เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 ศิษย์พี่ โปรดคุกเข่าลง

ตอนที่ 12 ศิษย์พี่ โปรดคุกเข่าลง

ตอนที่ 12 ศิษย์พี่ โปรดคุกเข่าลง


วันต่อมา

ฉู่โม่ภายใต้การนำทางของลั่วจื่ออิน ได้ออกเดินทางไปพบกับผู้ดูแลสายในคนหนึ่งที่ชื่อว่าจ้าวชิ่ง

การจะไปขอพบผู้อาวุโสเจียงสือกว่างโดยตรงนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเพ้อเจ้อฝันกลางวัน

อีกฝ่ายไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาใส่ใจศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาคนกลางที่เหมาะสมเพื่อทำการแนะนำ

คนที่มีสิทธิ์มีเสียงในกลุ่มอำนาจของเจียงสือกว่าง และในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เขาบีบให้ยอมจำนนได้

และจ้าวชิ่ง ก็คือตัวเลือกที่เหมาะสมตามคำบอกเล่าของลั่วจื่ออิน

แม้ว่าจ้าวชิ่งจะมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี เป็นคนประเภทประจบสอพลอ โลภมากและบ้าตัณหา

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเป็นคนที่ค่อนข้างมีบทบาทและพอจะพูดจามีน้ำหนักในกลุ่มของผู้อาวุโสเจียงสือกว่าง

......

เขตสายใน ณ เรือนรับรองเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ

จ้าวชิ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน นิ้วมือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะบ้างไม่เป็นจังหวะบ้าง

เขาอายุราวสามสิบกว่าปี รูปร่างท้วมเล็กน้อย สวมชุดผู้ดูแลสายใน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่เป็นทางการ แต่ในดวงตาตี่เล็กคู่นั้น กลับฉายแววเจ้าเล่ห์และคิดคำนวณผลประโยชน์อยู่เป็นระยะ

เมื่อเห็นลั่วจื่ออินพาฉู่โม่เดินเข้ามา แววตาของจ้าวชิ่งฉายแววตื่นตะลึงในความงามวูบหนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะดูอบอุ่นกระตือรือร้นขึ้นอีกหลายส่วน

"ไอ้หยา ศิษย์น้องลั่วให้เกียรติมาเยือน ช่างทำให้กระท่อมซอมซ่อของศิษย์พี่สว่างไสวขึ้นมาทันตาเลยเชียว!"

เขาลุกขึ้นต้อนรับ ทว่าสายตากลับจับจ้องเรือนร่างอันเว้าโค้งได้สัดส่วนของลั่วจื่ออินอย่างไม่ปิดบัง

ลั่วจื่ออินข่มความรู้สึกอึดอัดขยะแขยง ใบหน้ายังคงเย็นชา พยักหน้าให้เล็กน้อย

"ศิษย์พี่จ้าว"

นางเบี่ยงตัว แนะนำว่า

"ท่านนี้คือศิษย์น้องฉู่โม่ มีธุระอยากจะขอให้ศิษย์พี่จ้าวช่วยสงเคราะห์เจ้าค่ะ"

จ้าวชิ่งจึงค่อยเบนสายตามายังฉู่โม่ กวาดตามองสำรวจรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีระดับพลังเพียงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้น และสวมชุดศิษย์สายนอก ความกระตือรือร้นบนใบหน้าก็จางหายไปจนเกือบหมด

"อ้อ? ไม่ทราบว่าศิษย์น้องฉู่มาหาข้า มีธุระอันใดรึ?"

เขานั่งลงอีกครั้ง ยกถ้วยชาขึ้นจิบ น้ำเสียงดูตามสบาย

ฉู่โม่กล่าวอย่างราบเรียบ

"ได้ยินมาว่าศิษย์พี่จ้าวเป็นคนที่ผู้อาวุโสเจียงให้ความไว้วางใจ ข้าอยากให้ศิษย์พี่ช่วยแนะนำข้ากับผู้อาวุโสเจียง ข้ามีเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตของผู้อาวุโสหลินเจิงอยากจะรายงานต่อผู้อาวุโสเจียงขอรับ"

จ้าวชิ่งวางถ้วยชาลง เลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าปรากฏแววขบขัน

"ผู้อาวุโสหลินเจิงดูแลการทดสอบของสำนัก เรื่องทุจริตถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ระดับความรุนแรงมันเล็กน้อย บวกกับอำนาจของผู้อาวุโสหลินเจิงมีมาก ท่านเจ้าสำนักจึงแกล้งทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งเท่านั้น"

เขาปรายตามองฉู่โม่ด้วยความดูแคลน

"ผู้อาวุโสเจียงเหม็นขี้หน้าหลินเจิงก็จริง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังจับจุดอ่อนใหญ่ๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้ ศิษย์น้องฉู่ เจ้าเป็นแค่ศิษย์สายนอก จะมีหลักฐานสำคัญอะไรมาเสนอได้?"

"ศิษย์พี่จ้าว เรื่องมันเป็นอย่างนี้..."

ฉู่โม่ทำท่าจะอธิบาย

"พอได้แล้ว พอแล้ว"

จ้าวชิ่งโบกมืออย่างรำคาญ

"เรื่องขี้ปะติ๋วพวกนี้ ไม่ต้องเอามากวนใจข้าหรอก ผู้อาวุโสเจียงมีภารกิจรัดตัว จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของพวกศิษย์ใหม่อย่างพวกเจ้า?"

เขาเว้นจังหวะ สายตาหันกลับไปหาลั่วจื่ออินอีกครั้ง รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความหมายลึกซึ้ง

"แต่ทว่า... เห็นแก่หน้าศิษย์น้องลั่ว ก็ใช่ว่าจะผ่อนปรนให้ไม่ได้"

จ้าวชิ่งถูมือ สายตาฉายแววหยาบโลน

"ศิษย์น้องลั่วเป็นถึงว่าที่ศิษย์สายตรงของซีหัวเจินเหริน ฐานะสูงส่ง หากศิษย์น้องยินดี... คืนนี้มาดื่มสังสรรค์ที่จวนของศิษย์พี่สักหน่อย แ ล ก เ ป ลี่ ย น กั น อ ย่ า ง ลึ ก ซึ้ ง... ศิษย์พี่รับรองว่า จะทุ่มเทแรงกายแรงใจ ช่วยจัดการเรื่องของศิษย์น้องฉู่ให้เรียบร้อยหายห่วง!"

แม้จ้าวชิ่งจะไม่เห็นฉู่โม่ในสายตา แต่เขาดูออกว่า ศิษย์น้องสายนอกคนนี้ดูจะมีความสำคัญต่อลั่วจื่ออินไม่น้อย

มิเช่นนั้นนางคงไม่ถ่อสังขารพาฉู่โม่มาขอร้องเขาด้วยตัวเอง

ลั่วจื่ออินเป็นหนึ่งในเทพธิดาที่งดงามที่สุดในสำนัก มีชื่อเสียงเลื่องลือ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือบุคลิกเย็นชาหยิ่งยโสของนาง ที่กระตุ้นความรู้สึกอยากพิชิตของผู้ชายได้อย่างดีเยี่ยม

หากเขาฉวยโอกาสนี้เชยชมบุปผางามได้ ย่อมเป็นเรื่องดีเลิศ

สิ้นคำพูดของจ้าวชิ่ง บรรยากาศก็แข็งค้างในทันที

ใบหน้าสวยของลั่วจื่ออินซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธ นัยน์ตาฉายแววสังหารเย็นเยียบและความอัปยศถึงขีดสุด!

ไอ้สารเลว! กล้าพูดจาลวนลามนางอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้เชียวหรือ!

เพลิงโทสะลุกโชนในใจ นางแทบอยากจะชักกระบี่สับจ้าวชิ่งให้เป็นหมื่นชิ้น!

แต่ในขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวที่ลึกซึ้งกว่าก็เข้าเกาะกุมจิตใจ

ฉู่โม่... ปีศาจร้ายตนนี้ จะเลือกทางไหน?

เขาจะยอม... ส่งนางไปแลกกับผลประโยชน์หรือไม่...

ลั่วจื่ออินไม่กล้าคิดต่อ รู้สึกเพียงโลกหมุนคว้าง ความแค้นที่มีต่อฉู่โม่และความรังเกียจที่มีต่อจ้าวชิ่งผสมปนเปกันจนแทบจะกลืนกินนาง

ในตอนนั้นเอง

เสียงเรียบเฉยของฉู่โม่ก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด

"ศิษย์พี่จ้าว ท่านรู้จักเจี่ยงผิงเทียนหรือไม่?"

จ้าวชิ่งใจหายวาบ แต่สีหน้ายังคงเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขาแสร้งทำเป็นพูดตามสัญชาตญาณ

"ศิษย์เอกสายตรงของผู้อาวุโสเจียง ใครบ้างจะไม่รู้จัก? เจ้าพูดถึงเขาทำไม?"

ท่าทีของฉู่โม่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ทำให้จ้าวชิ่งรู้สึกฉงน

หากจะบอกว่าเมื่อครู่ฉู่โม่ยังมีความนอบน้อมอยู่บ้าง

ตอนนี้ ก็คือความเฉยชา ไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ

ลึกลงไปในแววตาที่ไร้อารมณ์นั้น ซ่อนความรู้สึกที่ทำให้คนมองใจสั่นสะท้าน

มุมปากของฉู่โม่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความอบอุ่น เขาเอ่ยต่ออย่างเชื่องช้า

"ได้ยินมาว่าศิษย์พี่เจี่ยงออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกตลอดทั้งปี คู่บำเพ็ญเพียรของเขาที่อยู่ลำพังในสำนัก คงจะ... เหงามากสินะ?"

รอยยิ้มบนหน้าจ้าวชิ่งแข็งค้าง รูม่านตาหดวูบ!

"จะ... เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร?!"

น้ำเสียงของเขาเจือความตื่นตระหนกที่ยากจะสังเกต

ฉู่โม่ราวกับมองไม่เห็นอาการหลุดการควบคุมของอีกฝ่าย ยังคงพูดต่อไปเองว่า

"เท่าที่ข้ารู้ มีใครบางคน... ฉวยโอกาสตอนที่ศิษย์พี่เจี่ยงไม่อยู่ ไปช่วยปลอบประโลมคู่บำเพ็ญเพียรขี้เหงาของเขาอยู่บ่อยครั้งเสียด้วย"

"จุ๊ๆๆ เรื่องนี้ถ้าศิษย์พี่เจี่ยงรู้เข้า ท่านว่า... ผู้อาวุโสเจียงจะเลือกปกป้องคนที่สวมหมวกเขียวให้ศิษย์เอกของตน หรือว่าจะลงมือบดขยี้มันให้เป็นเถ้าธุลีด้วยมือตัวเองกันนะ?"

(สวมหมวกเขียว เป็นสุภาษิตของจีน เอาไว้เรียกคนที่ถูกคนรักหลอกและเล่นชู้กับคนอื่น)

"ว่าอย่างไร... ศิษย์  พี่   จ้าว?"

ตูม!

คำพูดของฉู่โม่เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของจ้าวชิ่ง!

ใบหน้าของเขาซีดเผือดเป็นกระดาษ เหงื่อเย็นไหลอาบหน้าผาก ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

เขารู้ได้อย่างไร?!

ความลับนี้ เขาคิดว่าทำได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อ นอกจากคนสองคนแล้ว ไม่มีทางที่บุคคลที่สามจะล่วงรู้!

ไอ้หนูสายนอกระดับกลั่นลมปราณขั้นต้นตรงหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็นใครมาจากไหน?!

ชั่วพริบตา จิตสังหารอันเข้มข้นก็พวยพุ่งขึ้นในใจของจ้าวชิ่ง!

ต้องฆ่ามันปิดปาก!

ทว่า เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นลั่วจื่ออินที่ยืนหน้าขรึม แผ่รังสีดาบอันเย็นเยียบออกมาจางๆ จิตสังหารนั้นก็เหมือนถูกราดด้วยน้ำเย็นจัด ดับวูบไปเกินครึ่ง

ลั่วจื่ออินก็ได้ยิน!

เขาไม่มีความมั่นใจเลยว่า ต่อหน้าอัจฉริยะแห่งวิถีกระบี่อย่างลั่วจื่ออิน เขาจะสามารถฆ่าปิดปากคนสองคนพร้อมกันได้!

เผลอๆ ยังไม่ทันทำร้ายฉู่โม่ ตัวเขาเองอาจจะถูกลั่วจื่ออินฟันตกตายไปเสียก่อน!

เมื่อชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย ความกลัวและความอัดอั้นตันใจก็เข้ามาแทนที่จิตสังหาร

เขาจ้องฉู่โม่เขม็ง กัดฟันกรอด จนสุดท้าย เหมือนลูกบอลที่ถูกปล่อยลม เขาทรุดนั่งลงไปอย่างหมดสภาพ น้ำเสียงแหบพร่า

"เจ้า... เจ้าต้องการอะไร?"

"ง่ายมาก"

ฉู่โม่เดินเข้าไปหา มองเขาจากมุมสูง

"แนะนำข้าให้ผู้อาวุโสเจียง"

"...ตกลง"

จ้าวชิ่งพยักหน้าอย่างยากลำบาก ตอนนี้เขาขอเพียงแค่ฉู่โม่ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป

"แต่นี่ยังไม่พอ"

น้ำเสียงของฉู่โม่ยังคงเรียบเฉย

จ้าวชิ่งเงยหน้าขวับ

"เจ้ายังต้องการอะไรอีก?!"

"คุกเข่าลง เป็นการขอโทษ"

ฉู่โม่ชี้ไปที่พื้น แล้วพ่นสองคำนี้ออกมา

"เจ้า….!"

จ้าวชิ่งโกรธจนตัวสั่น นัยน์ตาแดงก่ำ

ให้เขาที่เป็นถึงผู้ดูแลสายใน ต้องมาคุกเข่าให้ศิษย์สายนอกในถิ่นของตัวเองเนี่ยนะ?!

นี่มันเป็นการดูถูกเหยียดหยามกันชัดๆ!

ทว่า จุดอ่อนถูกกำอยู่ในมืออีกฝ่าย ข้างกายยังมีลั่วจื่ออินที่จ้องมองมาอย่างดุร้าย...

ในที่สุด ความมีเหตุผลและความอยากรอดชีวิตก็เอาชนะความโกรธ

จ้าวชิ่งกัดฟันแน่น เข่าอ่อนยวบ ตุ้บ เสียงเข่ากระแทกพื้นดังสนั่น คุกเข่าลงต่อหน้าฉู่โม่ พื้นหินแข็งถึงกับส่งเสียงทึบๆ

ฉู่โม่ก้าวเข้าไป สีหน้าไร้อารมณ์ ยกเท้าที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยขึ้น เหยียบลงบนแผ่นหลังของจ้าวชิ่งเบาๆ

พลังระดับกลั่นลมปราณขั้นต้น สำหรับจ้าวชิ่งแล้วถือว่าเบาหวิว

แต่การกระทำเชิงสัญลักษณ์นี้ กลับหนักอึ้งยิ่งกว่าหินผาพันชั่ง บดขยี้ศักดิ์ศรีของจ้าวชิ่งจนป่นปี้

ฉู่โม่ออกแรงเล็กน้อย กดจนร่างท่อนบนของจ้าวชิ่งหมอบราบไปกับพื้น แก้มแนบชิดกับพื้นหินเย็นเฉียบ

"ดูสิ แบบนี้ดีกว่าตั้งเยอะ"

น้ำเสียงของฉู่โม่เจือแววขบขัน

"เชื่อฟังแต่แรก ก็ไม่ต้องมีเรื่องราวมากมายแล้วมิใช่หรือ?"

จ้าวชิ่งกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเลือดซึม

ความแค้นและจิตสังหารท่วมท้นอก แต่ทำได้เพียงข่มกลั้นเอาไว้สุดชีวิต

เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาของลั่วจื่ออินที่ทิ่มแทงลงมาราวกับคมดาบ

"ยังมีอีก"

เสียงของฉู่โม่ดังขึ้นอีกครั้ง

"เมื่อครู่ เจ้าคิดมิดีมิร้ายกับศิษย์พี่ลั่วของข้า"

"ตบปากตัวเอง แล้วขอโทษนางซะ"

จ้าวชิ่งตัวสั่นเทิ้ม แววตาฉายความอัปยศและความโกรธแค้นอย่างไม่อยากเชื่อ

แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ไร้ความรู้สึกของฉู่โม่ ในที่สุดเขาก็ยกมือที่สั่นระริกขึ้นมา

เพียะ! เพียะ! เพียะ!

เสียงตบหน้าฉาดใหญ่ดังก้องในเรือนรับรองอันเงียบสงัด

จ้าวชิ่งตบหน้าตัวเองอย่างแรง พลางหันไปทางลั่วจื่ออินด้วยความอัปยศอดสู เอ่ยขอโทษเสียงอู้อี้

"ศิษย์... ศิษย์น้องลั่ว... ขอโทษ... เป็น... เป็นศิษย์พี่ที่ผิดไปแล้ว..."

มองดูภาพเหตุการณ์อันเหลือเชื่อตรงหน้า ในใจของลั่วจื่ออินเกิดระลอกคลื่นความรู้สึกที่ไม่อาจระงับได้

นางยืนตะลึงมองจ้าวชิ่งที่กำลังถูกฉู่โม่เหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า มีสภาพทุลักทุเล ตบหน้าตัวเองฉาดๆ

แล้วหันไปมองฉู่โม่ที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับกำลังทำเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร

ความรู้สึกซับซ้อนอย่างที่สุด ก่อตัวขึ้นในใจของนางอย่างเงียบงัน

เขา... ถึงกับยอมทำขนาดนี้เพื่อช่วยนาง?

ในสายในที่เต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น ทุกคนต่างระแวงกันเอง นางไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นใดๆ มาก่อน

เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างจ้องจะแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สืบทอดของนาง ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ไม่รู้กี่คนที่อยากจะให้นางตาย

แต่ตอนนี้ ปีศาจร้ายที่กุมชีวิตของนาง ผู้ที่เคยเหยียดหยามและกดขี่นางสารพัด กลับใช้วิธีที่ป่าเถื่อนดุดันเช่นนี้ ออกหน้าแทนนางในยามที่นางถูกรังแก...

มันทำให้นางรู้สึกว่าเป็นเรื่องตลกสิ้นดี แต่ทว่า... ลึกๆ กลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น... ความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยมีมาก่อน?

ไม่!

ลั่วจื่ออินสะบัดหน้าไล่ความคิดน่ากลัวนี้ออกไปทันที

เขาคงแค่รักหน้าตาของตัวเองเท่านั้น!

สำหรับเขา นางเป็นเพียงเครื่องมือที่เอาไว้เล่นสนุกได้ตามใจชอบ!

จะหลงกลวิธีแบบนี้ของเขาไม่ได้เด็ดขาด!

นางขบวิมฝีปากล่างแน่น แววตากลับมาเย็นชาและเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง

ลั่วจื่ออิน เจ้าลืมความอัปยศที่ได้รับจากเขาไปแล้วหรือ?

เมื่อคืน เขายังเห็นเจ้าเป็นเก้าอี้ เหยียดหยามเจ้า กระทั่ง...

นึกถึงคราบน้ำตาและสิ่งอื่นที่ผสมปนเปกันจนเปรอะเปื้อนพื้นเป็นสีเข้ม

เมื่อความละอาย ความอัปยศ ความโกรธ และความเกลียดชังหวนกลับมา ปณิธานของลั่วจื่ออินก็แน่วแน่อีกครั้ง

นางจะต้องหลุดพ้นจากเขา! จะต้องฆ่าเขาให้ได้!

......

จ้าวชิ่งตบหน้าตัวเองไปกว่าสิบที แก้มบวมเป่ง มุมปากมีเลือดไหลซึม

ฉู่โม่จึงค่อยยกเท้าออก เอ่ยเรียบๆ ว่า

"พอได้แล้ว"

"พรุ่งนี้ จัดการเรื่องให้ข้าได้พบผู้อาวุโสเจียง"

"ขอรับ... ขอรับ..."

จ้าวชิ่งเหมือนได้รับอภัยโทษ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น ก้มหน้า ไม่กล้ามองฉู่โม่และลั่วจื่ออิน น้ำเสียงยังคงเต็มไปด้วยความกลัวและความอัปยศ

"พรุ่งนี้เช้า ข้า... ข้าจะรีบจัดการให้"

ในที่สุด จ้าวชิ่งก็น้อมส่งฉู่โม่และลั่วจื่ออินออกจากเรือนรับรองด้วยความพินอบพิเทา

หลังจากเดินออกมาจากที่พักของจ้าวชิ่ง ระหว่างทางเหลือเพียงฉู่โม่และลั่วจื่ออินเดินเคียงคู่กัน

ลั่วจื่ออินมองฉู่โม่ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น น้ำเสียงแฝงความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะสังเกต

"ทำไม... เจ้าต้องทำถึงขนาดนั้น?"

ฉู่โม่หันมามองใบหน้างดงามที่ยังคงเย็นชาแต่แฝงความหวั่นไหวของนาง มุมปากยกยิ้มอย่างไร้อารมณ์

น้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับแฝงความเผด็จการ

"เพราะว่า เจ้าเป็นของของข้า"

"มีแค่ข้าเท่านั้น ที่รังแกเจ้าได้"

ลั่วจื่ออินได้ยินดังนั้น ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย

ความรู้สึกประหลาดบางอย่างพุ่งขึ้นมาในใจ ทำให้นางรู้สึกว้าวุ่น

แต่วินาทีถัดมา ความอับอายอย่างรุนแรงก็กลบความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นจนมิด

นางสะบัดหน้าหนี แคะเสียงในลำคอ แต่ในใจกลับยึดมั่นในความคิดเดิมยิ่งขึ้น

ปีศาจตนนี้! ช่างเล่นกับใจคนเก่งนัก!

จะยอมจำนนไม่ได้เด็ดขาด!

นางจะต้องหาวิธีต่อต้าน และเอาคืนความอัปยศที่ได้รับในวันนี้ให้สาสม ทั้งต้นทั้งดอก!

ทว่าลั่วจื่ออินในยามนี้ยังไม่รู้ตัว

ความมุ่งมั่นของนางในตอนนี้ เมื่อเทียบกับคืนแรกที่ถูกฉู่โม่จับทำสัญญาบงการชีวิต... มันได้ลดน้อยถอยลงไปบ้างแล้ว

......

รุ่งเช้าวันต่อมา

ฟ้าเพิ่งจะสาง

จ้าวชิ่งในชุดผู้ดูแลสะอาดสะอ้าน ก็มาปรากฏตัวที่เขตสายนอกหน้าถ้ำพำนักของฉู่โม่ตรงตามเวลา

ท่าทีของจ้าวชิ่งเปลี่ยนไปจากเมื่อวานราวกับคนละคน ใบหน้าประดับรอยยิ้มประจบประแจงและนอบน้อม แววตาที่มองฉู่โม่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง

"ศิษย์น้อง... ศิษย์น้องฉู่ ทางด้านผู้อาวุโสเจียง ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ"

"ท่านผู้อาวุโสบอกว่า ยินดีจะพบท่านสักครั้ง"

จ้าวชิ่งโค้งตัว ผายมือเชื้อเชิญ

"ศิษย์น้องฉู่ เชิญทางนี้"

ฉู่โม่สีหน้าสงบนิ่ง พยักหน้า แล้วก้าวเท้าออกจากถ้ำพำนัก

ภายใต้การนำทางของจ้าวชิ่ง ไม่นานนัก ฉู่โม่ก็เข้าสู่เขตสายใน และมาถึงหน้าเรือนพักของผู้อาวุโสเจียงสือกว่าง

จบบทที่ ตอนที่ 12 ศิษย์พี่ โปรดคุกเข่าลง

คัดลอกลิงก์แล้ว