- หน้าแรก
- ราชาเทวะจักรกลแห่งวันสิ้นโลก
- 12 - เหลิ่งหนิงเข้าร่วม
12 - เหลิ่งหนิงเข้าร่วม
12 - เหลิ่งหนิงเข้าร่วม
12 - เหลิ่งหนิงเข้าร่วม
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เซี่ยงเฉียนสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ แต่ทันทีที่กดรับสาย ความง่วงงุนทั้งหมดก็มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
เหลิ่งหนิงหมดสติ... คุณย่าหวังโทรหาเซี่ยงเฉียนด้วยน้ำเสียงร้อนรน หวังพึ่งพาให้เขาช่วยสำรองค่าผ่าตัดให้ก่อน ทางโรงพยาบาลวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและต้องผ่าตัดด่วน แต่คุณย่าไม่มีเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น ท่านจึงนึกถึงเซี่ยงเฉียนและโทรมาขอความช่วยเหลือ
พอฟังจบ เซี่ยงเฉียนแทบอยากจะปาทิ้งโทรศัพท์ทิ้ง หัวใจล้มเหลวบ้าบออะไรกัน! เหลิ่งหนิงมีโรคหัวใจอยู่แล้วก็จริง แต่สาเหตุที่เธอหมดสติเป็นเพราะ 'สารลึกลับ' เริ่มกระตุ้นการวิวัฒนาการในร่างกายต่างหาก ทว่าด้วยความที่เธอมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบวกกับภาวะขาดสารอาหาร ร่างกายจึงรับภาระจากการวิวัฒนาการไม่ไหวจนน็อคไปแบบกะทันหัน
เซี่ยงเฉียนไม่กล้าชักช้า เขารีบล้างหน้าแปรงฟันแบบลวกๆ ตะโกนบอกคนในบ้าน แล้วคว้าขวด 'น้ำยาโภชนาการขั้นสูง' วิ่งไปสตาร์ทรถมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลกู่โหลวทันที
เนื่องจากฝนดาวตกยังคงโปรยปราย ถนนจึงโล่งแทบไม่มีรถสวน เซี่ยงเฉียนเหยียบคันเร่งมิดไมล์ เข็มความเร็วแตะร้อยหกสิบ เขายังรู้สึกว่ามันช้าเกินไป ใจจริงอยากจะจอดรถแล้วใช้เทคโนโลยีมืดโมดิฟายรถเดี๋ยวนี้เลย แต่ติดที่ไม่มีวัตถุดิบอยู่ในมือ สุดท้ายจึงต้องจำใจขับต่อไป แต่เขาก็หมายมั่นปั้นมือว่ากลับไปเมื่อไหร่ต้องเอารถมาดัดแปลงสักสองสามคันเป็นอันดับแรก ขืนต้องขับด้วยความเร็วแค่นี้คงได้หงุดหงิดตายชัก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขามาถึงโรงพยาบาลกู่โหลว สภาพที่นี่วุ่นวายโกลาหลจนหาที่จอดรถไม่ได้ เขาตัดสินใจทิ้งรถไว้ข้างถนนดื้อๆ ยังไงซะวันนี้ตำรวจจราจรก็คงไม่ว่างมาลากรถอยู่แล้ว
เมื่อขึ้นมาถึงแผนกศัลยกรรมหัวใจและหลอดเลือด และเจอห้องพักฟื้นของเหลิ่งหนิง เซี่ยงเฉียนก็ผลักประตูเข้าไปทันที
ในห้องมีคนอยู่สามคน เหลิ่งหนิงนอนหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงคนไข้ คุณย่าหวังนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ และแพทย์วัยกลางคนที่กำลังเช็คค่าจากเครื่องมือแพทย์
“คุณย่าหวัง ผมมาแล้วครับ” เซี่ยงเฉียนเอ่ยทักทายเบาๆ หญิงชราพยักหน้ารับ ไม่พูดอะไร ได้แต่รอฟังคำวินิจฉัยของหมออย่างใจจดใจจ่อ
เซี่ยงเฉียนเห็นบรรยากาศแบบนั้นก็ยังไม่ผลีผลามพูดอะไร เขายืนเงียบๆ รอฟังว่าหมอจะสรุปว่าอย่างไร
“ไม่ผิดแน่ครับ กราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจในสองชั่วโมงที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเป็นภาวะหัวใจล้มเหลว และเป็นขั้นรุนแรงมากด้วย การผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงมากที่จะไม่สำเร็จ โดยเฉพาะเมื่อคนไข้มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอยู่แล้ว... คำแนะนำของผมคือ รักษาแบบประคับประคองครับ”
“แต่ถ้าทางญาติยืนยันจะให้ผ่าตัด ทางโรงพยาบาลก็จะเคารพการตัดสินใจ ลองปรึกษากันดูให้ดีก่อนนะครับ ผมขอตัวไปทำงานต่อ ถ้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่ค่อยไปตามผมได้ตลอดเวลา” แพทย์วัยกลางคนพูดจบก็หันมาบอกคุณย่าหวังและเซี่ยงเฉียน เห็นได้ชัดว่าเขาเหมาเอาว่าเซี่ยงเฉียนเป็นญาติคนไข้ด้วย
“คุณเซี่ยง ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์มา ทำให้คุณลำบากอีกแล้ว แต่ดูเหมือนอาการของเสี่ยวหนิงจะ... เฮ้อ ขอโทษจริงๆ ที่ทำให้คุณต้องมาเสียเที่ยว” คุณย่าหวังมองเซี่ยงเฉียนด้วยความซาบซึ้งใจ แต่พอหันไปมองเหลิ่งหนิง ท่านก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความหมายชัดเจนว่าคงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแล้ว
“คุณย่าครับ ถ้าเชื่อใจผม ขอผมลองตรวจชีพจรเธอหน่อยได้ไหม บางทีผมอาจจะมีวิธี” เซี่ยงเฉียนพูดพร้อมรอยยิ้ม
“...ถ้างั้นก็รบกวนคุณเซี่ยงด้วยนะ” คุณย่าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า ในสายตาของท่าน เซี่ยงเฉียนอาจจะแค่พยายามแสดงน้ำใจ แต่การให้จับชีพจรก็คงไม่เสียหายอะไร
เซี่ยงเฉียนอ่านท่าทีของคุณย่าออกทั้งหมด รู้ว่าท่านไม่เชื่อเขา แต่เขาก็ไม่ถือสา เรื่องแบบนี้เกิดกับใครก็คงยากจะเชื่อ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นเรื่องใหญ่ จะให้เชื่อว่ารักษาได้ง่ายๆ ก็คงแปลก
เซี่ยงเฉียนไม่สนใจท่าทีของคุณย่า เขาเดินตรงไปที่ข้างเตียง มองใบหน้าซีดเซียวของเหลิ่งหนิง แม้แต่ริมฝีปากก็ยังขาวซีด หัวใจของเขารู้สึกบีบรัด้วยความสงสาร ในโลกอนาคต เซี่ยงเฉียนเคยเจอเหลิ่งหนิงหลายครั้ง แต่จักรพรรดินีแมลงในตอนนั้นมีออร่าที่ทรงพลัง แววตาเย็นยะเยือก ให้ความรู้สึกสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง ทว่าเหลิ่งหนิงในตอนนี้กลับดูอ่อนแอ น่าทะนุถนอม ซึ่งก็เป็นความงามอีกรูปแบบหนึ่ง
เซี่ยงเฉียนปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้ววางมือลงบนข้อมือของเหลิ่งหนิง
เย็น... เย็นเฉียบ นี่คือความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ อุณหภูมิร่างกายของเหลิ่งหนิงต่ำมาก ราวกับเอามือไปแช่น้ำแข็งมาครึ่งค่อนวัน ไม่มีไออุ่นเลยสักนิด
เขาจำได้ว่าเคยได้ยินข่าวลือบางอย่าง ดูเหมือนว่าเหลิ่งหนิงไม่เพียงแต่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดก่อนวันสิ้นโลกเท่านั้น แต่ยังมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ อีกด้วย เมื่อก่อนเขาไม่เคยสนใจความลับพวกนี้ แต่ตอนนี้เขาเชื่อสนิทใจ ไม่อย่างนั้นคนปกติ ต่อให้เป็นเวลานี้ ร่างกายก็ไม่น่าจะเย็นขนาดนี้
นาโนแมลงจักรกลเคลื่อนผ่านปลายนิ้วของเซี่ยงเฉียนเข้าสู่ร่างกายของเหลิ่งหนิง เขาไม่ได้เตรียมที่จะฉีดน้ำยาโภชนาการขั้นสูงให้เธอทันที เพราะเขาไม่รู้ว่าร่างกายที่อ่อนแอขนาดนี้จะรับไหวไหมหากได้รับสารอาหารปริมาณมหาศาลเข้าไปรวดเดียว
ดังนั้น เซี่ยงเฉียนจึงวางแผนใช้นาโนแมลงจักรกลซ่อมแซมหัวใจของเธอให้กลับมาทำงานปกติก่อน จากนั้นค่อยปลุกเธอให้ตื่นมาคุยกัน
“คุณเซี่ยง... อาการของเสี่ยวหนิง...” ขณะที่เซี่ยงเฉียนกำลังสื่อสารกับนาโนแมลงเพื่อรักษาหัวใจ คุณย่าหวังก็ทักขึ้น
“อ๊ะ... ไม่เป็นไรครับ แค่ป่วยเล็กน้อย เดี๋ยวเธอก็ตื่นแล้ว” เซี่ยงเฉียนสะดุ้งเล็กน้อยแล้วตอบแก้เก้อ พอคุณย่าทักเขาถึงได้สติ เขาบอกว่าจะตรวจชีพจร แต่ดันจับข้อมือเธอค้างไว้นานกว่าสิบนาทีแล้ว
นี่มันไม่ใช่การตรวจชีพจรแล้ว มันเหมือนพวกฉวยโอกาสมากกว่า ถ้าหมอแมะคนไหนจับชีพจรนานขนาดนี้ แสดงว่าฝีมือคงไม่ได้เรื่อง คุณย่าหวังเลยยิ่งไม่เชื่อน้ำยาเซี่ยงเฉียน คิดว่าเขาแค่พูดปลอบใจไปงั้น
สิบกว่านาทีต่อมา คุณย่าหวังเลิกสนใจเซี่ยงเฉียน ท่านหันไปกุมมือเหลิ่งหนิงและเริ่มพร่ำเพ้อเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของหลานสาว ตั้งแต่ตอนได้ทุนเรียนดีครั้งแรก ป่วยครั้งแรก ทะเลาะแย่งของกับเพื่อนครั้งแรก และวีรกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
เซี่ยงเฉียนกลับหูผึ่งด้วยความตื่นเต้น นี่มันเรื่องซุบซิบนินทาของจักรพรรดินีแมลงเชียวนะ! ระดับความลับของข้อมูลนี้ไม่ด้อยไปกว่าความสำเร็จทางเทคโนโลยีสูงสุดของมนุษยชาติเลย หลังจากคุณย่าหวังเสียชีวิตในโลกอนาคต ก็ไม่มีใครรู้ปูมหลังของเหลิ่งหนิงอีกเลย ดังนั้นเซี่ยงเฉียนจึงตั้งใจเก็บข้อมูลทุกเม็ด
ผ่านไปอีกพักใหญ่ เซี่ยงเฉียนฟังเรื่องราววีรกรรมจนเกือบครบ นาโนแมลงจักรกลก็ซ่อมแซมหัวใจของเหลิ่งหนิงเสร็จสิ้นพอดี อันที่จริงพอเหลิ่งหนิงวิวัฒนาการสมบูรณ์ ปัญหาทางร่างกายทั้งหมดก็จะหายไปเอง เซี่ยงเฉียนเลยขี้เกียจเสียเวลาซ่อมแซมให้หายขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาแค่พอใช้ได้ไปก่อน
“คุณย่าครับ ถอยออกมาหน่อย ผมจะปลุกเหลิ่งหนิงแล้ว คุณย่ามีอะไรอยากจะคุยกับเธอก็เตรียมตัวไว้นะครับ” เซี่ยงเฉียนบอกคุณย่าหวัง
“...ถ้างั้นก็รบกวนคุณเซี่ยงด้วยนะ” คุณย่าทำหน้าอึ้งๆ อีกครั้ง แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของเซี่ยงเฉียน ก็ยอมหลีกทางให้
เซี่ยงเฉียนแกล้งทำเป็นกดจุดที่มือของเหลิ่งหนิงสองสามที แต่ความจริงแล้วเขาควบคุมนาโนแมลงจักรกลให้ไปกระตุ้นเส้นประสาทสมอง เพื่อปลุกเธอให้ตื่นขึ้นชั่วคราว
“อืม...”
เหลิ่งหนิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงส่งเสียงครางเบาๆ เธอลืมตาขึ้น มองซ้ายมองขวา พอเห็นคุณย่าหวัง ก็ฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา จะเรียกว่ายิ้มก็ไม่ถูก เรียกว่าแค่ยกมุมปากน่าจะเหมาะกว่า
“เสี่ยวหนิง! ตื่นแล้วเหรอ รู้สึกเจ็บตรงไหนไหมลูก” คุณย่าหวังคว้ามือหลานสาวมากุมไว้ด้วยความตื่นเต้น ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“คุณย่า... ขอโทษนะคะ เสี่ยวหนิงทำให้ย่าต้องเป็นห่วงอีกแล้ว” เหลิ่งหนิงพูดเสียงแผ่ว แต่แววตากลับดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เซี่ยงเฉียนเห็นภาพนั้นก็ไม่ได้รีบร้อนพูดแทรก เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเว้นระยะให้สองย่าหลาน พร้อมกับแอบสั่งการให้นาโนแมลงเข้าไปตรวจเช็คสุขภาพของคุณย่าหวังด้วย ข้อมูลพวกนี้จะเป็นไพ่ตายในการเจรจากับเหลิ่งหนิง ซึ่งสำคัญมาก เขาจะประมาทไม่ได้
ผ่านไปสิบนาที ทั้งสองคนถึงเพิ่งนึกได้ว่ามีเซี่ยงเฉียนยืนหัวโด่อยู่ด้วย คุณย่าหวังแนะนำเซี่ยงเฉียนให้เหลิ่งหนิงรู้จักด้วยท่าทีเกรงใจ แถมย้ำเป็นพิเศษว่าก่อนหน้านี้เซี่ยงเฉียนบริจาคเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และวันนี้เขาก็เป็นคนช่วยปลุกเธอให้ตื่น
เซี่ยงเฉียนฟังคำแนะนำตัวแล้วก็รู้สึกว่าเงินหนึ่งแสนที่จ่ายไปไม่เสียเปล่า แต่เขาก็เก็บอาการดีใจไว้ แล้วรีบแนะนำตัวกับเหลิ่งหนิง “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเหลิ่ง ผมชื่อเซี่ยงเฉียน เป็น... เป็นนักออกแบบ แล้วก็รับจ๊อบเป็นหมอด้วย”
เซี่ยงเฉียนชะงักไปนิดนึงตอนแนะนำตัว จะให้บอกว่าเป็น 'ผู้ควบคุมเทคโนโลยีมืด' กับ 'ผู้สร้างอุปกรณ์' ก็คงโดนหาว่าบ้าแน่ๆ เลยต้องโกหกสีข้างถลอกไปก่อน
“ขอบคุณมากนะคะคุณเซี่ยง เมื่อกี้คุณย่าเล่าว่าช่วงก่อนหน้านี้คุณตามหาฉันอยู่ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ ถ้าทำได้ฉันยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ” แม้เหลิ่งหนิงจะยังดูอ่อนเพลีย แต่ดวงตาของเธอเป็นประกายมุ่งมั่น สายตาที่มองเซี่ยงเฉียนมีความกังวลปนระแวงนิดๆ
เธอไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ และไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ แต่เธอรู้ตัวดีว่าร่างกายนี้คงยื้อต่อไปได้อีกไม่นาน เธอจึงหวังว่าตัวเองจะยังพอมีประโยชน์ เพื่อแลกกับการฝากฝังให้เซี่ยงเฉียนช่วยดูแลเด็กๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังจากเธอจากไป
“ผมอยากเชิญคุณเหลิ่งมาร่วมทีมวิจัยที่ห้องแล็บของผมครับ” เซี่ยงเฉียนกดความตื่นเต้นไว้ในใจ แล้วเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฮ่าฮ่า... คุณเซี่ยงล้อเล่นหรือเปล่าคะ สภาพฉันตอนนี้อย่าว่าแต่ทำงานเลย แค่ขยับตัวยังแทบไม่มีแรง ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่ได้อีกกี่วัน คงช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกค่ะ” เหลิ่งหนิงหัวเราะขืนๆ แววตาเต็มไปด้วยความขมขื่น
“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยครับ ขอแค่คุณตกลงทำงานให้ผม ผมรับรองว่าจะทำให้คุณลุกขึ้นเดินเหินได้เดี๋ยวนี้ และกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติร้อยเปอร์เซ็นต์” เซี่ยงเฉียนพูดด้วยความมั่นใจ สำหรับ 'ผู้มีวิวัฒนาการ' โรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องตลก สารลึกลับจะขจัดโรคทั้งหมดทิ้งไปในกระบวนการวิวัฒนาการ และมอบร่างกายที่แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ให้แทน
“ถ้าอย่างนั้น... ขอถามได้ไหมคะว่าคุณเซี่ยงจะให้ฉันทำงานด้านไหน” เหลิ่งหนิงจ้องมองเขาด้วยสายตาสงบนิ่ง ยากจะคาดเดาความคิด
“โครงการพันธุวิศวกรรมครับ อย่างเช่น การรักษาเด็กพิการ การกำจัดโรคร้ายในมนุษย์ หรือการวิจัยยาอายุวัฒนะ อะไรพวกนี้แหละครับ ตราบใดที่คุณชอบ คุณอยากวิจัยอะไรก็ทำได้ตามใจชอบเลย” เซี่ยงเฉียนนึกครู่หนึ่งแล้วตอบ
“แล้วทำไมถึงต้องเป็นฉันคะ”
“เพราะคุณมีศักยภาพครับ คุณคือคนที่จะสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสร้างยุคใหม่ได้”
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้ ทั้งสองสบตากันนิ่งเงียบ
“เถ้าแก่คะ... แล้วค่าจ้างของฉันคิดยังไงเหรอ” จู่ๆ เหลิ่งหนิงก็ฉีกยิ้มสดใสเหมือนเด็กสาว แล้วถามด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
“น้ำยาแกนพลังชีวภาพเดือนละสิบขวด ถ้าไม่พอเบิกเพิ่มได้...” เซี่ยงเฉียนเผลอหลุดปากพูดถึงสกุลเงินที่ใช้กันในหมู่ผู้มีวิวัฒนาการในโลกอนาคต แล้วก็ชะงักกึก รู้สึกว่าพูดผิดไป
ปฏิกิริยานี้เป็นเพราะเขาตั้งตัวไม่ติดที่เห็นเหลิ่งหนิงเปลี่ยนโหมด ภาพจำของจักรพรรดินีแมลงผู้เย็นชาฝังแน่นอยู่ในหัว พอมาเจอเวอร์ชันสาวน้อยขี้เล่นแบบนี้ เซี่ยงเฉียนเลยไปไม่เป็น
“ตกลงค่ะ! เถ้าแก่รักษาฉันได้เลยใช่ไหมคะ” ถึงเหลิ่งหนิงจะไม่รู้ว่าไอ้ 'น้ำยาแกนพลังชีวภาพ' คืออะไร แต่ฟังชื่อแล้วดูแพงแน่นอน เธอไม่ใช่จักรพรรดินีผู้เย็นชาในความทรงจำของเซี่ยงเฉียน เดิมทีเธอก็ทึ่งอยู่แล้วที่เขาบอกว่ารักษาเธอได้ ที่ถามซักไซ้ก็เพราะแค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
เซี่ยงเฉียนพยักหน้า หยิบเข็มฉีดยาบรรจุน้ำยาโภชนาการขั้นสูงออกมาจากกระเป๋า แล้วฉีดเข้าที่แขนของเธอ
เพียงหนึ่งนาทีต่อมา เหลิ่งหนิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น เธอสัมผัสได้ว่าร่างกายเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความเจ็บปวดที่กัดกินเธอมาเกือบยี่สิบปีหายวับไปราวกับปาฏิหาริย์ จนเธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เซี่ยงเฉียนยืนมองเหลิ่งหนิงกอดคุณย่าร้องไห้ด้วยความปลื้มใจ เขาก็มีความสุขไม่แพ้กัน ในที่สุดนักพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติก็กลายมาเป็นลูกน้องของเขาแล้ว! ถ้าไม่ติดว่าต้องเก๊กขรึมรักษาภาพพจน์ เขาคงแหงนหน้าตะโกนลั่นฟ้าด้วยความสะใจไปแล้ว
………………..