- หน้าแรก
- เพียงพริบตา เงาดาบ ท่องสุดหล้า
- บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน
บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน
บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน
หลังจากออกจากเมืองฟ่าน มู่ฟานก็เข้าไปในเทือกเขาที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง และใช้ปราณยุทธ์เปิดปากถ้ำที่ซ่อนเร้นสายตาอย่างมิดชิด
จากนั้นเขาก็เข้าไปข้างใน
เขายึดแหวนมิติมาได้สามวงจากตระกูลหลิน ภายในมีของใช้จำเป็นมากมาย เพียงพอให้เขาเก็บตัวฝึกตนได้สักระยะหนึ่ง
มู่ฟานรู้ดีว่าหลังจากระดับสี่ขอบเขตนักรบลึกลับ มันเป็นขอบเขตที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปถึงมาก่อน ดังนั้นความเร็วในการพัฒนาจึงไม่อาจรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมาได้อีก
ขอเพียงพลังยุทธ์พัฒนาขึ้นอีกสักหน่อย เขาก็สามารถพิจารณากลับไปชำระแค้นที่เมืองชิงเฟิงได้!
มู่ฟานหยิบดาบจิงหงออกมา ตอนนี้พลังยุทธ์ของเขาฟื้นคืนสู่จุดสูงสุดเดิมแล้ว ระดับของดาบจิงหงจึงไม่สูงพอให้เขาใช้งาน และไม่สามารถปลดปล่อยพลังของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่
ศาสตราวุธวิญญาณ ก็เช่นเดียวกับเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ แบ่งออกเป็นระดับมนุษย์ ระดับวิญญาณ ระดับราชัน ระดับเซียน และระดับเทพ
และดาบจิงหงเป็นเพียงระดับมนุษย์ขั้นต่ำซึ่งเป็นระดับต่ำสุด
"มีวิธีไหนที่จะยกระดับดาบจิงหงได้บ้างนะ?"
มองดูดาบจิงหง มู่ฟานอดคิดไม่ได้
ประการแรก ดาบจิงหงเป็นสิ่งเดียวที่แม่ของมู่ฟานทิ้งไว้ให้
ประการที่สอง เขาชอบดาบจิงหงมากและคุ้นเคยกับการใช้มันที่สุด
ในเมื่อระดับของดาบจิงหงต่ำ มู่ฟานก็จำต้องเปลี่ยนไปใช้ดาบที่มีระดับสูงกว่า เว้นเสียแต่ว่าดาบจิงหงจะสามารถยกระดับได้!
มู่ฟานถ่ายเทปราณยุทธ์สายหนึ่งเข้าไปในตัวดาบจิงหงและเริ่มสังเกตมันอย่างละเอียด
เขาเคยได้ยินมาว่าศาสตราวุธวิญญาณที่ทำจากวัสดุพิเศษบางชนิด อาจมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาคุณภาพได้
ครู่ต่อมา มู่ฟานก็ตรวจพบเบาะแสบางอย่าง
"ดูเหมือนจะมีผนึกปราณยุทธ์บางอย่างอยู่บนดาบจิงหง..."
หลังจากมู่ฟานฝึกฝนเคล็ดวิชาเทวะสูงสุด ประสาทสัมผัสของเขาก็เหนือกว่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน เขาจึงสังเกตเห็นสิ่งนี้
ผนึกนั้นไม่แข็งแกร่งนัก มู่ฟานจึงลองคลายผนึกออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น
วินาทีต่อมา ตัวดาบจิงหงก็เปล่งแสงเจิดจรัส และแผ่พลังอำนาจออกมาจางๆ
"คุณภาพของดาบจิงหงเลื่อนขึ้นเป็นระดับวิญญาณขั้นต่ำแล้ว!"
มู่ฟานประหลาดใจมาก เขาตรวจสอบดาบจิงหงต่อไปและพบว่ายังมีผนึกซ่อนอยู่อีกหลายชั้น
ในสันเขาโจวอวิ๋น ศาสตราวุธวิญญาณระดับวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่ง พอๆ กับเคล็ดวิชาระดับวิญญาณเลยทีเดียว
"เมื่อก่อนข้าไม่ทันสังเกต แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคุณภาพดั้งเดิมของดาบจิงหงอาจจะสูงกว่านี้อีก"
มู่ฟานดีใจมาก
ด้วยวิธีนี้ เขาก็สามารถใช้ดาบจิงหงต่อไปได้!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผนึกหลงเหลืออยู่บนดาบจิงหง ซึ่งหมายความว่าเมื่อพลังยุทธ์ของเขาพัฒนาขึ้นและดาบจิงหงระดับวิญญาณขั้นต่ำไม่เพียงพอต่อการใช้งานอีกต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่มันจะได้รับการยกระดับขึ้นอีก
"จู่ๆ ดาบจิงหงก็เลื่อนระดับเป็นระดับวิญญาณขั้นต่ำ ซึ่งเหมาะกับข้าในตอนนี้พอดี งั้นข้าก็ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนพลังยุทธ์ต่อได้..."
ดูเหมือนว่าดาบจิงหงที่แม่ทิ้งไว้ให้จะไม่ใช่ของธรรมดา
มู่ฟานไม่รู้ว่าแม่ของเขา ซึ่งเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบเหลือง ไปได้มันมาจากไหน เขาจึงเลิกคิดหาคำตอบ...
ตระกูลมู่ได้ยกเลิกประกาศจับไปนานแล้ว และแอบสั่งการให้คนคอยสืบข่าวคราวของมู่ฟานอยู่ตลอดเวลา
พวกเขาจัดคนไปประจำการในเมืองใหญ่ทั้งห้าแห่งของสันเขาโจวอวิ๋น รวมถึงตามหมู่บ้านและตำบลต่างๆ
ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองฟ่านจึงรู้ไปถึงหูตระกูลมู่ในวันรุ่งขึ้นทันที
มู่ไห่สงเรียกประชุมสมาชิกระดับสูงของตระกูลมู่เพื่อหารืออย่างเร่งด่วน
"ข่าวเชื่อถือได้หรือเปล่า?" ผู้อาวุโสใหญ่ถามพลางหรี่ตา
ชายหนุ่มผู้รับผิดชอบด้านข่าวกรองพยักหน้าอย่างหนักแน่นและกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม "ท่านผูาวุโสใหญ่ ไม่มีผิดพลาดแน่นอนขอรับ เด็กหนุ่มคนนั้นคือมู่ฟาน และพลังยุทธ์ของเขาก็ฟื้นคืนมาถึงระดับสี่ขอบเขตนักรบลึกลับแล้ว!"
ได้ยินดังนั้น บรรยากาศในห้องก็เคร่งเครียดขึ้นถนัดตา
มู่ไห่สงกล่าว "ดูเหมือนพรสวรรค์ของมู่ฟานจะกลับมาแล้วจริงๆ"
ผู้อาวุโสสามกล่าว "มองในแง่นี้ อีกไม่นานมู่ฟานคงจะมาถึงแน่!"
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าว "มู่ฟานกวาดล้างตระกูลหลินในเมืองฟ่านจนสิ้นซาก ในมุมมองของข้า เขาจงใจยั่วยุและส่งคำเตือนถึงเรา เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ไม่อย่างนั้นเราอาจถึงคราวอวสาน"
...มู่ฟานจมดิ่งอยู่กับการเก็บตัวฝึกตน และสองเดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พลังยุทธ์ของเขาทะลวงผ่านอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับหกขอบเขตนักรบลึกลับ!
เดือนละหนึ่งระดับ!
ความเร็วระดับนี้ทำให้มู่ฟานพอใจมาก มันเร็วกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือขอบเขตที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปถึงมาก่อน ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูพลังเดิม... เพราะสำหรับหลายๆ คน กว่าจะเลื่อนขึ้นสักระดับต้องใช้เวลาหลายปี
ในวันนี้ มู่ฟานก็ออกจากถ้ำและก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้นในที่สุด!
สำนักยุทธ์หลินสุ่ยเป็นสำนักยุทธ์เพียงแห่งเดียวในแคว้นหลินสุ่ย มีผู้เชี่ยวชาญมากมาย และทรัพยากรการฝึกฝนได้รับการจัดสรรโดยราชวงศ์แห่งจักรวรรดิต้าเซี่ย
ตราบใดที่ได้เข้าร่วมสำนักยุทธ์หลินสุ่ย เส้นทางแห่งวิถียุทธ์ย่อมราบรื่นกว่ามาก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึง
มีสองวิธีในการเข้าร่วมสำนักยุทธ์หลินสุ่ย
หนึ่งคือ ผ่านการทดสอบในช่วงรับสมัครศิษย์ใหม่ของสำนัก ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ สามปี
สองคือ ใช้ป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษ ตราบใดที่มีป้ายคำสั่งนี้ ก็สามารถเข้าสำนักได้ทุกเมื่อ
หากไม่มีป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษ ก็ทำได้เพียงรอวันทดสอบเท่านั้น
ในตอนนั้น มู่ฟานได้รับป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษที่ส่งมาจากสำนักยุทธ์หลินสุ่ย ขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะไปสำนักยุทธ์หลินสุ่ย ผู้อาวุโสใหญ่และคนของตระกูลซ่งก็ไม่กล้ารอช้าอีกต่อไป จึงวางแผนล่วงหน้าเพื่อทำให้เขาพิการ
เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากมู่ฟานได้เข้าสำนักยุทธ์หลินสุ่ย พวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกเลย
หลังจากมู่ฟานกลายเป็นคนพิการ สำนักยุทธ์หลินสุ่ยก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ท้ายที่สุด เขายังไม่ได้เข้าสำนัก จึงไม่เหมาะสมที่สำนักจะเข้าไปแทรกแซงมากนัก
ทุกคนต่างรู้ดีว่าดาวรุ่งที่ร่วงโรยเร็ว ย่อมไร้ค่าในที่สุด
แน่นอนว่า สำนักยุทธ์หลินสุ่ยไม่มีธรรมเนียมเรียกคืนป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษเมื่อมอบออกไปแล้ว ดังนั้นป้ายคำสั่งจึงยังคงอยู่กับมู่ฟาน
ช่วงนี้ใกล้ถึงเวลาที่สำนักยุทธ์หลินสุ่ยจะรับสมัครศิษย์ใหม่รอบต่อไปแล้ว หนุ่มสาวจำนวนมากจึงเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบเพื่อเข้าสำนักยุทธ์หลินสุ่ย...
บนท้องฟ้าสูงหลายพันเมตร เรือรบขนาดใหญ่ยาวหลายสิบวากำลังแล่นฝ่าอากาศ!
ผู้ฝึกยุทธ์ตาไวคนหนึ่งเห็นเข้าก็อุทานด้วยความตกใจ "สวรรค์! มีเรือบินอยู่บนฟ้าด้วย!"
"ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย! นั่นคือเรือรบของสำนักยุทธ์หลินสุ่ย ต่างหาก เกือบสามปีแล้วนับจากครั้งล่าสุดที่พวกเขามา พวกเขาต้องมารับสมัครศิษย์ใหม่แน่ๆ!" ใครบางคนอธิบาย
"ที่แท้ก็สำนักยุทธ์หลินสุ่ยนี่เอง!"
เรือรบที่ลอยลำอยู่บนท้องฟ้าแล่นเข้าสู่อาณาเขตของสันเขาโจวอวิ๋น
ภายในเรือรบกว้างขวางมาก
มีคนอยู่ข้างในประมาณสิบคน
ยืนอยู่หน้าสุดคือชายชราในชุดคลุมสีดำ
คนผู้นี้แซ่อู๋ เป็นผู้อาวุโสของสำนักยุทธ์หลินสุ่ย เขารับผิดชอบการรับสมัครศิษย์ใหม่ในเขตสันเขาโจวอวิ๋นในครั้งนี้
คนอื่นๆ คือศิษย์ของสำนักที่มาช่วยรับสมัครศิษย์ใหม่
ผู้อาวุโสอู๋มองตรงไปข้างหน้าและกล่าวว่า "สันเขาโจวอวิ๋นเล็กเกินไป มีเมืองใหญ่เพียงห้าเมือง ไม่รู้ว่าคราวนี้จะมีศิษย์ใหม่ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์สักกี่คน"
ศิษย์ทั้งสิบกว่าคนต่างพยักหน้า
ในสันเขาโจวอวิ๋น ทุกครั้งที่มีการรับสมัครศิษย์ หากได้จำนวนเกินสิบคนก็ถือว่าดีมากแล้ว
หนึ่งในศิษย์หญิง ชื่อว่า เซี่ยอวี่ มาจากเมืองว่างอันในสันเขาโจวอวิ๋น จู่ๆ นางก็นึกถึงคนผู้หนึ่งและถอนหายใจ "น่าเสียดายที่ชีพจรยุทธ์ของคนคนนั้นถูกทำลาย ไม่อย่างนั้นเขาต้องทำให้สำนักตกตะลึงได้อย่างแน่นอน"
ศิษย์หญิงอีกคนหนึ่งรู้ทันทีว่าเซี่ยอวี่พูดถึงใคร จึงยิ้มเยาะ "ก็ไม่แน่หรอก ชีพจรยุทธ์สูงสุดมีอยู่แค่ในตำนาน ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่มู่ฟานปลุกขึ้นมาคือชีพจรยุทธ์สูงสุดจริงๆ หรือเปล่า?"
เซี่ยอวี่มีรูปร่างหน้าตางดงามอ่อนหวาน สวมเครื่องแบบของสำนัก และมีบุคลิกดี นางเป็นสาวงามที่เพียบพร้อม นางรู้ว่าศิษย์หญิงที่เพิ่งพูดมักจะดูถูกคนที่มาจากเมืองเล็กๆ เสมอ แต่นางก็ไม่โกรธและตอบกลับว่า "ไม่ว่าเขาจะมีชีพจรยุทธ์สูงสุดจริงหรือไม่ แต่ใครในสำนักยุทธ์หลินสุ่ยที่สามารถไปถึงระดับสี่ขอบเขตนักรบลึกลับได้ตั้งแต่อายุสิบสองบ้างล่ะ?"
คำพูดนี้ทำให้อีกฝ่ายเถียงไม่ออก
"ชิ ยังไงซะตอนนี้เขาก็เป็นคนพิการไปแล้ว พูดไปก็ไร้ความหมาย" ศิษย์หญิงคนนั้นยังคงดื้อรั้น
เซี่ยอวี่ไม่พูดอะไรต่อ...