือนพรหมยุทธ์ผีจะเป็นผู้ดูแลตัวจริงของเรือนรับรองแห่งนี้
ช่างเป็นครอบครัวที่แปลกประหลาดเสียจริง!
หนิงเสี่ยวเทียนส่ายหน้า แล้วก้มหน้าก้มตาศึกษาตำราต่อไป
...
บ่ายวันเดียวกัน ณ ลานฝึกซ้อมของสำนักวิญญาณยุทธ์
หนิงเสี่ยวเทียนหรี่ตามองเด็กสามคนที่กำลังแบกหินวิ่งอย่างหนักหน่วงอยู่เบื้องหน้า จังหวะก้าวเท้า การหายใจ ช่วงเอว และการประสานงานของร่างกาย...
มุมปากของเขากระตุกยิกๆ รู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แม้แต่วิธีการฝึกของสำนักวิญญาณยุทธ์ยังหยาบกระด้างถึงเพียงนี้... หนิงเสี่ยวเทียนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวิธีการฝึกที่อวี้เสี่ยวกังออกแบบให้เจ็ดสัตว์ประหลาดแห่งเชร็คในนิยายต้นฉบับ มันช่างเหมือนกันราวกับแกะ
ตกลงว่าใครลอกใครกันแน่?
ไม่ได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเลยสักนิด แย่มาก ต้องให้คะแนนติดลบ!
โดยเฉพาะเหยียน เจ้าหัวแดงนั่น วิ่งแบบไร้สติ เดี๋ยวเร่งเดี๋ยวผ่อน ท่าทางกระโดดโลดเต้นอยู่หน้าหูเลี่ยนา ช่างเหมือนกับสุนัขฮัสกี้ไม่มีผิด
"อนาคต 'ยุคทอง' ของสำนักวิญญาณยุทธ์ ถูกฝึกมาแบบโง่ๆ อย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลยหรือเนี่ย?" เห็นการฝึกวิ่งแบกน้ำหนักของหูเลี่ยนาและอีกสองคนแล้ว หนิงเสี่ยวเทียนก็ได้แต่ส่ายหน้า
พื้นฐานของพวกเขาแย่เกินไป!
แกนกลางลำตัวไม่มั่นคง เอวอ่อนปวกเปียก ช่วงล่างไร้กำลังส่ง จังหวะก้าวเท้าสะเปะสะปะ การประสานงานของร่างกายย่ำแย่ถึงขีดสุด ร่างกายแข็งทื่อ อาศัยเพียงสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรงเข้าแลกล้วนๆ
ในบรรดาสามคนนี้ คนที่ "โดดเด่น" ที่สุดก็คือเจ้าทึ่มเหยียนนั่นแหละ!
มีเพียงหูเลี่ยนาที่ดูดีกว่าใครเพื่อน สมฉายาจิ้งจอกน้อย ฝีเท้าเบาหวิว การประสานงานของร่างกายอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้
น่าเสียดายที่แกนกลางลำตัวของนางยังไม่แข็งแรงพอ และยังไม่รู้จักใช้ส่วนอื่นของร่างกายช่วยส่งแรงในขณะวิ่ง
การฝึกวิ่งที่ถูกต้อง นอกจากกล้ามเนื้อขาแล้ว ยังต้องอาศัยแรงจากแกนกลางลำตัว สะโพก และก้นช่วยส่งแรง มิเช่นนั้นในระยะยาว ข้อเท้า หัวเข่า ข้อสะโพก หรือแม้แต่กระดูกสันหลังส่วนเอว อาจได้รับบาดเจ็บจนส่งผลเสียต่อรากฐานการฝึกยุทธ์ได้
โชคดีที่สำนักวิญญาณยุทธ์ร่ำรวยและทรงอำนาจ คงจะมีสมุนไพรแช่ตัวเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ป้องกันอาการบาดเจ็บเรื้อรัง
แต่หากทั้งสามคนยังขืนวิ่งแบบนี้ต่อไป ต่อให้วิ่งอีกกี่รอบผลลัพธ์ก็แทบไม่ต่างจากเดิม ยิ่งพลังวิญญาณสูงขึ้น ผลการฝึกก็จะยิ่งแย่ลง หากมีพลังวิญญาณมากขึ้นก็ต้องวิ่งเพิ่มรอบอย่างนั้นหรือ? มันจะมีประโยชน์อะไร!
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการวิ่งมั่วซั่วแบบนี้ช่วยเพิ่มพละกำลังและความอึดได้จริง แต่พัฒนาการในด้านอื่นๆ นั้นช่างน่าเวทนา
แถมยังทิ้งปัญหาสุขภาพไว้เป็นระเบิดเวลาอีกต่างหาก
เห็นสภาพแล้ว หนิงเสี่ยวเทียนทนดูต่อไปไม่ไหว เขาเงยหน้ามองอาจารย์จำเป็นอย่างพรหมยุทธ์เบญจมาศ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านอาจารย์ พวกเขาฝึกกันแบบนี้มาตลอดเลยหรือขอรับ?"
"แล้วจะให้ฝึกแบบไหนล่ะ?"
พรหมยุทธ์เบญจมาศยิ้มร่า คิดว่าหนิงเสี่ยวเทียนกำลังเอ่ยชม จึงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ "สามคนนี้คือศิษย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของสำนักวิญญาณยุทธ์เราเชียวนะ เป็นไง ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ!"
ไม่เลวกับผีน่ะสิ... หนิงเสี่ยวเทียนลอบกลอกตา
อย่างที่โบราณว่าไว้ ผิดเพี้ยนเพียงเส้นขน ก็อาจส่งผลให้คลาดเคลื่อนไปนับพันลี้
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แกนกลางลำตัว การประสานงานของแขนขา และความแข็งแกร่งของช่วงล่างนั้นสำคัญยิ่งชีพ หากรากฐานไม่มั่นคง ยามเผชิญหน้าศัตรูย่อมเผยจุดอ่อนได้ง่าย
โดยเฉพาะเมื่อต้องสู้กับคนอย่างถังซานที่มีเนตรปีศาจสีม่วง คู่ต่อสู้จะสามารถอ่านการเคลื่อนไหวล่วงหน้าได้ง่ายดาย ต่อให้โจมตีรุนแรงแค่ไหน ก็ไม่อาจสร้างความเสียหายถึงตายได้
คอมโบ 999 ครั้ง แต่ดาเมจเข้าแค่ 25 แบบนั้นมันน่าขายหน้าจะตายไปไม่ใช่หรือ?
นั่นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเสียเยว่ในต้นฉบับ ขนาดใช้วิชาหลอมรวมวิญญาณยุทธ์ ฟันอยู่นานสองนาน ผลสุดท้ายทำได้แค่ตัดขาแมงมุมของถังซาน
"ท่านอาจารย์ บอกให้พวกเขาหยุดเถอะขอรับ! ขืนฝึกแบบนี้ต่อไปไม่ได้การแน่!" หนิงเสี่ยวเทียนรู้สึกอึดอัดจนต้องพูดโพล่งออกมาอย่างหงุดหงิด "นอกจากจะไม่ได้ผลดีแล้ว ยังจะสร้างปัญหาสุขภาพเรื้อรังอีกด้วย!"
"เสี่ยวเทียน ไม่จริงน่า? อย่าพูดเหลวไหลสิ..." ใบหน้าของพรหมยุทธ์เบญจมาศเจื่อนลงทันที มองศิษย์ด้วยความงุนงงสุดขีด
หนิงเสี่ยวเทียนจ้องตาพรหมยุทธ์เบญจมาศเขม็ง "ท่านอาจารย์! จะให้อธิบายตอนนี้มันยุ่งยาก! ถ้าท่านเชื่อใจศิษย์คนนี้ รบกวนเรียกพวกเขามาทางนี้ก่อนเถอะขอรับ! ไม่ว่าข้าจะพูดอะไรหลังจากนี้ ขอให้ท่านช่วยสนับสนุนข้าด้วย!"
พรหมยุทธ์เบญจมาศยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ เขาหันไปมองพรหมยุทธ์ผีที่ยืนอยู่ข้างๆ อีกฝ่ายยักไหล่แล้วพยักหน้าให้
พรหมยุทธ์เบญจมาศได้รับสัญญาณจึงส่งเสียงเรียก
เสียเยว่ไหวตัวเป็นคนแรก เมื่อได้ยินเสียงเรียกของพรหมยุทธ์เบญจมาศ เขาก็รีบหยุดวิ่งและนำทีมเดินเข้ามาหา
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาถึงแล้ว พรหมยุทธ์เบญจมาศก็ไม่รอช้า สบตากับพรหมยุทธ์ผีแวบหนึ่ง ก่อนจะถอยฉากออกไปพร้อมกับดึงตัวพรหมยุทธ์ผีมายืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังหนิงเสี่ยวเทียน
เสียเยว่และเหยียนมองการกระทำของพรหมยุทธ์ผีด้วยสีหน้าว่างเปล่า ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม: ผู้อาวุโสทั้งสองมายืนหลบหลังเด็กตัวกะเปี๊ยกนี่ทำไม พวกเขากำลังเล่นอะไรกันอยู่?
หูเลี่ยนาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยคำถามเช่นกัน ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงระเรื่อ ขนตายาวกระพริบถี่ นางมองหนิงเสี่ยวเทียนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความเขินอาย
เวลานี้ หูเลี่ยนายังมีความขัดเขินเมื่อเจอคนแปลกหน้าอยู่สินะ... หนิงเสี่ยวเทียนเหมือนได้ค้นพบโลกใบใหม่
เห็นที เขาจะทำตัวไม่โดดเด่นอีกต่อไปไม่ได้เสียแล้ว!