เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 ปี่ปี๋ตง ได้โปรดอย่าสติแตกเลย!

บทที่ 10 ปี่ปี๋ตง ได้โปรดอย่าสติแตกเลย!

บทที่ 10 ปี่ปี๋ตง ได้โปรดอย่าสติแตกเลย!


บทที่ 10 ปี่ปี๋ตง ได้โปรดอย่าสติแตกเลย!

ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ท่ามกลางหัวใจสองดวงที่ร้อนรุ่ม คืนนี้ทั้ง หนิงเทียน และผู้เป็นพ่ออย่าง หนิงเฟิงจื้อ ต่างข่มตานอนไม่หลับ

หนึ่งคน หนึ่งเก้าอี้ นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น

สายตาจับจ้องไปที่ จางฟางหัว บนเตียง สังเกตทุกการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ บนใบหน้าของนาง ทั้งคู่ต่างหวาดกลัวว่าหากไม่ระวัง แม้แต่ร่องรอยแห่งชีวิตเฮือกสุดท้ายนี้อาจจะเลือนหายไป

ทั้งสองต่างเงียบงัน ไร้ซึ่งคำพูด ไร้คำปลอบโยน ทำเพียงจ้องมองหญิงงามบนเตียงอย่างไม่วางตา

จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสาง...

พรหมยุทธ์กระดูก กลับมาแล้ว!

การกลับมาของเขาทำให้บรรยากาศในห้องที่เงียบสงบเกิดความเคลื่อนไหว และที่สำคัญกว่านั้น เขาได้นำตัวการของเรื่องนี้กลับมาด้วย!

ทันทีที่พรหมยุทธ์กระดูกกลับมาถึงสำนัก เขาก็ตรงดิ่งมาที่ห้องนี้ เมื่อเห็นสภาพของจางฟางหัวบนเตียง ความโกรธเกรี้ยวก็ฉายชัดบนใบหน้า คิ้วขมวดมุ่นด้วยความเจ็บปวดใจ

หลังจากทักทายกันสั้นๆ เขาพาหนิงเทียนและหนิงเฟิงจื้อออกมาที่ลานโล่งด้านนอกห้อง ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทั้งสอง เขาโบกมือขวาเรียกแมงมุมสีม่วงตัวใหญ่ที่มีรูปร่างดุร้ายน่ากลัวออกมาวางกองอยู่บนพื้น

"เจ้าแมงมุมตัวนี้แหละที่ทำร้ายอาหัว!"

พรหมยุทธ์กระดูกกัดฟันกรอด

"ข้าตามกลิ่นอายของมันไปค่อนคืน ไอ้เดรัจฉานตัวนี้อาศัยภูมิประเทศที่ซับซ้อนของ ป่าอาทิตย์อัสดง และความมืดมิดยามค่ำคืนวิ่งวนหนีข้าไปทั่ว"

"ข้าต้องยอมรับเลยว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้รวดเร็วมาก แถมยังปล่อยใยแมงมุมและหมอกพิษมาขัดขวางการไล่ล่า ข้าต้องออกแรงไม่น้อยกว่าจะจับมันได้ จากนั้นข้าก็ทรมานมันสักพักก่อนจะส่งมันไปลงนรก!"

ดูท่าจะเป็นการทรมานที่โหดเหี้ยมไม่เบา...

หนิงเทียนก้มมอง ซาก แมงมุมกลืนวิญญาณ บนพื้นมีตุ่มหนองบวมเป่งและรอยแผลลึกถึงกระดูกพาดไขว้ไปทั่วตัว เศษไม้เล็กๆ จำนวนมากปักคาอยู่ตามบาดแผล ส่วนหัวของมันยิ่งดูไม่ได้ เพราะมันยุบและบิดเบี้ยวไปหมด

น่าจะโดนทุบจนตายหลังจากถูกจับได้!

"ท่านพ่อ! มันคือแมงมุมกลืนวิญญาณจริงๆ ด้วย!"

"ดูจากขนาดตัวแล้ว น่าจะมีตบะมากกว่าสามหมื่นปี! และตามลักษณะพิเศษของสัตว์วิญญาณชนิดนี้ ความร้ายกาจของมันแทบจะเทียบเท่ากับสัตว์วิญญาณทั่วไปที่มีตบะห้าหมื่นปีเลยทีเดียว!"

แม้สภาพการตายของมันจะน่าอนาถ แต่หนิงเทียนกลับรู้สึกสะใจลึกๆ สีหน้าเคียดแค้นยังคงไม่จางหาย

ท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันนั้น ราวกับว่าเขาอยากจะชุบชีวิตเจ้า แมงมุมปิศาจ ตัวนี้ขึ้นมา แล้วใช้วิธีการทรมานที่โหดเหี้ยมที่สุดของ 'สำนักบูรพา' และ 'องครักษ์เสื้อแพร' ในความทรงจำ มาทรมานมันให้ตายตกไปอีกรอบ

"นึกไม่ถึงเลยว่าในป่าอาทิตย์อัสดงจะมีสัตว์วิญญาณที่น่ากลัวขนาดนี้อาศัยอยู่! เฮ้อ..." หนิงเฟิงจื้อมองซากแมงมุมกลืนวิญญาณที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้นด้วยแววตาซับซ้อน

ทำไมคนที่เจอมันต้องเป็นภรรยาของเขาด้วย!

"อ้อ จริงสิ เฟิงจื้อ เทียนเอ๋อร์ ดูนี่!"

พรหมยุทธ์กระดูกโบกมืออีกครั้ง พร้อมกับนำชิ้นส่วนกระดูกสีม่วงเข้มรูปร่างประหลาด ลักษณะคล้ายเขาเกลียวคู่ ออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณ

"กระดูกวิญญาณ? แถมยังเป็นกระดูกวิญญาณส่วนหัวที่หายากยิ่ง!" หนิงเทียนไม่ได้แสดงท่าทีดีใจ แต่กลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและคับแค้นใจ

หากแลกเปลี่ยนได้ หนิงเทียนยอมใช้กระดูกวิญญาณชิ้นนี้แลกกับการให้ท่านแม่ฟื้นขึ้นมายังดีเสียกว่า

ส่วนสาเหตุที่กระดูกวิญญาณชิ้นนี้ปรากฏขึ้นมา หนิงเทียนคาดเดาว่าเป็นเพราะพรหมยุทธ์กระดูกจงใจเล็งโจมตีที่ส่วนหัวตอนทุบมัน ทำให้เจ้าแมงมุมกลืนวิญญาณต้องรวบรวมพลังวิญญาณจำนวนมหาศาลไปไว้ที่หัวเพื่อปกป้องตัวเอง

ประกอบกับสัตว์วิญญาณชนิดนี้มีความสามารถในการโจมตีทางวิญญาณโดยธรรมชาติและมีพลังจิตที่แข็งแกร่ง ปัจจัยหลายอย่างจึงส่งผลให้มันควบแน่นจนเกิดเป็นกระดูกวิญญาณส่วนหัวชิ้นนี้ขึ้นมาในวาระสุดท้าย

กลืนวิญญาณ... กลืนวิญญาณ...

น่าเศร้าที่สิ่งที่มันกลืนกินเข้าไป คือวิญญาณของท่านแม่!

ยิ่งมองกระดูกวิญญาณชิ้นนี้ หนิงเทียนก็ยิ่งหงุดหงิดและเจ็บแค้น เมื่อหันไปมองหนิงเฟิงจื้อผู้เป็นพ่อ ก็พบว่าสีหน้าของเขาก็ซับซ้อนไม่ต่างกัน

หนิงเทียนส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน แม้จะรู้สึกเพลียจากการอดนอนทั้งคืน แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่อนุญาตให้เขาไปนอนพัก

"ปู่กู่ เก็บมันไปก่อนเถอะขอรับ!"

หนิงเทียนถอนหายใจเบาๆ

เมื่อเห็นสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสองพ่อลูก พรหมยุทธ์กระดูกก็พอจะเดาอะไรได้ จึงรีบเก็บกระดูกวิญญาณและซากแมงมุมกลับเข้าไปในอุปกรณ์วิญญาณทันที

เมื่อเห็นของถูกเก็บไปแล้ว หนิงเทียนก็นึกถึง พรหมยุทธ์กระบี่ ที่กำลังเดินทางไปยัง สำนักวิญญาณยุทธ์

คำพูดบางอย่าง แม้จะไม่เหมาะสม แต่ก็ต้องพิจารณาเตรียมไว้ล่วงหน้า หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หนิงเทียนก็หันกลับไปมองบิดาที่กำลังหดหู่

"ท่านพ่อ ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าสัตว์วิญญาณตัวนี้คือแมงมุมกลืนวิญญาณ ตราบใดที่ ปี่ปี๋ตง องค์สังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์มาทันเวลา โอกาสที่ท่านแม่จะรักษาหายก็ยังมีสูงมาก! สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือประคองอาการท่านแม่และยื้อเวลาไว้ให้ได้นานที่สุด!"

"เพียงแต่ว่า... หากปี่ปี๋ตงรักษาท่านแม่ได้สำเร็จ ราคาที่ สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ ต้องจ่าย..."

"ท่านพ่อ! ข้าเสนอว่าเราควรมอบกระดูกวิญญาณส่วนหัวชิ้นนี้ให้เป็นค่าตอบแทนไปเลย การเก็บมันไว้มีแต่จะทำให้เรานึกถึงเรื่องร้ายๆ สู้ยกให้ปี่ปี๋ตงไปเสียยังดีกว่า!"

"ลูกแค่กลัวว่าปี่ปี๋ตงจะเรียกร้องค่าตอบแทนที่สูงเกินไป ลำพังของแค่นี้อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ยางพึงพอใจ"

เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย หนิงเฟิงจื้อก็เหมือนได้สติและเริ่มก้มหน้าครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้นี้

จริงอยู่ที่เขาเคยบอกพรหมยุทธ์กระบี่ไปว่า หากรักษาสำเร็จ เขาพร้อมจะจ่ายไม่อั้น

แต่ถ้าปี่ปี๋ตงเรียกร้องข้อเสนอที่มากเกินไป เช่น ต้องการให้สำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติต้องสวามิภักดิ์ต่อสำนักวิญญาณยุทธ์ล่ะ...

ด้วยกิจการและสถานการณ์ปัจจุบันของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ เป้าหมายนั้นใหญ่เกินไปและมีส่วนเกี่ยวข้องกว้างขวาง เปรียบเสมือนเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ผลกระทบที่ตามมานั้นยากจะคาดเดา นี่มันไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตของศิษย์ทั้งสำนักมาเดิมพัน!

ในฐานะเจ้าสำนัก หนิงเฟิงจื้อรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างรุนแรง ฝั่งหนึ่งคือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ร่วมทางกันมาหลายปี อีกฝั่งคืออนาคตของสำนัก

หากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี เขาอาจกลายเป็นคนบาปของสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติไปชั่วกัลปาวสาน

หากเป็นภรรยาของเขา นางคงบอกให้เขาเห็นแก่สำนักเป็นสำคัญแน่นอน แต่เรื่องแบบนี้...

หนิงเทียนเห็นสีหน้าหนักใจของหนิงเฟิงจื้อ ก็เข้าใจถึงความลำบากใจนั้นดี การยืนอยู่ในตำแหน่งนั้น ย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ เรื่องแบบนี้ไม่ว่าใครก็ตัดสินใจยากทั้งนั้น

"เฮ้อ... ถ้าตอนนี้มี 'ระบบ' ให้กลายเป็นเทพ หรือข้าได้รับสืบทอดตำแหน่งเทพเจ๋งๆ สักองค์ก็คงดี!"

"ด้วยไทม์ไลน์ปัจจุบัน ข้าสามารถกลายเป็นเทพตัดหน้า ถังซาน และปี่ปี๋ตงได้สบายๆ ถ้ามีพลังที่แข็งแกร่งเหนือใคร ข้าก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลแบบนี้!"

น่าเสียดาย ที่โลกนี้ไม่มีระบบ!

ยิ่งคิด หนิงเทียนก็ยิ่งปวดหัว อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแม่ทำลายแผนการของเขาจนพังยับเยิน ผีเสื้อตัวน้อยที่ข้ามมิติมาดูเหมือนจะได้เริ่มกระพือปีกสร้างพายุที่แตกต่างไปจากเดิมบนทวีปโต้วหลัวเสียแล้ว

"หรือว่า... เราจะลองถ่วงเวลาดู?"

จู่ๆ หนิงเทียนก็เกิดความคิดบางอย่างและเริ่มวิเคราะห์

ในปัจจุบัน ปี่ปี๋ตงเพิ่งจะขึ้นรับตำแหน่งองค์สังฆราช ฐานอำนาจของนางยังไม่มั่นคง นางยังไม่มีบารมีมากพอทั้งในสำนักวิญญาณยุทธ์และทั่วทวีป นางเองก็น่าจะต้องการเวลาเพื่อสั่งสมอำนาจเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการเป็นผู้นำของปี่ปี๋ตงยังไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นเด่นชัด พรหมยุทธ์ระดับจ้าวแห่งภูตที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อนางก็น่าจะยังมีไม่มาก เรียกได้ว่าตอนนี้สภาพนางก็กึ่งๆ 'แม่ทัพไร้พล'

แถม เชียนสวินจี ก็เพิ่งตายไป พวกพรหมยุทธ์อาวุโสใน หอบูชา ก็คงไม่ค่อยลงรอยกับนางเท่าไหร่ และคงไม่ฟังคำสั่งของนางด้วย

ในต้นฉบับ ดูเหมือนว่า เชียนเต้าหลิว จะเห็นแววความเป็นผู้นำของปี่ปี๋ตงในภายหลัง และเห็นว่านางสามารถพาสำนักวิญญาณยุทธ์ไปได้ไกลกว่าเดิม หอบูชาถึงได้ยอมยื่นมือเข้ามาช่วย

นอกจากนี้ ผลพวงจากเหตุการณ์ของ ถังเฮ่า ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง สามสำนักบน กับสำนักวิญญาณยุทธ์ค่อนข้างตึงเครียด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาของปี่ปี๋ตง หรือแม้แต่บทบาทของสำนักวิญญาณยุทธ์ในฐานะผู้พิทักษ์กฎและคนกลางของทวีป

ต่างจากความเฉียบขาดอำมหิตในอนาคต สิ่งที่ปี่ปี๋ตงต้องการในตอนนี้คือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อคนในทวีป และสร้างสถานการณ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อตัวนางเอง

เว้นเสียแต่ว่าปี่ปี๋ตงจะสติแตกจนเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ!

นางถึงจะคิดใช้บุญคุณในการรักษาฮูหยินเจ้าสำนัก มาบีบให้ขุมกำลังระดับท็อปของทวีปยอมสยบแทบเท้า

ความเป็นไปได้ที่มากกว่าคือ นางน่าจะพยายามดึงดูดและผูกมิตร หรืออาจจะทำเพื่อแสดงให้ขุมกำลังอื่นๆ เห็น เพื่อสร้างความร้าวฉานระหว่างสามสำนักบน และซื้อเวลาให้ตัวเอง

และอาจจะฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง?

เมื่อคิดได้ดังนี้ หนิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองหนิงเฟิงจื้อผู้เป็นพ่อ

"หวังว่าท่านคงไม่สติหลุดไปซะก่อนนะ ปี่ปี๋ตง ไม่อย่างนั้นด้วยความเด็ดขาดของหนิงเฟิงจื้อเวลาตัดสินใจเรื่องใหญ่..."

เขาไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน!

และไม่มีปัญญาจะแบกรับผลของมันไหวด้วย!

จบบทที่ บทที่ 10 ปี่ปี๋ตง ได้โปรดอย่าสติแตกเลย!

คัดลอกลิงก์แล้ว