เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 -- ปฐมบท

ตอนที่ 1 -- ปฐมบท

ตอนที่ 1 -- ปฐมบท


ตอนที่ 1 ------ ปฐมบท

 

สมาพันธ์จอมเวทย์

 

เนื่องด้วยนักเวทย์จำนวนมากมารวมตัวกัน, ผมซึ่งถูกอาบไปด้วยคำสรรเสริญนั้นอยู่ใจกลางเสียงปรบมือ

 

“จอมเวทย์เซฟ ไอน์สไตน์, เพื่อเป็นการเคารพสรรเสริญต่อเวทย์มนต์ที่แข็งแกร่งของเจ้า, พวกเราขอมอบฉายาของจอมเวทย์สีแดงที่เก่งกาจที่สุด ‘เฟลมออฟเฟลม’(Flame of Flame - เพลิงแห่งอัคคี)”

 

“ฮ่ะฮ่ะ, ขอบคุณ”

 

“จงพยายามต่อไป เพื่อไม่ทำให้อับอายต่อฉายานี้”

 

ผมเป็นตาแก่ไปแล้วตอนนี้, แต่ อา นั่นก็ยังเป็นผม-

 

จอมเวทย์ผู้ถือครองฉายาที่สูงส่งที่สุดในสายสีแดง ‘เฟลมออฟเฟลม’

 

ตั้งแต่เด็ก ผมมักหลงใหลในเวทย์สีแดง นี่คือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผมต้องการ เพื่อมาให้ไกลได้ขนาดนี้ ด้วยการฝึกฝนอย่างยากลำบาก

 

ผมอุทิศตนให้กับเวทย์มนต์วันแล้ววันเล่า ไวน์, ผู้หญิง, เงินตรา และสิ่งล่อลวงต่างๆในโลกใบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับการเรียนเวทย์สีแดงของผม

 

มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้ง

 

ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาด ผมเดินลงจากเวทีในขณะที่ลดมือลง ความเงียบเข้าปกคลุม เหลือเพียงสายตาของเหล่านักเวทย์หนุ่มสาวที่จับจ้องมา

 

แล้วก็ทุบกำปั้นลง

 

คนดังผู้เร่าร้อน

 

มันดูไม่เหมือนการปองร้าย

 

มันคือการสรรเสริญ ที่กล่าวด้วยความปิติยินดี

 

และการถูกดูถูกเหยียดหยาม หรือถูกข่มเหงโดยเหล่าคนเขลานั่นทำให้ผมเติบโตขึ้น

 

นั่นทำให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ผมจะร่วมดื่มด่ำไปกับสิ่งนี้ แด่ความก้าวหน้า!

 

“ผมจะตั้งเป้าให้สูงยิ่งกว่านี้! ในฐานะเฟลมออฟเฟลม ผมจะก้าวขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุด!”

 

ว้าววววววว!!

 

ภายในกระแสแห่งเสียงเชียร์และเสียงปรบมือ ผมชูมือขวาขึ้น

 

*แชะแชะแชะแชะ* เสียงของเครื่องถ่ายภาพเวทย์มนต์ขนาดจิ๋วก็ดังออกมา

 

คำกล่าวนี้ได้แพร่สะพัดผ่านทางหนังสือพิมพ์ที่สมาพันธ์นักเวทย์แจกจ่าย ซึ่งตีพิมพ์ออกไปทั่วทั้งทวีป, ปีนี้จะเป็นปีที่พูดถึงจอมเวทย์คนใหม่

 

-ปีต่อมา

 

ผมเข้าไปเยี่ยมสมาพันธ์นักเวทย์เพราะเวทย์มนต์ใหม่ที่มีชื่อว่า สเกาท์สโคป(Scout Scope)

 

มันเป็นเวทย์ที่ใช้วัดค่าพรสวรรค์หรือความสามารถแฝงของนักเวทย์ และทำให้รู้ว่าเวทย์มนต์สายไหนเหมาะกับตนเอง

 

ปกติแล้ว ‘เวทย์มนต์’ สามารถแบ่งออกเป็นห้าสายหลักและสายย่อย

 

[สีแดง]

 

เวทย์ไฟซึ่งเป็นเวทย์ที่เด่นในเรื่องการโจมตี พลังของมันถือว่ามีมากที่สุดในเวทย์ทั้งห้าสาย

 

[สีน้ำเงิน]

 

เวทย์น้ำที่เด่นในเรื่องการสนับสนุน และ การรบกวน เวทย์ที่มีผลต่างๆสามารถเรียนได้จากเวทย์สายนี้, และเป็นเรื่องบังเอิญที่ สเกาท์สโคปเองก็เป็นเวทย์ย่อยของสายสีน้ำเงินเช่นกัน

 

[สีเขียว]

 

เวทย์ที่เข้ากันได้กับโลกและอวกาศ, หากฝึกฝนดีๆล่ะก็ มันก็เป็นไปได้ที่จะควบคุมทั้งภูมิประเทศและช่องมิติ, แม้เวทย์สายนี้จะไม่หลากหลายเท่าไหร่ แต่มันก็ทรงพลังมาก

 

[ท้องฟ้า]

 

เวทย์มนต์ที่สามารถรบกวนบรรยากาศ ทำให้มีโอกาสที่จะควบคุม ลมและสายฟ้าได้, ลักษณะของเวทย์สายแปลกประหลาดนี้ ทำให้มันเป็นสายที่ทรงพลัง แต่ก็ควบคุมได้ยาก

 

[วิญญาณ]

 

เวทย์ของเทพและปีศาจ, ว่ากันว่าหากฝึกฝนมัน ก็จะสามารถส่งสารไปยังเทพหรือปีศาจได้… ก็มีนักเวทย์ที่ฝึกสายนี้อยู่ไม่มาก จึงไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับมันมากเท่าไหร่

 

นี่คือเวทย์ทั้งห้าสาย หรืออย่างน้อยก็เป็นเวทย์ห้าสายหลักที่นักเวทย์ส่วนใหญ่ฝึกกัน

 

ตัวผมนั้นเชี่ยวชาญเวทย์สีแดง

 

การวัดความสามารถของคนด้วยสเกาท์สโคป แน่นอนว่าผมรู้สึกสนใจ, มันเป็นเรื่องดีที่จะได้แสดงให้นักเวทย์คนอื่นเห็น

 

แม้ว่าคนอื่นไม่สามารถใช้เวทย์ได้อย่างชำนาญ แต่ผมชำนาญมันอย่างแน่นอน แล้วใช้มันกับตัวเอง

 

ผลลัพธ์ของจอมเวทย์สายสีแดงที่เก่งที่สุด ‘เฟลมออฟเฟลม’ คือ…

 

เซฟ ไอน์สไตน์

 

เลเวล 99

 

เวทย์ [สีแดง] เลเวล : 62/62

 

เวทย์ [สีน้ำเงิน] เลเวล : 49/87

 

เวทย์ [สีเขียว] เลเวล : 22/99

 

เวทย์ [ท้องฟ้า] เลเวล : 22/89

 

เวทย์ [วิญญาณ] เลเวล : 19/97

 

เอ๋…?

 

ตาของผมแทบจะถลนออกมา

 

จอมเวทย์สีแดงที่เก่งที่สุด… มีพรสวรรค์ด้านเวทย์สีแดงต่ำที่สุด

 

บ้าน่า!?

 

แม้ว่าผมจะตรวจสอบอีกกี่ครั้ง… ตัวเลขที่แสดงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย

 

‘เลเวล’ เป็นความคิดที่มีมานมนานแล้ว ในทางตรงกันข้าม มันมีโอกาสที่จะพัฒนาขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

 

แต่ในตอนท้าย เลเวลก็จะหยุดเพิ่มขึ้นและการพัฒนาก็จะหยุดลง, นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ขีดจำกัดพรสวรรค์’ ถือเป็นจุดยุติการฝึกฝน

 

ตัวผมนั้น รู้สึกได้ถึงขีดจำกัดของการพัฒนามานานแล้ว

 

เมื่อถึงเลเวล 99 คุณก็จะเริ่มคิดถึงสิ่งพวกนี้

 

แต่เวทย์ที่ใช้ยากอย่างเวทย์ [สีเขียว] หรือ [วิญญาณ] เป็นเวทย์ที่ผมมีความสามารถแฝงมากที่สุดจริงดิ?

 

คนอื่นๆอาจไม่ต้องฝึกฝนหนักอย่างผม แต่กลับมีความสามารถแฝนของเวทย์สีแดงมากกว่าผมอย่างง่ายดาย

 

นี่มันผิดพลาดแล้ว

 

ผมไม่ได้เป็นตาแก่มาตลอด… ผมเองก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน

 

ไม่น่า… ผมไม่สมควรจะได้รับผลลัพธ์แบบนี้

 

ยิ่งเรียนรู้เวทย์มนต์นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งคิดได้ว่ามันใกล้จะถึงจุดสุดท้ายเร็วขึ้นเท่านั้น

 

ผลของการฝึกฝนและการวิจัยของผมไม่มีทางโกหก ผมยอมตายดีกว่าจะปล่อยให้มันจบลงแบบนี้!

 

แต่ผมจะไม่ยอมตาย! แม้ว่าผมจะรู้สึกได้ว่าภายในใจได้ตายไปแล้ว…

 

แล้วนักเวทย์สายสีแดงอีกคนที่มีค่าพรสวรรค์สูงกว่าก็เอาฉายา เฟลมออฟเฟลม ไปจากผม

 

ขีดจำกัดของผมคือ 62 ในขณะที่ของมันคือ 99

 

สมาพันธ์นักเวทย์บอกว่า เลเวลความสามารถแฝงของผมต่ำเกินไป จนไม่มีค่าพอที่จะใช้ ฉายานั่น

 

ผมไม่อาจกล่าวแย้งอะไรได้เลย

 

ในเมื่อผมเอื้อมถึงจุดสูงสุดของขีดจำกัดพรสวรรค์ของตนแล้ว มันก็ถึงเวลาสำหรับนักเวทย์หนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่จะเปล่งประกาย…

 

และได้รับฉายาของผมไป….

 

แม้เขาจะมีพรสวรรค์คู่ควรกับมัน แต่ในเมื่อเขาไม่มีประสบการณ์การต่อสู้เลย มันก็ไม่มีทางที่ผมจะแพ้เจ้าเด็กพรรค์นั้น…

 

ผมเข้าใจเรื่องนั้นดี ถึงแม้พวกเขาจะไม่เข้าใจก็ตาม

 

แต่ผมไม่ยอมแพ้หรอก ผมจะต้องก้าวไปในเส้นทางแห่งนักเวทย์ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

 

ผมพยายามดิ้นรน ต่อสู้ เพื่อจบความเจ็บปวดจากการฝึกให้เร็วขึ้น แม้แต่หนึ่งวินาทีก็ยังดี

 

และในปากเหวแห่งความตาย ในที่สุดผมก็ได้สร้างเวทย์ใหม่ขึ้นมา

 

ผมใช้เวลาอยู่หลายปีรอแล้วรอเล่า เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยเวทย์ที่ตราตรึงไว้ในร่างกายนี้

 

ไทม์ลีป (Time Leap - ย้อนเวลา)

 

วิญญาณของผมออกจากร่าง ท่องผ่านห้วงเวลาแล้วกลับมายังอดีต

 

แต่มันเป็นเวทย์ที่ยังไม่สมบูรณ์ มีเพียงความรู้เท่านั้นที่ส่งผ่านกลับไปได้ และผมต้องฝึกฝนเวทย์ใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง

 

แต่โชคดีที่ผมชอบการฝึกเวทย์

 

แต่ก็ไม่เสมอไป ใช่แล้ว ผมไม่รู้ว่าเวทย์นี้จะพาผมย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาไหน แต่ครั้งนี้ ผมจะใช้ข้อได้เปรียบจากความรู้และสเกาท์สโคปอย่างเต็มที่แน่นอน

 

สติของผมหายไปอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างกลายเป็นสีขาว

 

แล้ว….

 

“เซฟ ลูกไปโรงเรียนสายแล้วนะ! ลุกขึ้นมา!”

 

เตียงสีขาว เสียงของแม่ และกลิ่นของซุปมิโซะ

 

ร่างของผมกลับกลายเป็นเด็ก

 

ผมกลับมาในช่วงเวลาที่ดีมาก

 

ดูเหมือนโชคจะเข้าข้างผม

 

แต่มันก็ลำบากเวลาขยับร่างกาย

 

พูดตามตรง ผมไม่คิดว่ามันจะไปได้สวยขนาดนี้

 

มันเป็นเรื่องดีที่สามารถพูดได้ว่า เป็นการประสบความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม

 

ผมชี้นิ้วชี้ไปยังหน้าต่าง แล้วปล่อยพลังเวทย์ออกมาเพื่อใช้เวทย์เริ่มต้นของสายสีแดง เรดบอล(Red Ball - บอลแดง)

 

แต่มันไม่ทำงาน

 

“บ้าน่า…”

 

ผมพยายามเพ่งสมาธิไปที่ร่างตัวเอง แล้วก็พบว่าพลังเวทย์ที่ควรจะแล่นผ่านเส้นมนตรานั้น ไม่ตอบสนองดีเท่าที่ควร

 

ผมต้องซ่อมเจ้านี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้, ลืมเรื่องขีดจำกัดพรรสวรรค์ไปก่อน นักเวทย์ที่ใช้เวทย์ไม่ได้ ไม่ถือเป็นนักเวทย์

 

...แต่ตอนนี้ ผมรู้สึกหิวแล้ว

 

“อ๊ะ ผมกำลังไปครับ แม่!”

 

เมื่อผมวิ่งลงบันไดมา เห็นใบหน้าของแม่เป็นครั้งแรก ผมก็ร้องไห้ออกมาทันที

 

แม่เห็นคราบน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าก็หัวเราะอย่างอ่อนโยน

 

รอยยิ้มที่ชวนให้คิดถึง ผมไม่อาจหยุดไม่ให้น้ำตาไหลออกมาได้

 

“เป็นอะไรไปเซฟ? ลูกฝันร้ายหรอ?”

 

“เปล่าครับ...ผมแค่...รู้สึกดีใจ…”

 

“เด็กพิลึก”

 

ผมผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่จนเป็นตาแก่ นั้นเข้าใจถึงความเจ็บปวดเรื่องความสำคัญของเวลา

 

ผมไม่อาจเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว, ผมจะต้องฝึกเวทย์ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพให้ได้ในครั้งนี้

 

ผมปาดน้ำตาออก แล้วในตอนที่ผมชิมอาหารฝีมือแม่เป็นครั้งแรก ผมก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

 

==========

 

อุทิศให้คุณพ่อยุทธนา ศิริพัฒนานันทกูร

 

==========

 

ติดตามผลงานได้ที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/

จบบทที่ ตอนที่ 1 -- ปฐมบท

คัดลอกลิงก์แล้ว