- หน้าแรก
- นางเซียนผู้เย็นชา ระบบเอาชะตานางมา
- ตอนที่ 14 สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม
ตอนที่ 14 สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม
ตอนที่ 14 สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรม
สิ้นคำกล่าวของเจ้าสำนัก เหล่าผู้อาวุโสในโถงหลักต่างนิ่งเงียบกริบราวกับถูกใครบีบคอเอาไว้
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความกระอักกระอ่วนที่ยากจะบรรยาย
พรสวรรค์ระดับฉู่โม่ เพียงพอที่จะเป็นศิษย์สืบทอดได้อย่างเหลือเฟือ
ทว่าผู้อาวุโสแต่ละท่าน รับศิษย์สืบทอดได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ตาเฒ่าหลินเจิงย่อมไม่มีทางรับฉู่โม่เข้าสังกัดแน่ เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าตัวเอง
ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นๆ เล่า? มีใครบ้างที่ไม่มีศิษย์เอกที่ตนฟูมฟักมาอย่างดีอยู่แล้ว?
เบื้องหลังของศิษย์สืบทอดเหล่านั้นล้วนมีสายสัมพันธ์โยงใยซับซ้อน
ไม่มีใครมาจากรากหญ้า ทุกคนล้วนได้รับการทุ่มเททรัพยากรไปอย่างมหาศาล
หากจะให้ยัดเยียดฉู่โม่เข้ามาอีกคน
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะตกเป็นของใคร จะจัดสรรกันใหม่อย่างไร?
ต่อให้รับฉู่โม่เข้ามาเป็นเพียงศิษย์ในนาม ก็ยังมีปัญหาตามมา
ประการแรก เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงส่งแต่กลับไม่ได้รับการปฏิบัติที่คู่ควร ย่อมเกิดรอยร้าวในใจ
อนาคตมีแนวโน้มจะผูกใจเจ็บมากกว่าสำนึกบุญคุณ
ประการที่สอง การมีอยู่ของอัจฉริยะสะท้านภพอย่างฉู่โม่
ย่อมทำให้สายวิชาที่เขาสังกัด ตกเป็นเป้าโจมตีของสายอื่นๆ เพื่อสกัดดาวรุ่ง ไม่ให้เติบโตขึ้นมาแย่งชิงอำนาจ
ดังนั้น ฉู่โม่จึงเปรียบเสมือนเผือกร้อนที่ไม่มีใครอยากถือ
ด้วยพรสวรรค์ที่ฉู่โม่แสดงออกมา หากปล่อยให้เขาเข้าถึงทรัพยากรของสายในโดยตรง
เกรงว่าใช้เวลาไม่กี่ปี เขาก็คงจะเหยียบหัวพวกตาแก่ที่คร่ำหวอดในวงการมานานอย่างพวกเขาลงได้
ถึงตอนนั้น อาณาเขตอิทธิพลและผลประโยชน์ที่พวกเขาสู้อุตส่าห์แบ่งสรรปันส่วนกันไว้อย่างยากลำบาก มิถูกเด็กเมื่อวานซืนที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ พลิกคว่ำกระดานจนหมดสิ้นหรือ?
ทุ่มเททรัพยากรทั้งสำนักเพื่อสร้างอัจฉริยะ?
สำนักกระบี่หลิงสวีอาศัยชื่อเสียงเกรียงไกรของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก นั่งแท่นผู้นำฝ่ายธรรมะมาอย่างยาวนาน
ไม่จำเป็นต้องมีวีรบุรุษผู้เก่งกาจมาทำลายสมดุลที่มีอยู่เดิม
สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือเครื่องมือที่ว่าง่าย เชื่อฟัง และสามารถสร้างผลประโยชน์ที่มั่นคงให้แก่สำนักได้อย่างต่อเนื่อง
เจ้าสำนักมองดูเหล่าจิ้งจอกเฒ่าที่มีความคิดอ่านแตกต่างกันไปเบื้องล่าง เข้าใจความนึกคิดของพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่กลับไม่เอ่ยปากใดๆ
ในที่สุด ผู้อาวุโสท่านหนึ่งก็เป็นผู้ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ ก้าวออกมาไกล่เกลี่ย
"ท่านเจ้าสำนัก"
"ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว ลองจัดการเช่นนี้ดีไหมขอรับ"
"ให้เด็กฉู่โม่คนนี้ ยังคงฝึกฝนอยู่ที่สายนอกไปก่อนชั่วคราว"
"แต่ทางสำนักจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ ให้เขาเข้าไปในหอคัมภีร์สายใน เลือกคัดลอกเคล็ดวิชาได้หนึ่งวิชาตามใจชอบ นำกลับไปศึกษา ถือเป็นน้ำใจและการชดเชยเล็กๆ น้อยๆ จากทางสำนัก"
ข้อเสนอนี้ ฟังดูสวยหรู ราวกับคิดเผื่อฉู่โม่
แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็นเพียงเงาจันทร์ในน้ำ ดอกไม้ในกระจก (ดูสวยหรูแต่ไม่มีค่าอะไร)
ศิษย์สายนอก ต่อให้โชคดีได้รับสุดยอดวิชาของสายในไป แต่หากขาดทรัพยากรสนับสนุนที่เพียงพอ ขาดอาจารย์ผู้ชี้แนะ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้สักแค่ไหนเชียว?
"อนุญาต"
เจ้าสำนักเอ่ยเสียงขรึม ตัดสินชี้ขาด
การประชุมใหญ่ของสำนักสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
เจียงสือกว่างเดินเคียงคู่หลินเจิงออกมาจากโถงหลัก ทั้งสองรักษาระยะห่างกันอย่างมีความหมาย
"ผู้อาวุโสหลิน"
ใบหน้าของเจียงสือกว่างประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มีนัยลึกซึ้ง น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำในหูของหลินเจิง
"เด็กฉู่โม่คนนั้น ช่างเป็นเพชรในตมจริงๆ"
"หากเขาไม่เป็นฝ่ายมาแจ้งเรื่องสกปรกโสมมที่ท่านทำไว้กับข้า เกรงว่าเรื่องอื้อฉาวสะเทือนฟ้าเช่นนี้ คงถูกท่านกดทับไว้จนมิด ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกนาน"
วาจานี้ เบาหวิวราวปุยนุ่น แต่กลับคมกริบดั่งมีดอาบยาพิษ ทิ่มแทงเข้ากลางใจดำของหลินเจิงอย่างแม่นยำ
เจตนาที่จงใจผลักฉู่โม่ขึ้นมาอยู่หน้าฉากนั้นชัดแจ้งแดงแจ๋ คือต้องการยั่วยุหลินเจิง ให้เกิดความเคียดแค้นต่อฉู่โม่ และลงมือเล่นงานลับหลัง
ขอเพียงหลินเจิงขยับตัว เขาก็จะสาวไส้หาหลักฐานเพิ่มเติมมาเล่นงานได้อีก
ฝีเท้าของหลินเจิงชะงักเล็กน้อย แววตาฉายความอำมหิตลึกล้ำราวกับจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำได้
ถูกศิษย์สายนอกที่เขาเคยมองเห็นเป็นเพียงมดปลวกตลบหลังเข้าให้อย่างจัง แถมยังทำให้ต้องเสียไพร่พล บาดเจ็บสาหัส
ความแค้นนี้ จะให้เขากลืนลงคอไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
แต่เขาเองก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน ย่อมรู้ดีว่าหากปล่อยให้โทสะครอบงำสติในตอนนี้ ก็จะเข้าทางเจียงสือกว่างพอดี
"ผู้อาวุโสเจียงช่างลำบากแล้ว"
หลินเจิงเค้นเสียงลอดไรฟัน ตอบกลับด้วยรอยยิ้มจอมปลอม ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงถ้ำพำนักที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณ หลินเจิงก็ได้พบกับหลินอู๋เจี๋ย
หลินเจิงเล่าผลการตัดสินใจของที่ประชุมสำนักให้หลินอู๋เจี๋ยฟังอย่างละเอียด
หลินอู๋เจี๋ยฟังจบ ร่างทั้งร่างราวกับถูกสูบเรี่ยวแรง ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
ความโกรธ ความไม่ยินยอม ความอัปยศ อารมณ์ด้านลบสารพัดถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
สุดท้าย อารมณ์ที่สับสนปนเปเหล่านี้ก็กลั่นตัวกลายเป็นความเกลียดชังอันมหาศาลที่มีต่อตัวต้นเรื่องฉู่โม่
"เป็นเพราะไอ้ฉู่โม่!"
"ทั้งหมดเป็นความผิดของมัน!"
หลินอู๋เจี๋ยกำหมัดแน่น ขบกรามจนเกิดเสียงดัง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
"ท่านพ่อ ข้าจะต้องให้มันชดใช้!"
แววตาของหลินเจิงฉายประกายอำมหิตที่ยากจะสังเกต แต่น้ำเสียงกลับราบเรียบอ่อนโยน
"อู๋เจี๋ย เจ้าจงจำไว้"
"เจ้าจิ้งจอกเฒ่าเจียงสือกว่าง กำลังจ้องมองพวกเราพ่อลูกตาเป็นมัน"
"หากฉู่โม่เป็นอะไรไป พวกเราจะกลายเป็นเป้าให้เขาเล่นงานทันที"
"อำนาจควบคุมหอลงทัณฑ์ ยังอยู่ในกำมือของเจียงสือกว่าง"
"ท่านพ่อ วางใจเถอะขอรับ"
หลินอู๋เจี๋ยแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาฆาต
"ข้าจะไม่ให้มันเป็นอะไรไปหรอก แต่ข้าจะทำให้มันอยู่มิสู้ตาย"
"ข้าจะค่อยๆ ทรมานมัน ให้มันรู้ซึ้งว่า การล่วงเกินข้าหลินอู๋เจี๋ย ล่วงเกินตระกูลหลินของพวกเรา จะมีจุดจบเช่นไร!"
......
ในขณะเดียวกัน
ณ คุกใต้ดินที่มืดมิดและอับชื้นตลอดปี ของสำนักกระบี่หลิงสวี
ศิษย์ผู้ดูแลสายนอก จางเจิ้งจื๋อ หรือศิษย์พี่จาง นั่งขดตัวอยู่ที่มุมห้องขังอันหนาวเหน็บ ได้ยินเสียงฝีเท้าจากไกลเข้ามาใกล้ แววตาที่ขุ่นมัวปรากฏประกายความหวังอันริบหรี่
"นั่น... ท่านผู้อาวุโสหลินมาช่วยข้าแล้วใช่ไหม?"
เขาสองมือเกาะลูกกรง น้ำเสียงแหบพร่า เจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกต เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
แม่กุญแจเหล็กเย็นเฉียบถูกปลดออกดัง เคร้ง
ผู้คุมหน้าตายนายหนึ่งเดินเข้ามา ไม่ได้ตอบคำถาม ในมือถือมีดสั้นเล่มหนึ่งที่สะท้อนแสงวาววับ
"รับคำสั่งสำนัก"
"นักโทษจางเจิ้งจื๋อ ทุจริตต่อหน้าที่ บังอาจท้าทายกฎ มีความผิดมหันต์ ให้ประหารชีวิตทันที!"
คำพิพากษาอันเย็นชา เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของจางเจิ้งจื๋อ
ทำลายภาพฝันลมๆ แล้งๆ เมื่อครู่จนแหลกละเอียด
เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเย็นเยียบอย่างหมดแรง
ภาพของบิดาผู้ล่วงลับผุดขึ้นมาในหัว
ทรัพยากรที่ศิษย์ทั่วไปได้รับ ไม่เพียงพอต่อการฝึกฝนไปถึงขั้นสร้างรากฐาน ยิ่งจะเข้าสู่สายใน ยิ่งถูกขูดรีด
มีเพียงหนทางเดียวคือต้องเป็นผู้ดูแล
เขานึกถึงบิดาที่ทุ่มเทเงินเก็บทั้งชีวิต ยอมก้มหัวขอร้องผู้คนไปทั่ว เพื่อวิ่งเต้นให้เขาได้ตำแหน่งผู้ดูแลสายนอกที่ดูเหมือนจะมีเกียรตินี้มา
เขานึกถึงตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังดุจเดินบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ กลัวจะก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว จนทำให้ความคาดหวังของบิดาก่อนตายต้องสูญเปล่า
จางเจิ้งจื๋อ... ชื่อที่แปลว่าซื่อตรงเที่ยงธรรม ในสถานที่เฮงซวยแบบนี้ จะไปซื่อตรงได้อย่างไร?
แต่ผลสุดท้ายเล่า?
เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในมือของผู้มีอำนาจวาสนา ที่จะถูกบงการอย่างไร หรือทิ้งขว้างเมื่อไหร่ก็ได้!
ยามต้องการใช้งาน ก็ข่มขู่แกมบังคับ ให้เจ้ายอมก้มหัว จำใจต้องร่วมลงเรือโจรไปกับพวกเขา
พอเรื่องแดงขึ้นมา ก็ถีบหัวส่งให้เป็นแพะรับบาปอย่างไม่ลังเล!
ความยุติธรรม?
สิทธิมนุษยชน?
ตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่โลกผู้ฝึกเซียน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยข้องเกี่ยวกับเขาอีกเลย!
"ฮ่าๆๆๆๆ......"
จู่ๆ จางเจิ้งจื๋อก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาแดงก่ำด้วยเส้นเลือดฝอย เสียงหัวเราะนั้นโหยหวนและสิ้นหวัง
"หลินอู๋เจี๋ย! สำนักกระบี่หลิงสวี! พวกเจ้ามันพวกวิญญูชนจอมปลอม!"
"ข้าจางเจิ้งจื๋อ เป็นผีก็จะไม่ละเว้นพวกเจ้า!"
ทว่า คำด่าทอและสาปแช่งของเขา แลกมาได้เพียงคมมีดสั้นอันเย็นยะเยือกของผู้คุม ที่ตวัดผ่านลำคออย่างไร้ปรานี
ฉัวะ!
โลหิตสาดกระเซ็น
ศีรษะกลิ้งหลุนๆ ลงกับพื้น