- หน้าแรก
- วันพีซ การกลับมาของสหายคนสุดท้ายของโรเจอร์
- ตอนที่ 1 : ออกเรือ! มาพลิกโลกใบนี้กันเถอะ!
ตอนที่ 1 : ออกเรือ! มาพลิกโลกใบนี้กันเถอะ!
ตอนที่ 1 : ออกเรือ! มาพลิกโลกใบนี้กันเถอะ!
ตอนที่ 1 : ออกเรือ! มาพลิกโลกใบนี้กันเถอะ!
55 ปีก่อน ตามปฏิทินไคเอ็น, อีสต์บลู, โล้กทาวน์
ลานกว้างใจกลางเมือง มุมหนึ่งของถนน
“ลู่เอิน นายยังจำความฝันที่เราคุยกันตอนเด็กๆ ได้ไหม? วันนี้แหละ เรามาเปิดตัวเป็นโจรสลัดกันเถอะ!”
“หา? วันนี้เนี่ยนะ?”
หัวใจของลู่เอินสั่นไหวเมื่อได้ยินข่าวนั้น และความง่วงนอนส่วนใหญ่ก็จางหายไป
เขาคือผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ที่จมน้ำเสียชีวิตขณะช่วยคนอื่น และเมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาก็มาโผล่ในโลกของราชาโจรสลัด
เขารู้จักกับโรเจอร์ในโล้กทาวน์มาตั้งแต่เด็ก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวในยุคสมัยนี้เลย
55 ปีก่อนงั้นเหรอ? มันห่างจากยุคสมัยที่เขาคุ้นเคยถึง 53 ปีเต็มๆ ตอนนี้เขาอายุ 21 ปี อ่อนกว่าโรเจอร์เพียงปีเดียวเท่านั้น
ถ้าเขารอจนกว่าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้น เขาคงกลายเป็นตาแก่ที่อายุเกือบ 80 ปีไปแล้ว!
ตอนนี้พวกขาอาศัยอยู่ในโล้กทาวน์มาหลายปี คอยลักเล็กขโมยน้อยและก่อเรื่องวุ่นวาย จู่ๆ โรเจอร์ก็บอกว่าจะเปิดตัวงั้นเหรอ?
“ใช่แล้ว! ลู่เอิน ต้องตอนนี้แหละ! ไปพลิกโลกใบนี้ให้กลับตาลปัตรด้วยกันเถอะ!”
โรเจอร์สะพายเป้ใบเล็กที่ข้างในมีเงินเบรี แผนที่อีสต์บลู และอุปกรณ์เดินเรือที่จำเป็นอย่างเข็มทิศและแผนที่เดินเรือ
โรเจอร์เป็นคนใจร้อน อยากจะทำอะไรก็ทำทันที นิสัยรักอิสระที่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวของเขาทำให้ลู่เอินจนปัญญาจริงๆ
แต่ก็นะ ใครใช้ให้เขาข้ามมิติมาเป็นเพื่อนสนิทที่ตัวติดกันมาตั้งแต่เด็กของโรเจอร์ล่ะ?
การออกทะเลไปเป็นโจรสลัดกับโรเจอร์เขารู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เป็นจุดสตาร์ท
ถนนในลานกว้างโล้กทาวน์เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ลู่เอินยืนอยู่ข้างโรเจอร์ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำบางๆ กล้ามเนื้อที่เป็นมัดๆ ของเขาดันเสื้อจนตึง ทำให้เขาดูแข็งแกร่งราวกับรูปปั้นกรีกโบราณ
ตอนนี้เป็นเวลาเช้า และผู้คนมากมายออกมาที่ลานกว้างโล้กทาวน์แล้ว
“วันนี้เกิดอะไรขึ้น? ทำไมทหารเรือถึงมาเคาะประตูตรวจค้นทุกบ้านเลยล่ะ?”
ลู่เอินจับจ้องไปที่ทหารเรือหลายนายที่อยู่ไม่ไกล ซึ่งกำลังถือเอกสารและเคาะประตูเพื่อตรวจสอบ
“ฉันถึงบอกให้นายรีบหนีไง เจ้าหมอนั่นมาเพื่อจับพวกเราสองคน!”
โรเจอร์ดูเหมือนจะได้กลิ่นของวิกฤต แต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มแบบนักผจญภัยที่ห้าวหาญ
การดึงดูดความสนใจของกองทัพเรือหมายความว่าพวกเขาต้องออกจากโล้กทาวน์จริงๆ แล้ว ไม่เช่นนั้นคงเป็นเรื่องยุ่งยากแน่ หากทหารเรือที่ตามสืบเรื่องพวกเขามาหลายปีปรากฏตัวขึ้น
“นายหมายถึง... เจ้าการ์ปคนนั้นน่ะเหรอ...?”
ลู่เอินรู้สึกเย็นวาบไปที่สันหลัง เขาหันไปมองโรเจอร์อย่างว่างเปล่าพร้อมกับหัวเราะแห้งๆ “เลิกล้อเล่นน่า พวกเราแค่... ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ... เรื่องเล็กน้อยเอง...”
มันเป็นเรื่องเล็กน้อยจริงๆ งั้นเหรอ? แม้แต่ลู่เอินยังไม่เชื่อคำพูดตัวเองเลย
วีรกรรมที่พวกเขาทำเพื่อเอาตัวรอดตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น มากพอที่กองทัพเรือจะตัดสินประหารชีวิตพวกเขาได้เลย
ในขณะที่ลู่เอินกำลังกังวลอยู่เงียบๆ ทหารเรือจากโล้กทาวน์หลายนายก็กำลังวิ่งตรงมายังตำแหน่งของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“ช่างเถอะ วิ่งเร็ว! ยาฮ่าฮ่าฮ่า!”
โรเจอร์คว้าเป้ใบเล็กแล้วนำหน้าวิ่งไปทางชายฝั่งตะวันออก ลู่เอินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องวิ่งตามไปติดๆ
โรเจอร์ในตอนนี้ทั้งใจร้อนและอารมณ์ฉุนเฉียว หากใครกล้าใส่ร้ายลู่เอินต่อหน้าเขา โรเจอร์ก็ไม่ลังเลที่จะเข้าไปสั่งสอนบทเรียนให้
แน่นอนว่าลู่เอินก็จะทำแบบเดียวกันเพื่อเขา เพียงแต่... ในแง่หนึ่ง เขาเป็นพวกฮาร์ดคอร์ยิ่งกว่าโรเจอร์เสียอีก
หลายชั่วโมงต่อมา ในยามเช้าที่แสงแดดสาดส่องจ้า
ทั้งสองวิ่งมาถึงชายฝั่งตะวันออกของโล้กทาวน์ โรเจอร์เต็มไปด้วยพลังงานขณะมองหาเรือตามชายฝั่ง
“โอ้!”
ไม่นานนัก เขาก็พบเรือลำเล็กจอดอยู่ที่ชายฝั่ง
มีห้องโดยสารเล็กๆ อยู่ตรงกลางลำเรือ พร้อมเสากระโดงเรือหนึ่งต้นปักอยู่บนหลังคาห้องโดยสาร ดาดฟ้าด้านนอกมีถังเสบียงวางกองอยู่
นอกจากนี้ยังมีราวตากผ้าที่มีเสื้อเชิ้ตลายดอกและกางเกงขาสั้นแขวนอยู่สองสามตัว
ชายผมบลอนด์หวีเสยไปด้านหลังกำลังนอนอยู่บนดาดฟ้านอกห้องโดยสาร มือของเขากำขวดเหล้าเหล็กเอาไว้แน่น
“เรือสวยดีนี่!”
โรเจอร์จับหมวกฟางบนหัว สะพายเป้ใบเล็กใบนั้น แล้วโบกมือทักทายชายบนเรือ
ชายบนเรือผู้ดูมีบุคลิกแปลกแยกและรักอิสระ หยุดดื่มแล้วเงยหน้ามองโรเจอร์ที่อยู่บนท่าเรือ เพียงแค่แวบเดียว เขาก็สัมผัสได้ถึงออร่าความห้าวหาญและอิสระจากตัวอีกฝ่าย
“มันเป็นเรือที่ฉันขโมยมาน่ะ บ้านฉันถูกไฟไหม้ ก็เลยต้องมาอาศัยอยู่บนเรือ”
“งั้นเหรอ! นายชื่ออะไรล่ะ?”
“เรลี่ย์”
“ฉันชื่อโรเจอร์! การพานพบของพวกเราคือพรหมลิขิตนะ เรลี่ย์!”
เรลี่ย์รู้สึกงุนงงเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น เดิมทีเขาตั้งใจจะดื่มเหล้าฆ่าเวลาต่อ แต่เขาก็วางขวดเหล้าลงอีกครั้ง
“พรหมลิขิต?”
“นายอยากจะไปพลิกโลกใบนี้ให้กลับตาลปัตรกับฉันไหม?”
โรเจอร์เอ่ยปากชวนเรลี่ย์ด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน
“หา? พลิกโลก?”
เรลี่ย์ตกใจเล็กน้อยกับคำพูดนั้น แล้วเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา:
“นายเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ย? ไปเล่นที่อื่นไป๊!”
การเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าที่จู่ๆ ก็โผล่มาแล้วพูดอะไรอย่าง “พลิกโลก” เรลี่ย์ย่อมคิดว่าเขาบ้าเป็นธรรมดา
โรเจอร์ไม่ถือสาและพูดกับเรลี่ย์ต่อว่า:
“ถึงเรือของนายจะเล็กไปหน่อย แต่ถ้าจัดการดีๆ มันก็ยังทนพายุธรรมดาได้นะ มันไม่สมบูรณ์แบบสำหรับเป็นเรือเริ่มต้นของพวกเราหรอกเหรอ?!”
“พวกเรา? เริ่มต้น?”
เรลี่ย์อึ้งไปเลย เขาไม่คิดว่าหลังจากที่ปฏิเสธไปแล้ว หมอนี่ยังจะตัดสินใจเองเออเองอีก
“เลิกตัดสินใจแทนฉันสักที! ทำไมฉันต้องไปทำเรื่องพรรค์นั้นกับนายด้วย?”
“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าเราจะไปพลิกโลกกัน! ไปกันเถอะ! เรลี่ย์! ออกเรือ! ยาฮ่าฮ่าฮ่า!”
เรลี่ย์กำลังจะปฏิเสธ แต่สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชายอีกคนกำลังวิ่งตรงมาหาพวกเขาจากชายฝั่งที่ไม่ไกลนัก
ลู่เอินวิ่งตามหลังโรเจอร์มาอย่างกระหืดกระหอบ
“รีบหนีเร็ว! โรเจอร์! เจ้าพวกหน้าเดิมกำลังไล่ตามเรามา”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงปืนหลายนัดก็ดังขึ้น และกระสุนก็พุ่งชนผนังเรือลำเล็กที่เรลี่ย์ขโมยมา
“หา?!”
เรลี่ย์สะดุ้งโหยงทันทีเมื่อเห็นกระสุนจริงเจาะผนังเรือ
“พวกมันมีผู้สมรู้ร่วมคิด! ยิง! ยิง!”
ทหารเรือที่ประจำการในโล้กทาวน์จำนวนมากกำลังวิ่งมาทางทิศของลู่เอินและโรเจอร์
“เฮ้ย! ฉันไม่ใช่พวกเดียวกันนะ!”
เรลี่ย์รีบแก้ตัว ทิ้งขวดเหล้าลงอย่างรวดเร็วเพื่อหลบกระสุน
แต่น่าเสียดายที่เขาถูกระบุว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปแล้ว ไม่ว่าจะอธิบายยังไง คนพวกนั้นก็ยังระดมยิงมาที่เขาอยู่ดี
“ออกเรือเลย เรลี่ย์!”
โรเจอร์และลู่เอินก้มหัวเอามือกุมศีรษะเพื่อหลบกระสุนแล้วกระโดดขึ้นไปบนเรือของเรลี่ย์:
“ลืมแนะนำไปเลย นี่คือลู่เอิน เพื่อนซี้สมัยเด็กของฉันเอง!”
“ไอ้สารเลวสองตัวเอ๊ย!!!”
เรลี่ย์ตะโกนใส่พวกเขาด้วยความโกรธ:
“ทำไมช่วงพักเที่ยงอันแสนสงบของฉันต้องมาพังเพราะเรื่องแบบนี้ด้วยฟะ!”
เขาเร่งกางใบเรือและรีบออกเรือเพื่อหนีจากชายฝั่งท่าเรือทันที
“ยาฮ่าฮ่าฮ่า ฉันบอกแล้วไงว่ามันเป็นพรหมลิขิต! มันคือชะตาลิขิตนะ เรลี่ย์!”
ขณะที่เรือลำเล็กแล่นออกสู่ท้องทะเล เรลี่ย์จนปัญญาจริงๆ เมื่อมองดูโรเจอร์ที่สวมหมวกฟาง แล้วหันไปมองลู่เอินที่นอนแผ่หราอยู่บนดาดฟ้าทันทีที่ขึ้นเรือมาได้ เขาจึงตัดสินใจว่าจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง
ยังไงซะบ้านเขาก็ถูกเผาและเขาก็ไร้บ้าน ร่อนเร่ไปทั่วอีสต์บลูอยู่แล้ว ลองทำเรื่องบ้าบิ่นดูบ้างก็คงไม่เลว
“หมอนั่นเป็นอะไรน่ะ?”
เรลี่ย์กระโดดจากหลังคาห้องโดยสารลงมาที่ดาดฟ้าแล้วเอ่ยถาม พลางมองดูลู่เอินที่หมดสภาพ
“หมายถึงลู่เอินน่ะเหรอ? พอหมอนั่นหิวจัดๆ ก็จะอยู่ในสภาพอ่อนแรงไม่มีแรงข้าวต้มแบบนี้แหละ แต่ฉันรับประกันเลยนะเรลี่ย์ พอกินอิ่มเมื่อไหร่ หมอนั่นพึ่งพาได้แน่นอน!”
โรเจอร์พูดกับเรลี่ย์ด้วยน้ำเสียงมั่นใจสุดๆ นี่เป็นปัญหาปกติของลู่เอิน
“จะหิวขนาดไหนเชียว? เขาโอเคแน่เหรอ?”
เรลี่ย์มองลู่เอินอย่างสงสัย ความหิวทำให้หน้าซีดได้ขนาดนี้เชียว?
เขาต้องไม่ได้กินอะไรมาไม่รู้กี่วันแน่ๆ
ลู่เอินพักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นนั่งบนดาดฟ้า สายตาของเขาคมกริบขึ้นมาทันทีขณะจ้องมองเรลี่ย์
“ไม่เป็นไรหรอกน่า!”
โรเจอร์หัวเราะเสียงดังแล้วตบหลังลู่เอินดังปึก:
“เจ้าลู่เอินเนี่ยแข็งแกร่งสุดยอดไปเลยนะ! แต่ไม่เก่งเท่าฉันหรอก!”
“ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนนะ ฉันชื่อลู่เอิน พอดีพวกเรากำลังถูกไล่ล่าน่ะ”
ลู่เอินแนะนำตัวกับเรลี่ย์ เมื่อเทียบกับความโผงผางของโรเจอร์แล้ว เขาให้ความสำคัญกับมารยาทและความประทับใจแรกพบมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เขาสวนกลับด้วยแรงที่เท่ากัน โดยตบหลังโรเจอร์คืนไปหนึ่งที สายตาจับจ้องไปที่ตาของโรเจอร์ ราวกับจะบอกว่า “ฉันเก่งกว่านายแน่นอน”
ในตอนนี้ ลู่เอินย่อมจำเรลี่ย์ได้ แต่เขาไม่คิดเลยว่าจะได้มาอยู่บนเรือลำนี้ด้วยโชคชะตาที่พลิกผันขนาดนี้
ยิ่งคาดไม่ถึงเข้าไปอีกคือเรลี่ย์ถูกโรเจอร์กล่อมด้วยคำพูดไม่กี่คำได้ง่ายๆ แบบนี้ เรลี่ย์เองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระวังตัวกับพวกเขาเลย
“พวกนายสองคน...!”
เรลี่ย์จ้องมองโรเจอร์และลู่เอินด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย:
“พวกนายไม่ใช่โจรภูเขาใช่ไหม?”
“เป็นไปได้ยังไง! พวกเราเป็นคนดีนะ!”
โรเจอร์นั่งขัดสมาธิข้างๆ ลู่เอิน หัวเราะออกมาแบบซื่อๆ บื้อๆ
“งั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เรลี่ย์ก็มองโรเจอร์ด้วยความเหยียดหยามอย่างที่สุด สายตาของเขาเหลือบไปมองผนังไม้ที่ถูกกระสุนเจาะ
คนดีประเภทไหนกันที่ถูกกองทัพเรือไล่ล่า?
“ฮ่าฮ่าฮ่า... มันมีความแค้นเก่าๆ อยู่นิดหน่อย แล้วคนรู้จักเก่าก็ดันตามมาเจอน่ะ”
ลู่เอินหัวเราะแก้เก้อ ไม่รู้จะอธิบายยังไง ก็เลยได้แต่ส่งยิ้มสู้สถานการณ์ไป
เรลี่ย์จ้องมองทั้งสองคนราวกับมองคนบ้า เขาใช้นิ้วบีบดั้งจมูกพลางหันกลับไปทางห้องโดยสาร เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะหลงเชื่อเรื่องไร้สาระของพวกนี้เจ้าสองคนนี้จะไปพลิกโลกได้จริงๆ เหรอ?
“นายจะทำอะไรน่ะ เรลี่ย์?”
โรเจอร์ถามพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นเรลี่ย์เงียบไป
“ทำอาหารไง นายบอกว่าเขาหิวไม่ใช่เหรอ?”
เรลี่ย์ตอบกลับเสียงเย็นชา ถึงเขาจะรู้สึกว่าสองคนนี้มันบ้า แต่เมื่อกี้เขาเห็นกับตาชัดๆ ว่าทั้งคู่หลบฝ่าดงกระสุนมาได้อย่างพลิ้วไหว
“นั่นหมายความว่านายตกลงจะไปพลิกโลกกับฉันแล้วใช่ไหม?!”
โรเจอร์ดีใจจนเนื้อเต้นทันที
“จะให้ทำยังไงได้ล่ะ? เมื่อกี้หน้าฉันก็ถูกเห็นไปแล้ว แถมยังถูกระบุว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับพวกนายไปแล้วด้วย”
เรลี่ย์อธิบาย:
“อีกอย่าง ฉันเองก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก ถือซะว่าเป็นโชคชะตาก็แล้วกัน”
“อ้อ...”
โรเจอร์และลู่เอินเบิกตากว้าง เข้าใจทุกอย่างในทันที
แต่ลู่เอินกำลังเดาว่าเรลี่ย์ไปทำวีรกรรมอะไรมาหรือเปล่าหลังจากที่บ้านถูกไฟไหม้
“พลิกโลกงั้นเหรอ? ก็น่าสนุกดีนี่! พอดีฉันกำลังหาเป้าหมายอยู่เลย เข้ามาข้างในแล้วเล่าแผนการของพวกนายให้ฟังหน่อยสิ!”
...
ที่ชายฝั่งท่าเรือทางตะวันออกของโล้กทาวน์ ทหารเรือได้แต่ยืนมองทั้งสองหนีไปอย่างตกตะลึง ทำได้แค่กำปืนแน่น
ไม่นานนัก นายทหารเรือหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากในตัวเมืองโล้กทาวน์
เขามีร่างกายสูงใหญ่ดั่งภูผา พร้อมด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
เขาไว้ผมสั้นสีดำและมีแผลเป็นใกล้ตาซ้าย
ปกติเขาจะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตทหารเรือเรียบๆ โดยมีผ้าคลุมแห่งความยุติธรรมพาดอยู่บนไหล่ เขาเดินมาที่ชายฝั่ง จ้องมองเรือที่กำลังหลบหนีออกไปสู่ทะเลกว้าง
“ไปเตรียมเรือรบ! เรือผุๆ ลำเล็กๆ ของเจ้าโรเจอร์นั่นหนีไปได้ไม่ไกลหรอก!”
“ครับ! พันตรีการ์ป!”
คนที่มาเพื่อจับกุมพวกเขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากวีรบุรุษกองทัพเรือในอนาคต การ์ป 'หมัดเหล็ก'