เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

1 - ความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า

1 - ความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า

1 - ความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า


1 - ความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า

วันหยุดยาวช่วง "วันชาติ" สิ้นสุดลง พร้อมกับการแสดงครั้งใหญ่บนฟากฟ้าที่กำลังจะเปิดฉาก "พระจันทร์สีเลือด" อันลึกลับจะปรากฏขึ้นในค่ำคืนนี้ มันเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงเพียงครั้งเดียวของปีนี้ที่สามารถมองเห็นได้ในประเทศของเรา

แม้จะเป็นจันทรุปราคาเต็มดวง แต่ดวงจันทร์ก็ไม่ได้มืดดับไปเสียทีเดียว ทว่ากลับเปลี่ยน "ชุด" ไปเรื่อยๆ สีของมันสลับสับเปลี่ยนไประหว่างเฉดแดง ทั้งสีทองแดง สีส้มแดง และสีกาแฟ คืนนี้ปรากฏการณ์จะเริ่มขึ้นในเวลา 17:14 น. และสิ้นสุดช่วงเงามัวในเวลา 21:33 น. ส่วนช่วงเวลาที่น่าตื่นตาที่สุดอย่างจันทรุปราคาเต็มดวงจะกินเวลาประมาณสองชั่วโมง

นอกจากนี้ ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ก็จะมาเยือนในช่วงปลายเดือนด้วย แม้ปริมาณการตกของฝนดาวตกกลุ่มนี้จะไม่ได้หวือหวานัก แต่ดาวแม่ของมันคือดาวหางฮัลเลย์ที่มีชื่อเสียงก้องโลก การกลับมาครั้งล่าสุดของมันคือปี 1986 ตามการคาดการณ์ ช่วงพีคของฝนดาวตกโอไรออนิดส์ในปีนี้คือระหว่างวันที่ 21 ถึง 22 ตุลาคม ซึ่งตรงกับช่วงดวงจันทร์เสี้ยวพอดี หากฟ้าฝนเป็นใจ นี่จะเป็นโอกาสทองสำหรับคนรักดาราศาสตร์ที่จะได้นอนดูดาวตลอดทั้งคืน

เซี่ยงเฉียนนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกที่ระเบียง ฟังข่าวจากทีวีในห้อง เท้ายันผนังไว้ สายตาเหม่อมอง "พระจันทร์สีเลือด" บนฟ้า พลางอัดควันบุหรี่เข้าปอด... ไม่สิ เขาแค่กำลังเสพความโดดเดี่ยวต่างหาก

เขาเกิดใหม่ ย้อนเวลากลับมายังวันแรกที่หายนะครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้น เซี่ยงเฉียนพ่นควันเป็นวง แหงนมองฟ้าด้วยสายตาพร่าเลือน ความทรงจำในหัวผุดขึ้นมาฉากแล้วฉากเล่า

“ฝาไห่เจ้าไม่เข้าใจความรัก เจดีย์เหลยเฟิงก็จะพังลงมา…” เสียงเรียกเข้ามือถือดังสนั่น ดึงสติเซี่ยงเฉียนกลับสู่ความเป็นจริง

เขาหันไปมองมือถือที่แผดเสียงเพลงฮิต(เพลงประกอบภาพยนตร์นางพญางูขาว)อยู่บนโต๊ะข้างตัว หน้าจอโชว์ชื่อคนโทรเข้า

'จ้าวหมิง' ชื่อที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า เซี่ยงเฉียนพยายามค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ในห้วงสมองที่ผ่านกาลเวลามากว่าสี่ร้อยปี

“ฮัลโหล…” เซี่ยงเฉียนกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไปเบาๆ

“เชี่ยเอ๊ย... ทำไมเพิ่งรับสายวะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว โลกกำลังจะแตกแล้วเว้ย ฉันจะบอกให้นะ ตอนนี้โลกเริ่มหลุดออกจากวงโคจรแล้ว นายรู้ไหมว่ามันหมายความว่าไง มันหมายความว่าโลกจะ... เฮ้ย นี่ฟังอยู่ป่ะเนี่ย พูดอะไรหน่อยดิวะ” ทันทีที่จ้าวหมิงได้ยินเสียงตอบรับ เขาก็รัวคำพูดใส่เป็นชุดเหมือนปืนกล ระบายทุกอย่างที่อัดอั้นอยู่ออกมา

แต่จ้าวหมิงพล่ามอยู่นาน เซี่ยงเฉียนกลับเงียบกริบ เขาเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ จึงหยุดพูดและถามขึ้น

เซี่ยงเฉียนอมยิ้ม เขาไม่ได้ฟังที่จ้าวหมิงพูดสักนิด เพราะเขารู้ดีกว่าใครว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้เขากำลังนึกถึงเรื่องของจ้าวหมิง ในความทรงจำ จ้าวหมิงตายตอนอายุร้อยยี่สิบปีในยุควันสิ้นโลก ระหว่างออกสำรวจซากอุกกาบาต

เซี่ยงเฉียนไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินเสียงของจ้าวหมิงอีกครั้ง ความรู้สึกนี้มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ

“เออ พูดต่อสิ ฟังอยู่” เซี่ยงเฉียนยังคงดื่มด่ำกับความรู้สึกดีๆ นี้ จนไม่ได้สังเกตเลยว่าน้ำเสียงของตัวเองสงบนิ่งจนน่าขนลุก

“...นายเป็นไรเปล่าเนี่ย สมองกระทบกระเทือนเหรอวะ บอกแล้วไงว่าอย่าเสียดายต้นไม้ต้นเดียวจนทิ้งทั้งป่า ถ้าไม่ไหว เดี๋ยวฉันเลี้ยงนวดแผนโบราณเอง ยังไงโลกก็จะแตกอยู่แล้ว ถ้าขืนนายยังซิงอยู่จนตาย ชาตินี้เสียชาติเกิดแย่” จ้าวหมิงรู้สึกว่าเซี่ยงเฉียนแปลกไป แต่บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน

“อย่าเพ้อเจ้อ ฉันไม่ได้เป็นไร แค่กำลังคิดว่าจะเตรียมตัวรับมือวันสิ้นโลกยังไงดี ต้องเตรียมอะไรบ้างถึงจะรอดไปได้แบบสบายๆ หน่อย” พอได้ยินจ้าวหมิงชวนไปนวด เซี่ยงเฉียนก็นึกขำ

ไอ้หมอนี่พูดแบบนี้ประจำ แต่ไม่เคยกล้าไปจริงๆ ที่ต้องลากเขาไปด้วยก็เพราะไม่กล้าไปคนเดียวนั่นแหละ

“นี่นายต้องใจเย็นเบอร์นี้เลยเหรอวะ ฉันรู้นะว่านายไม่เชื่อ แต่ที่พูดมาเรื่องจริงทั้งนั้น…” จ้าวหมิงเริ่มของขึ้น คิดว่าเพื่อนไม่เชื่อ เสียงเลยดังขึ้นเรื่อยๆ

“พอๆ ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้น ฉันเชื่อนาย ฉันกำลังคำนวณผลกระทบที่โลกหลุดวงโคจรจริงๆ แล้วก็กำลังคิดวิธีรับมืออยู่” เซี่ยงเฉียนพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“...เออ ถึงนายจะเชื่อก็เถอะ แต่ความรู้วิศวะเครื่องกลอย่างนายจะไปคำนวณอะไรได้วะ นายไม่ใช่นักดาราศาสตร์สักหน่อย...” จ้าวหมิงบ่นอุบอิบ หมั่นไส้ความไม่ทุกข์ไม่ร้อนของเพื่อน แต่ประโยคต่อมาของเซี่ยงเฉียนก็ทำเอาเขาอ้าปากค้าง

“ผลกระทบแรกเมื่อโลกหลุดวงโคจรคือสภาพอากาศ ตามกฎข้อที่สองของเคปเลอร์ ความเร็วในการโคจรของโลกสัมพันธ์กับระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ความเร็วเชิงมุมและเชิงเส้นไม่ใช่ค่าคงที่ แต่จะเปลี่ยนไปตามระยะห่าง

ตอนโลกเคลื่อนผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ ความเร็วจะเพิ่มขึ้น ความเร็วเชิงมุมอยู่ที่…

เพราะงั้นการเปลี่ยนความเร็วทำให้ฤดูกาลยาวไม่เท่ากัน แต่พอวงโคจรกลายเป็นวงรีที่ยาวขึ้น ระยะห่างมากขึ้น ความเร็วลดลง ฤดูหนาวจะยาวนานกว่าฤดูร้อนสองเท่า หนึ่งปีจะไม่ใช่ 365 วันอีกต่อไป อุณหภูมิเฉลี่ยจะลดฮวบ 20-40 องศา

ผลกระทบอย่างที่สอง วงโคจรโลกจะไปตัดกับวงโคจรดาวหางฮัลเลย์ ถึงตอนนั้นจะมีอุกกาบาตเป็นร้อยเป็นพันลูกพุ่งชนโลกทุกสองชั่วโมง เป็นไง ที่พูดมาถูกไหม” เซี่ยงเฉียนพูดจบก็ยิ้ม

นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของยุควันสิ้นโลก ของจริงหลังจากนี้สยองกว่าเยอะ แต่พูดแค่นี้ไปก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

“เชี่ย... นายโดนผีสิงรึเปล่าเนี่ย เพื่อนฉันไม่เคยมีความรู้ถึงขนาดนี้” จ้าวหมิงงงเป็นไก่ตาแตก สิ่งที่เซี่ยงเฉียนพูดมันลึกเกินไป

“ไร้สาระ ในเน็ตมีให้อ่านถมเถไป ตอนนี้กระทู้พวกนี้เกลื่อนบอร์ด แค่จำเขามาพูด นายก็เป็นกูรูได้เหมือนกันแหละ”

“เวรเอ๊ย เดี๋ยวฉันไปส่องบ้าง แค่นี้นะ พรุ่งนี้เจอกัน”

เซี่ยงเฉียนโยนมือถือลงบนโต๊ะ เริ่มวางแผนขั้นต่อไป ยุควันสิ้นโลกที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่นิยายซอมบี้ดาษดื่นที่ไล่ฆ่ามอนสเตอร์เก็บเลเวล แต่มันคือเกมมรณะที่ตัวตนลึกลับบางอย่างบงการให้อารยธรรมทั่วจักรวาลมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเอง

ก่อนเซี่ยงเฉียนจะย้อนเวลามา โลกเกือบจะหลุดพ้นระบบสุริยะไปแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นเกมนี้เริ่มจริงๆ หรือยัง หรือเป็นแค่ช่วงเดโม

แต่ที่แน่ๆ ถ้าอยากเล่นเกมนี้ให้รุ่ง ช่วงต้นเกมต้องตุนความได้เปรียบไว้ให้มากที่สุด เขาต้องใช้ความทรงจำที่มีวางแผนให้รอบคอบ ไม่ได้กะจะโชว์เทพตั้งแต่เริ่ม แต่อย่างน้อยต้องชิงความได้เปรียบมาให้ได้

อาหารต้องตุน แต่แค่พอสำหรับหน้าหนาวก็พอ ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ไปเหมาซูเปอร์มาร์เก็ตได้เลย

ของที่ต้องใช้มีเยอะ แต่ไม่ใช่จะเตรียมได้ปุบปับ สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือรับมือความวุ่นวายระลอกแรก อีกครึ่งเดือนฝนดาวตกชุดแรกจะถล่มโลก ถึงตอนนั้นบ้านเมืองจะโกลาหล ชีวิตคนจะมีค่าน้อยกว่าผักปลา

อาวุธป้องกันตัวจึงจำเป็น แต่จะไปหาจากไหนล่ะ ถึงในหัวจะมีพิมพ์เขียวอาวุธล้ำยุคเป็นตับ แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่มีเครื่องมือผลิตเลย... เดี๋ยวนะ เหมือนจะมีอยู่อย่างนึงที่พอเป็นไปได้

พอนึกขึ้นได้ เซี่ยงเฉียนก็ลุกพรวดด้วยความตื่นเต้น เดินงุ่นง่านไปมาบนระเบียง พยายามนึกพิกัดและเวลาที่อุปกรณ์จักรกลในตำนานของอารยธรรม 'มู่หลีหยา' ยุคสุริยะที่สามจะปรากฏขึ้น

จำได้ว่าตอนนั้นเคยได้ยินใครสักคนบอกว่า ของชิ้นนั้นโผล่มาที่หนานจิง และเวลาน่าจะเป็นคืนนี้แหละ ผู้โชคดีคนนั้นนึกว่าได้ของดี แต่ไม่ถึงสามวันก็โดนทางการยึดไป

ถ้าได้เจ้านั่นมาจริงๆ อย่าว่าแต่อาวุธเลย ยานอวกาศก็สร้างได้

คิดได้ก็ต้องรีบทำ เซี่ยงเฉียนไม่รีรอ รีบบึ่งออกจากห้องทันที

แต่พอลงมาเห็นรถจี๊บมือสองในโรงรถ เขาก็ปวดหัวจี๊ด

แม่เขาเสียตอนม.ปลาย พ่อแต่งงานใหม่ตอนเขาอยู่ปีหนึ่ง เขาเลยไม่กินเส้นกับพ่อมาตลอด พอเรียนจบก็ขายรถ Range Rover ที่พ่อซื้อให้ เอาเงินไปซื้อรถจี๊บมือสองคันนี้แทน

พอนึกย้อนไป เซี่ยงเฉียนก็ได้แต่ส่ายหน้า ยุควันสิ้นโลกผ่านไปหลายร้อยปี ครอบครัวเขาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนเรื่องพวกนี้กลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปแล้ว

“ตอนนั้นวัยรุ่นเลือดร้อนจริงๆ แฮะ พรุ่งนี้กลับไปคุยกับพ่อหน่อยดีกว่า ไม่รู้แกจะดีใจจนทำตัวไม่ถูกรึเปล่า” เซี่ยงเฉียนพึมพำขณะสตาร์ทรถ

เครื่องติด เข้าเกียร์ เหยียบคันเร่ง รถจี๊บพุ่งออกจากลานบ้าน มุ่งหน้าสู่สะพานหนานจิงฉางเจียง

เซี่ยงเฉียนเหลือบดูนาฬิกา สามทุ่มกว่าแล้ว ขับจากเจียงผู่ไปจื่อจินซาน ต่อให้รถไม่ติดก็ต้องมีอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง คิดแล้วก็หงุดหงิดตัวเอง ใครใช้ให้ตอนวัยรุ่นติสต์แตก ไม่ยอมอยู่คอนโดดีๆ ในเมือง ดันย้ายมาอยู่บ้านนอกแถบชานเมืองแบบนี้

ขณะที่เซี่ยงเฉียนซิ่งรถไปจื่อจินซาน ผู้นำทั่วโลกกำลังประชุมเครียด อุปกรณ์ตรวจจับอวกาศทุกตัวถูกเดินเครื่องเต็มกำลัง เพื่อจับตาท้องฟ้ายามค่ำคืนที่กำลังวิปริต

…………………

จบบทที่ 1 - ความทรงจำที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว