เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน

บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน

บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน


หลังจากออกจากเมืองฟ่าน มู่ฟานก็เข้าไปในเทือกเขาที่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง และใช้ปราณยุทธ์เปิดปากถ้ำที่ซ่อนเร้นสายตาอย่างมิดชิด

จากนั้นเขาก็เข้าไปข้างใน

เขายึดแหวนมิติมาได้สามวงจากตระกูลหลิน ภายในมีของใช้จำเป็นมากมาย เพียงพอให้เขาเก็บตัวฝึกตนได้สักระยะหนึ่ง

มู่ฟานรู้ดีว่าหลังจากระดับสี่ขอบเขตนักรบลึกลับ มันเป็นขอบเขตที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปถึงมาก่อน ดังนั้นความเร็วในการพัฒนาจึงไม่อาจรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมาได้อีก

ขอเพียงพลังยุทธ์พัฒนาขึ้นอีกสักหน่อย เขาก็สามารถพิจารณากลับไปชำระแค้นที่เมืองชิงเฟิงได้!

มู่ฟานหยิบดาบจิงหงออกมา ตอนนี้พลังยุทธ์ของเขาฟื้นคืนสู่จุดสูงสุดเดิมแล้ว ระดับของดาบจิงหงจึงไม่สูงพอให้เขาใช้งาน และไม่สามารถปลดปล่อยพลังของเขาออกมาได้อย่างเต็มที่

ศาสตราวุธวิญญาณ ก็เช่นเดียวกับเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ แบ่งออกเป็นระดับมนุษย์ ระดับวิญญาณ ระดับราชัน ระดับเซียน และระดับเทพ

และดาบจิงหงเป็นเพียงระดับมนุษย์ขั้นต่ำซึ่งเป็นระดับต่ำสุด

"มีวิธีไหนที่จะยกระดับดาบจิงหงได้บ้างนะ?"

มองดูดาบจิงหง มู่ฟานอดคิดไม่ได้

ประการแรก ดาบจิงหงเป็นสิ่งเดียวที่แม่ของมู่ฟานทิ้งไว้ให้

ประการที่สอง เขาชอบดาบจิงหงมากและคุ้นเคยกับการใช้มันที่สุด

ในเมื่อระดับของดาบจิงหงต่ำ มู่ฟานก็จำต้องเปลี่ยนไปใช้ดาบที่มีระดับสูงกว่า เว้นเสียแต่ว่าดาบจิงหงจะสามารถยกระดับได้!

มู่ฟานถ่ายเทปราณยุทธ์สายหนึ่งเข้าไปในตัวดาบจิงหงและเริ่มสังเกตมันอย่างละเอียด

เขาเคยได้ยินมาว่าศาสตราวุธวิญญาณที่ทำจากวัสดุพิเศษบางชนิด อาจมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาคุณภาพได้

ครู่ต่อมา มู่ฟานก็ตรวจพบเบาะแสบางอย่าง

"ดูเหมือนจะมีผนึกปราณยุทธ์บางอย่างอยู่บนดาบจิงหง..."

หลังจากมู่ฟานฝึกฝนเคล็ดวิชาเทวะสูงสุด ประสาทสัมผัสของเขาก็เหนือกว่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตเดียวกัน เขาจึงสังเกตเห็นสิ่งนี้

ผนึกนั้นไม่แข็งแกร่งนัก มู่ฟานจึงลองคลายผนึกออกด้วยความอยากรู้อยากเห็น

วินาทีต่อมา ตัวดาบจิงหงก็เปล่งแสงเจิดจรัส และแผ่พลังอำนาจออกมาจางๆ

"คุณภาพของดาบจิงหงเลื่อนขึ้นเป็นระดับวิญญาณขั้นต่ำแล้ว!"

มู่ฟานประหลาดใจมาก เขาตรวจสอบดาบจิงหงต่อไปและพบว่ายังมีผนึกซ่อนอยู่อีกหลายชั้น

ในสันเขาโจวอวิ๋น ศาสตราวุธวิญญาณระดับวิญญาณนั้นหาได้ยากยิ่ง พอๆ กับเคล็ดวิชาระดับวิญญาณเลยทีเดียว

"เมื่อก่อนข้าไม่ทันสังเกต แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคุณภาพดั้งเดิมของดาบจิงหงอาจจะสูงกว่านี้อีก"

มู่ฟานดีใจมาก

ด้วยวิธีนี้ เขาก็สามารถใช้ดาบจิงหงต่อไปได้!

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผนึกหลงเหลืออยู่บนดาบจิงหง ซึ่งหมายความว่าเมื่อพลังยุทธ์ของเขาพัฒนาขึ้นและดาบจิงหงระดับวิญญาณขั้นต่ำไม่เพียงพอต่อการใช้งานอีกต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่มันจะได้รับการยกระดับขึ้นอีก

"จู่ๆ ดาบจิงหงก็เลื่อนระดับเป็นระดับวิญญาณขั้นต่ำ ซึ่งเหมาะกับข้าในตอนนี้พอดี งั้นข้าก็ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนพลังยุทธ์ต่อได้..."

ดูเหมือนว่าดาบจิงหงที่แม่ทิ้งไว้ให้จะไม่ใช่ของธรรมดา

มู่ฟานไม่รู้ว่าแม่ของเขา ซึ่งเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบเหลือง ไปได้มันมาจากไหน เขาจึงเลิกคิดหาคำตอบ...

ตระกูลมู่ได้ยกเลิกประกาศจับไปนานแล้ว และแอบสั่งการให้คนคอยสืบข่าวคราวของมู่ฟานอยู่ตลอดเวลา

พวกเขาจัดคนไปประจำการในเมืองใหญ่ทั้งห้าแห่งของสันเขาโจวอวิ๋น รวมถึงตามหมู่บ้านและตำบลต่างๆ

ดังนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองฟ่านจึงรู้ไปถึงหูตระกูลมู่ในวันรุ่งขึ้นทันที

มู่ไห่สงเรียกประชุมสมาชิกระดับสูงของตระกูลมู่เพื่อหารืออย่างเร่งด่วน

"ข่าวเชื่อถือได้หรือเปล่า?" ผู้อาวุโสใหญ่ถามพลางหรี่ตา

ชายหนุ่มผู้รับผิดชอบด้านข่าวกรองพยักหน้าอย่างหนักแน่นและกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม "ท่านผูาวุโสใหญ่ ไม่มีผิดพลาดแน่นอนขอรับ เด็กหนุ่มคนนั้นคือมู่ฟาน และพลังยุทธ์ของเขาก็ฟื้นคืนมาถึงระดับสี่ขอบเขตนักรบลึกลับแล้ว!"

ได้ยินดังนั้น บรรยากาศในห้องก็เคร่งเครียดขึ้นถนัดตา

มู่ไห่สงกล่าว "ดูเหมือนพรสวรรค์ของมู่ฟานจะกลับมาแล้วจริงๆ"

ผู้อาวุโสสามกล่าว "มองในแง่นี้ อีกไม่นานมู่ฟานคงจะมาถึงแน่!"

ผู้อาวุโสใหญ่กล่าว "มู่ฟานกวาดล้างตระกูลหลินในเมืองฟ่านจนสิ้นซาก ในมุมมองของข้า เขาจงใจยั่วยุและส่งคำเตือนถึงเรา เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ไม่อย่างนั้นเราอาจถึงคราวอวสาน"

...มู่ฟานจมดิ่งอยู่กับการเก็บตัวฝึกตน และสองเดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

พลังยุทธ์ของเขาทะลวงผ่านอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับหกขอบเขตนักรบลึกลับ!

เดือนละหนึ่งระดับ!

ความเร็วระดับนี้ทำให้มู่ฟานพอใจมาก มันเร็วกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือขอบเขตที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปถึงมาก่อน ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูพลังเดิม... เพราะสำหรับหลายๆ คน กว่าจะเลื่อนขึ้นสักระดับต้องใช้เวลาหลายปี

ในวันนี้ มู่ฟานก็ออกจากถ้ำและก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้นในที่สุด!

สำนักยุทธ์หลินสุ่ยเป็นสำนักยุทธ์เพียงแห่งเดียวในแคว้นหลินสุ่ย มีผู้เชี่ยวชาญมากมาย และทรัพยากรการฝึกฝนได้รับการจัดสรรโดยราชวงศ์แห่งจักรวรรดิต้าเซี่ย

ตราบใดที่ได้เข้าร่วมสำนักยุทธ์หลินสุ่ย เส้นทางแห่งวิถียุทธ์ย่อมราบรื่นกว่ามาก ดังนั้นที่นี่จึงเป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึง

มีสองวิธีในการเข้าร่วมสำนักยุทธ์หลินสุ่ย

หนึ่งคือ ผ่านการทดสอบในช่วงรับสมัครศิษย์ใหม่ของสำนัก ซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ สามปี

สองคือ ใช้ป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษ ตราบใดที่มีป้ายคำสั่งนี้ ก็สามารถเข้าสำนักได้ทุกเมื่อ

หากไม่มีป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษ ก็ทำได้เพียงรอวันทดสอบเท่านั้น

ในตอนนั้น มู่ฟานได้รับป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษที่ส่งมาจากสำนักยุทธ์หลินสุ่ย ขณะที่เขากำลังเตรียมตัวจะไปสำนักยุทธ์หลินสุ่ย ผู้อาวุโสใหญ่และคนของตระกูลซ่งก็ไม่กล้ารอช้าอีกต่อไป จึงวางแผนล่วงหน้าเพื่อทำให้เขาพิการ

เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากมู่ฟานได้เข้าสำนักยุทธ์หลินสุ่ย พวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกเลย

หลังจากมู่ฟานกลายเป็นคนพิการ สำนักยุทธ์หลินสุ่ยก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ท้ายที่สุด เขายังไม่ได้เข้าสำนัก จึงไม่เหมาะสมที่สำนักจะเข้าไปแทรกแซงมากนัก

ทุกคนต่างรู้ดีว่าดาวรุ่งที่ร่วงโรยเร็ว ย่อมไร้ค่าในที่สุด

แน่นอนว่า สำนักยุทธ์หลินสุ่ยไม่มีธรรมเนียมเรียกคืนป้ายคำสั่งรับศิษย์กรณีพิเศษเมื่อมอบออกไปแล้ว ดังนั้นป้ายคำสั่งจึงยังคงอยู่กับมู่ฟาน

ช่วงนี้ใกล้ถึงเวลาที่สำนักยุทธ์หลินสุ่ยจะรับสมัครศิษย์ใหม่รอบต่อไปแล้ว หนุ่มสาวจำนวนมากจึงเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบเพื่อเข้าสำนักยุทธ์หลินสุ่ย...

บนท้องฟ้าสูงหลายพันเมตร เรือรบขนาดใหญ่ยาวหลายสิบวากำลังแล่นฝ่าอากาศ!

ผู้ฝึกยุทธ์ตาไวคนหนึ่งเห็นเข้าก็อุทานด้วยความตกใจ "สวรรค์! มีเรือบินอยู่บนฟ้าด้วย!"

"ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย! นั่นคือเรือรบของสำนักยุทธ์หลินสุ่ย ต่างหาก เกือบสามปีแล้วนับจากครั้งล่าสุดที่พวกเขามา พวกเขาต้องมารับสมัครศิษย์ใหม่แน่ๆ!" ใครบางคนอธิบาย

"ที่แท้ก็สำนักยุทธ์หลินสุ่ยนี่เอง!"

เรือรบที่ลอยลำอยู่บนท้องฟ้าแล่นเข้าสู่อาณาเขตของสันเขาโจวอวิ๋น

ภายในเรือรบกว้างขวางมาก

มีคนอยู่ข้างในประมาณสิบคน

ยืนอยู่หน้าสุดคือชายชราในชุดคลุมสีดำ

คนผู้นี้แซ่อู๋ เป็นผู้อาวุโสของสำนักยุทธ์หลินสุ่ย เขารับผิดชอบการรับสมัครศิษย์ใหม่ในเขตสันเขาโจวอวิ๋นในครั้งนี้

คนอื่นๆ คือศิษย์ของสำนักที่มาช่วยรับสมัครศิษย์ใหม่

ผู้อาวุโสอู๋มองตรงไปข้างหน้าและกล่าวว่า "สันเขาโจวอวิ๋นเล็กเกินไป มีเมืองใหญ่เพียงห้าเมือง ไม่รู้ว่าคราวนี้จะมีศิษย์ใหม่ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์สักกี่คน"

ศิษย์ทั้งสิบกว่าคนต่างพยักหน้า

ในสันเขาโจวอวิ๋น ทุกครั้งที่มีการรับสมัครศิษย์ หากได้จำนวนเกินสิบคนก็ถือว่าดีมากแล้ว

หนึ่งในศิษย์หญิง ชื่อว่า เซี่ยอวี่ มาจากเมืองว่างอันในสันเขาโจวอวิ๋น จู่ๆ นางก็นึกถึงคนผู้หนึ่งและถอนหายใจ "น่าเสียดายที่ชีพจรยุทธ์ของคนคนนั้นถูกทำลาย ไม่อย่างนั้นเขาต้องทำให้สำนักตกตะลึงได้อย่างแน่นอน"

ศิษย์หญิงอีกคนหนึ่งรู้ทันทีว่าเซี่ยอวี่พูดถึงใคร จึงยิ้มเยาะ "ก็ไม่แน่หรอก ชีพจรยุทธ์สูงสุดมีอยู่แค่ในตำนาน ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่มู่ฟานปลุกขึ้นมาคือชีพจรยุทธ์สูงสุดจริงๆ หรือเปล่า?"

เซี่ยอวี่มีรูปร่างหน้าตางดงามอ่อนหวาน สวมเครื่องแบบของสำนัก และมีบุคลิกดี นางเป็นสาวงามที่เพียบพร้อม นางรู้ว่าศิษย์หญิงที่เพิ่งพูดมักจะดูถูกคนที่มาจากเมืองเล็กๆ เสมอ แต่นางก็ไม่โกรธและตอบกลับว่า "ไม่ว่าเขาจะมีชีพจรยุทธ์สูงสุดจริงหรือไม่ แต่ใครในสำนักยุทธ์หลินสุ่ยที่สามารถไปถึงระดับสี่ขอบเขตนักรบลึกลับได้ตั้งแต่อายุสิบสองบ้างล่ะ?"

คำพูดนี้ทำให้อีกฝ่ายเถียงไม่ออก

"ชิ ยังไงซะตอนนี้เขาก็เป็นคนพิการไปแล้ว พูดไปก็ไร้ความหมาย" ศิษย์หญิงคนนั้นยังคงดื้อรั้น

เซี่ยอวี่ไม่พูดอะไรต่อ...

จบบทที่ บทที่ 14: สำนักยุทธ์มาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว