เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 วาสนา

บทที่ 3 วาสนา

บทที่ 3 วาสนา


บทที่ 3 วาสนา

ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์และเหล่าลูกสมุนถูกซูเสี่ยวไป๋ตบสั่งสอนทีละคนจนสลบเหมือด ก่อนจะถูกจับโยนออกไปกองรวมกันเป็นภูเขามนุษย์ขนาดย่อมที่หน้าประตู

ซูเสี่ยวไป๋จัดการปิดประตูเรือนอย่างไม่แยแส

"ชิ! เป็นถึงศิษย์สายนอกแท้ๆ แต่กลับมีหินปราณติดตัวแค่นี้เองรึ เจ้าพวกยาจก"

เขาเดาะถุงเงินในมือเล่นด้วยความผิดหวัง แววตาฉายความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด

"พี่เสี่ยวไป๋ ข้าติดค้างท่านอีกแล้ว"

อาเซียวพยุงกายลุกขึ้นจากพื้น สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

ซูเสี่ยวไป๋โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "คนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจไปไย"

อาเซียวหลุบตาลงต่ำ "แต่พี่เสี่ยวไป๋คอยปกป้องข้ามาตลอด ส่วนข้ากลับช่วยอะไรพี่เสี่ยวไป๋ไม่ได้เลย บุญคุณใหญ่หลวงเพียงนี้ ข้าจะตอบแทนหมดได้อย่างไร"

ซูเสี่ยวไป๋ก้าวเข้าไปโอบไหล่อีกฝ่ายไว้แน่น "ถ้าเจ้ารู้สึกไม่ดีจริงๆ เช่นนั้นในภายภาคหน้ายามที่เจ้าได้ดีมีอำนาจวาสนา ก็อย่าได้ลืมเลือนพี่เสี่ยวไป๋แห่งทะเลสาบต้าหมิงคนนี้ก็พอ"

"หากมีวันนั้นจริง ข้าไม่มีทางลืมพี่เสี่ยวไป๋แน่นอน! แต่ข้ามันก็แค่คนที่มีรากปราณขยะ ชาตินี้คงทำได้แค่ทำงานจิปาถะบนยอดเขารับใช้นี้ไปจนตาย"

อาเซียวยิ้มขื่น

'รากปราณขยะ' คือระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดของรากปราณ ผู้ที่มีมันแทบจะไม่มีโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้เลยตลอดชีวิต

หากจะเปรียบเทียบว่ารากปราณระดับสามัญของซูเสี่ยวไป๋ทำให้สุนัขยังต้องส่ายหน้า

รากปราณขยะของอาเซียวก็คงทำให้สุนัขเดินเข้ามาฉี่รด ชูนิ้วกลางใส่ แล้วตบท้ายด้วยการถ่มน้ำลายข้นคลั่กทับถมด้วยความสมเพช

ซูเสี่ยวไป๋มองเด็กหนุ่มผู้หมดอาลัยตายอยากตรงหน้าแล้วส่ายหัวอย่างลึกซึ้ง

อาเซียวเอ๋ย... เจ้าหารู้ไม่ว่าอนาคตของเจ้านั้นรุ่งโรจน์เพียงใด

เจ้าหนู... เจ้าน่ะมีแววจะได้เป็นถึงมหาจักรพรรดิเชียวนะ!

เพียงแต่เส้นทางของเจ้าต่างจากแม่แบบอัจฉริยะของศิษย์พี่หญิงตงฟาง เจ้ามันเป็นพวก 'สวะพลิกชะตา'

อีกไม่นาน เจ้าจะถูกจับใส่ห่อโยนลงหน้าผา ได้พบกับคุณปู่ในตำนาน ปลุกสายเลือดบรรพกาลในกาย แล้วเริ่มเส้นทางแห่งการตบหน้าคนทั้งหล้า

สุดท้ายพวกที่เคยดูถูกเหยียดหยามเจ้า จะต้องถูกเจ้าเหยียบย่ำจนจมดิน

ตามคำทำนายใน 'คัมภีร์สวรรค์' อาเซียวจะได้สืบทอดตำแหน่งมหาจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ กลายเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคสมัย

จากนั้นเขาจะร่วมมือกับมหาจักรพรรดิคนอื่นๆ ต่อต้านการรุกรานของเผ่ามารนอกพิภพ

แต่ทว่าบทสรุปสุดท้ายนั้น...

"เฮ้อ!" ซูเสี่ยวไป๋ถอนหายใจยาว พลางส่ายหน้า

เขาตบไหล่อาเซียวเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับมายืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองท้องฟ้าด้วยมาดปรมาจารย์

"อาเซียว จำคำพี่ไว้ให้ดี"

"ลมพายุย่อมก่อตัวจากปลายแหน คลื่นยักษ์ย่อมก่อตัวจากระลอกน้ำเพียงเล็กน้อย..."

"แม้อยู่ก้นบึ้งของหุบเหว ดอกไม้ก็ยังต้องบานสะพรั่ง แม้อยู่ใต้ก้นสมุทรลึก ก็ยังต้องเงยหน้ามองจันทร์"

"แทนที่จะพร่ำบ่นถึงความมืดมิด มิสู้จุดตะเกียงนำทางแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้าไม่ดีกว่าหรือ"

"พี่เสี่ยวไป๋เชื่อมั่นว่า ในอนาคตเจ้าจะต้องลิขิตเส้นทางของตนเองได้อย่างแน่นอน"

เขาหันกลับมาส่งยิ้มให้อาเซียว แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจ

วาจาของซูเสี่ยวไป๋เปรียบดั่งสายลมเย็นในฤดูร้อนที่พัดผ่านใบหน้าของอาเซียว

ความหมองหม่นในใจพลันมลายหายไป ทัศนวิสัยกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

"ข้าเข้าใจแล้วพี่เสี่ยวไป๋!" อาเซียวตะโกนด้วยความฮึกเหิม "ข้าไม่ควรยอมแพ้ ข้าจะไปบำเพ็ญเพียรเดี๋ยวนี้แหละ!"

ว่าแล้วอาเซียวก็เริ่มร่ายรำเพลงหมัดทหารด้วยความกระตือรือร้น

ซูเสี่ยวไป๋พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ทว่าภายในใจกลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย

ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้าเด็กนี่หลอกง่ายชะมัด แค่ป้อนคำคมยาใจ (น้ำแกงไก่) ให้หน่อยเดียว ก็ดีดราวกับโด๊ปยา

ด้วยภาพลักษณ์ลูกพี่ผู้แสนดีของข้าในตอนนี้ วันหน้าพอหมอนี่ได้เป็นใหญ่เป็นโต มันจะต้องซาบซึ้งและกตัญญูต่อข้าแน่นอน!

วะฮ่าฮ่า!

...

วาสนาของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน

วันนั้น...

ซูเสี่ยวไป๋กำลังเดินทอดน่องอยู่อย่างสบายอารมณ์ บังเอิญไปพบอาเซียวที่เพิ่งเข้าสำนักเสวียนเยว่และถูกส่งมายังยอดเขางานทั่วไป

ตอนที่พบกันครั้งแรก อาเซียวกำลังถูกรุมยำ

ถามว่าทำไมอาเซียวถึงโดนรุมน่ะหรือ?

ก็เขาเป็นพระเอก ย่อมต้องมี 'รัศมียั่วยุบาทา' ติดตัวเป็นธรรมดา

กระบวนการโดยทั่วไปก็คือ:

"ขอโทษที ข้าเดินไม่ระวังไปชนเจ้า"

"บังอาจเดินชนท่านปรมาจารย์ผู้นี้ คิดจะไถเงินรึไง? พี่น้อง ลุย! สั่งสอนมันหน่อย!"

"ข้าไม่ได้ตั้งใจ อย่ารังแกกันเกินไปนักนะ... อ๊าก!"

เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้อง ท่ามกลางฝูงชนมากมาย ซูเสี่ยวไป๋หันขวับไปมอง

การหันไปมองเพียงครั้งเดียว กลับกลายเป็นพันธะผูกพันไปหมื่นปี สายตาของเขาจับจ้องไปที่อาเซียว

ยืนยันจากแววตา... ใช่คนนี้แหละ!

"หยุดนะ! ปล่อยน้องชายข้า!"

ซูเสี่ยวไป๋พุ่งตัวเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง แหวกฝูงชนเข้าไปยืนขวางหน้าอาเซียวไว้!

ในวินาทีนั้น อาเซียวรู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังของคนตรงหน้าช่างสูงใหญ่และเจิดจรัส สามารถต้านทานลมฝนทั้งปวงได้

"ซูเสี่ยวไป๋ อย่าคิดว่าแค่มีพลังปราณขั้นสองแล้วจะมาทำตัวเป็นฮีโร่แถวนี้ได้นะโว้ย!"

"แล้วถ้าข้าจะทำล่ะ?" ซูเสี่ยวไป๋ตอบกลับด้วยสีหน้าแน่วแน่

หัวหน้ากลุ่มอันธพาลหน้าเสีย แววตาเริ่มฉายแววลังเล

อย่าได้ดูถูกพลังปราณขั้นสองของซูเสี่ยวไป๋ในตอนนั้นเชียว

ยอดเขางานทั่วไปเป็นแหล่งรวมของคนธรรมดา พรสวรรค์ส่วนใหญ่ล้วนต่ำต้อย

แต่ด้วยความที่ 'คัมภีร์สวรรค์' บังคับให้ซูเสี่ยวไป๋ต้องเลื่อนขั้นพลังย่อยทุกปี เขาจึงขยันหมั่นเพียรเป็นพิเศษ

ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสอง แม้จะไม่ใช่ระดับสูงส่งอะไร แต่ในตอนนั้นก็ถือว่าเหนือกว่าศิษย์รับใช้ส่วนใหญ่ไปไกลโข

เข้าทำนอง 'เมื่อในเขาไร้เสือ ลิงจึงตั้งตนเป็นเจ้า'!

ซูเสี่ยวไป๋ในเวลานั้นจึงค่อนข้างมีอิทธิพลในหมู่ศิษย์รับใช้พอสมควร

ท้ายที่สุด คนที่รังแกอาเซียวก็ไม่กล้าแลกหมัดกับซูเสี่ยวไป๋ จึงพากันล่าถอยไป

ซูเสี่ยวไป๋ค่อยๆ หันกลับมา

"เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"

เขายื่นมือออกไปด้วยรอยยิ้ม

วินาทีนั้น อาเซียวรู้สึกราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านใบหน้า ท่ามกลางโลกที่หนาวเหน็บ เขาได้ค้นพบแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว

นับตั้งแต่นั้น วาสนาของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

ซูเสี่ยวไป๋ชวนอาเซียวมาอยู่ด้วยกัน โดยอ้างว่าจะได้คอยปกป้องดูแล

แต่ความจริงแล้ว เขาแค่ต้องการกระชับความสัมพันธ์เพื่อปูทางไว้สำหรับการเกษียณอายุในอนาคตต่างหาก

แต่บางครั้ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะบ่นเรื่องความสามารถในการ 'เรียกแขก' อันไร้เหตุผลของอาเซียว

แค่เดินอยู่ดีๆ เผลอไปมองหน้าชาวบ้านแวบเดียว อีกฝ่ายก็ของขึ้นทันที

"มองหน้าหาเรื่องรึ?"

พอประโยคนี้หลุดออกมา มนุษย์หน้าไหนก็ต้องสวนกลับว่า "แล้วมันหนักหัวใครล่ะ!"

จากนั้นทั้งคู่ก็เปิดศึกตะลุมบอน

เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ ซูเสี่ยวไป๋ทำได้แค่กุมขมับ

ถ้าคู่ต่อสู้เป็นพวกที่พอจะสู้ไหวและไม่มีแบ็คอัพใหญ่โต เขาจะออกหน้าช่วยอาเซียวล้างแค้น กระทืบพวกมันให้น่วม

แต่ถ้าเจอตัวตึงที่สู้ไม่ได้... ก็ขอโทษด้วยนะอาเซียว เจ้าต้องรับตีนไปคนเดียว พี่เสี่ยวไป๋คนนี้จะช่วย 'สาปแช่งทางจิตวิญญาณ' ให้เจ้าเอง!

อาเซียวย่อมไม่ล่วงรู้ถึงแผนการในใจของซูเสี่ยวไป๋

เขารู้เพียงว่าทุกครั้งที่ถูกรังแก พี่เสี่ยวไป๋จะคอยปกป้องเขาเสมอ

ดังนั้นในใจของเขา ซูเสี่ยวไป๋จึงเปรียบเสมือนพี่ชายในสายเลือด!

...

เวลากลับมาสู่ปัจจุบัน

เมื่อเห็นว่าอาเซียวฝึกซ้อมจนได้ที่แล้ว ซูเสี่ยวไป๋จึงเดินเข้าไปหา

"อาเซียว พอได้แล้ว วันนี้เราได้ลาภลอยมา ไปหาเนื้อย่างเสียบไม้กินกันเถอะน้องรัก"

ซูเสี่ยวไป๋โยนถุงเงินที่เพิ่งยึดมาจากชายฉกรรจ์ขึ้นลง

"ได้เลยพี่เสี่ยวไป๋!"

อาเซียวพยักหน้ารัวๆ

"จะว่าไป สองวันที่ผ่านมาพี่เสี่ยวไป๋หายไปไหนมาหรือขอรับ? ทำไมพอกลับมาถึงได้เก่งกาจขึ้นปานนี้?"

"ข้าไปเก็บตัว 'บำเพ็ญเพียร' ในที่แห่งหนึ่งมาน่ะ"

"บำเพ็ญเพียรตั้งสองวันสองคืน! เช่นนั้นตอนนี้พี่เสี่ยวไป๋คงเหนื่อยแย่เลยสินะ?"

"นั่นสิ เหนื่อยสายตัวแทบขาด ข้า 'รีดเร้นเรี่ยวแรง' ออกมาจนหมดก๊อกจริงๆ" ซูเสี่ยวไป๋ยกมือขึ้นกุมเอวตัวเองเบาๆ

ทั้งสองเดินข้ามกองภูเขามนุษย์ของกลุ่มชายฉกรรจ์ ก่อนจะล็อคประตูรั้ว แล้วเดินเคียงคู่กันจนเงาร่างค่อยๆ เลือนหายไปที่ปลายทางเดิน

จบบทที่ บทที่ 3 วาสนา

คัดลอกลิงก์แล้ว