- หน้าแรก
- ยอดนินจาผู้กอบกู้พิภพ
- บทที่ 6 มาตรฐานศีลธรรมที่สูงส่ง
บทที่ 6 มาตรฐานศีลธรรมที่สูงส่ง
บทที่ 6 มาตรฐานศีลธรรมที่สูงส่ง
บทที่ 6 มาตรฐานศีลธรรมที่สูงส่ง
ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางนภา เป็นเวลาใกล้เที่ยงวันแล้ว แต่มิซึกิที่แทบไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืนยังคงนอนหลับอุตุเพื่อชดเชยเวลาพักผ่อน ความเหนื่อยล้าทางกายนั้นเป็นเรื่องรอง แต่ความอ่อนล้าทางใจนี่สิที่ต้องการความสงบเพื่อเยียวยา
ขณะที่มิซึกิกำลังหลับสนิท จู่ๆ ก็ถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตู มิซึกิลุกจากเตียงด้วยความหงุดหงิด เปลือกตาหนักอึ้ง เขาเดินไปเปิดประตูพร้อมถามอย่างไม่สบอารมณ์ "ใครน่ะ?"
"ฉันเองจ้ะ มิซึกิ" เสียงผู้หญิงตอบกลับมา
"สึบากิเองเหรอ" มิซึกิเปิดประตูให้ 'จิเอะ สึบากิ' เข้ามา "ทำไมมาที่นี่ล่ะ? ไม่ใช่เวลางานหรอกหรือ?"
"เที่ยงแล้วจ้ะ ฉันลางานช่วงบ่ายไว้น่ะ" สึบากิพูดกับมิซึกิด้วยความเป็นห่วง "มิซึกิ ฉันเป็นห่วงคุณจริงๆ นะ เมื่อเช้าฉันได้ยินเขาคุยกันว่าคุณยุยงลูกศิษย์ของอิรุกะ แถมยังทำร้ายอิรุกะด้วย เรื่องจริงหรือเปล่า?"
"ข่าวไวขนาดนั้นเชียว? คุณรู้เรื่องแล้วเหรอ?"
"คุณทำจริงๆ เหรอ? มิซึกิ คุณถูกจับตัวกลับมาหรือเปล่า? บาดเจ็บตรงไหนไหม?"
"ไม่ต้องห่วง ฉันสบายดี" ในเวลาหน้าสิหน้าขวานแบบนี้ยังมัวมาห่วงเรื่องอาการบาดเจ็บ เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกความรักบังตาจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ
"จริงเหรอคะ? คุณจะไม่หนีออกจากโคโนฮะใช่ไหม?"
"จะหนีไปทำไมกัน? อย่าคิดมากน่า ทุกอย่างจบลงแล้ว" มิซึกิยิ้มพลางลูบผมของสึบากิ
"หน้าตาก็ดูจิ้มลิ้มดีอยู่หรอก แต่เสื้อกั๊กนี่มันเชยระเบิดเลยแฮะ ถึงทรงผมหางม้าจะเป็นจุดขายที่น่ารักดี แต่ดูเหมือนจะขัดกับใบหน้าเล็กๆ นั่นไปหน่อย" พอผ่อนคลายแล้วความคิดก็มักจะเตลิดไปเรื่อย มิซึกิอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดตัวเองในใจ
"ทุกอย่างจบแล้วจริงๆ เหรอคะ?"
"จริงสิ ฉันเคยโกหกคุณเมื่อไหร่กัน?" อันที่จริงเขาก็ไม่ได้โกหก เขาเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโอโรจิมารุให้เธอฟังไปหมดแล้ว ความคลั่งรักของมิซึกิคนเก่านี่ก็ถือว่าสุดยอดเหมือนกันนะ
"รอเดี๋ยวนะ ขอฉันไปเตรียมตัวหน่อย" พูดจบเขาก็หันกลับไปล้างหน้าล้างตา
เมื่อมิซึกิจัดการธุระส่วนตัวเสร็จและเดินกลับมา ก็พบว่าห้องถูกจัดเก็บจนเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว และสึบากิก็นั่งรอเขาอยู่
"หิวแล้วแฮะ ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ"
"เอ๊ะ เปลืองเงินแย่เลย เดี๋ยวฉันทำให้กินนะ"
"วัตถุดิบหมดเกลี้ยงแล้ว กินข้างนอกเถอะ ฉันอยากกินราเม็ง"
มิซึกิชื่นชมชื่อเสียงของ 'ราเม็งอิจิราคุ' มานานแล้ว ร้านราเม็งในตำนานที่เปิดตั้งแต่ตอนแรกยันตอนจบของนารูโตะ แม้ในความทรงจำของร่างเดิมจะเคยไปกินมาแล้ว แต่การได้ไปสัมผัสด้วยตัวเองย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ยิ่งไปกว่านั้น มิซึกิอยากเจอลุงร้านราเม็งกับอายาเมะตัวเป็นๆ ดูสักครั้ง พวกเขาไม่ใช่นินจาของหมู่บ้านโคโนฮะ แต่กลับมีบทบาทที่ชัดเจนยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก มันเป็นความรู้สึกผสมปนเปกันระหว่างการตามรอยคนดังกับการได้เป็นสักขีพยานในหน้าประวัติศาสตร์
ก่อนหน้านี้ มิซึกิรู้สึกกลัวที่จะต้องเจอสึบากิอยู่บ้าง ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้จักเขาดีที่สุด ก็ต้องเป็นคู่หมั้นอย่างสึบากินี่แหละ ความเสี่ยงที่จะถูกจับผิดและสงสัยโดยที่ยังไม่ได้เตรียมตัวรับมือนั้นมีสูงเกินไป แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว การที่คนปกติจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างหลังจากผ่านเหตุการณ์ใหญ่ๆ มาถือเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ไม่ถูกสงสัยตั้งแต่แรก โอกาสที่จะถูกระแวงในภายหลังก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ...
ณ ร้านราเม็งอิจิราคุ มิซึกินั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับ ก้มหน้าก้มตาสูบเส้นทงคตสึราเม็งในตำนาน รสชาตินั้นยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ ทว่ามิซึกิมองลุงเจ้าของร้านด้วยสายตาใสซื่อ "ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลยว่าตานี่จะเป็นคนช่างจ้อขนาดนี้ เสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นนินจา 'คาถาแรกแห่งโลกนินจา: คาถาปากเก่ง'—วิชาลวงโลกขั้นเทพ—ต้องถูกคิดค้นโดยตานี่แน่ๆ ฉันกินไปสองชามใหญ่แล้วนะเนี่ย"
"จะว่าไป พ่อหนุ่มนี่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าเลยนะ จำไม่ค่อยได้เลย เคยมากินที่ร้านอิจิราคุของเราหรือเปล่า? เคยงั้นเหรอ? มีอะไรไม่ถูกปากหรือเปล่า? สูตรลับของฉันเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลมากว่าพันปี ถ่ายทอดให้ลูกชายไม่ให้ลูกสาว และไม่ให้ลูกเขยด้วยนะ ดังกระฉ่อนไปทั่วแคว้นไฟเลยเชียวนะจะบอกให้"
"พันปี? นี่คงไม่ใช่เมนูในตำนานที่เซียนหกวิถีเคยเสวยหรอกนะครับ?" มิซึกิพูดพลางมุมปากกระตุก "ถ้าเป็นอย่างที่ลุงคุยโม้จริงๆ วิชาลับนี้คงต้องสาบสูญไปในรุ่นลุงแล้วล่ะ น่าเสียดายชะมัด" มิซึกิชี้ตะเกียบที่เปื้อนน้ำซุปไปยังอายาเมะที่กำลังยุ่งอยู่ในร้าน
"พ่อหนุ่ม พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เชื่อลุงสินะ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง..." แล้วลุงแกก็รัวชุดใหญ่อีกระลอกจนมิซึกิเริ่มมึนหัว
"คุณลุงครับ ราเม็งอร่อยมากครับ" มิซึกิจำต้องพูดแทรกขึ้นมา
ลุงร้านราเม็งได้ยินคำชมก็ยิ้มแก้มปริ "บอกแล้วไงว่าราเม็งที่ฉันทำน่ะอร่อยที่สุดในปฐพี ดูหน่วยก้านแล้ว พ่อหนุ่มก็หน้าตาดีใช้ได้นะเนี่ย แต่งตัวให้เข้าที่เข้าทางหน่อยก็หล่อเฟี้ยวเลย และในเมื่อชอบกินราเม็งขนาดนี้ สนใจจะแต่งเข้าบ้านลุงไหม? อายาเมะเองก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากฉันไปเยอะ ถ้าตกลงล่ะก็ สูตรลับนี้อาจจะถ่ายทอดให้นายก็ได้นะ!"
"ไหนบอกว่าถ่ายทอดให้ลูกชายไม่ให้ลูกเขยไงครับ? บรรพบุรุษลุงจะร้องไห้เอานะ!" อยู่ต่อไม่ได้แล้ว คุณลุงครับ ไม่เห็นสาวน้อยน่ารักที่นั่งข้างๆ ผมเหรอ? แล้วจะว่าไป อายาเมะลูกสาวลุงนี่ขายไม่ออกขนาดนั้นเลยเรอะ? ถึงได้เที่ยวไล่แจกโปรโมชั่นให้ลูกค้าขาจรแบบนี้?
มิซึกิรีบพูดตัดบท "เช็คบิลครับ"
เขารีบลากสึบากิเดินออกจากร้านอย่างไว โดยมีเสียงของอายาเมะและลุงเจ้าของร้านไล่หลังมาว่า "โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ/คะ!"
"ไม่กล้ามาแล้วครับ" ดูเหมือนโลกนี้จะมีภาพยนตร์ฉายด้วยสินะ? ขอยืมประโยคเด็ดมาใช้หน่อยได้ไหม "คุณลุงครับ เล่นผิดกองถ่ายแล้วมั้ง?" มิซึกิกับสึบากิรีบเดินจ้ำอ้าวโดยไม่หันกลับไปมอง...
หลังจากออกจากร้านราเม็งอิจิราคุ สึบากิก็ถามขึ้น "จากนี้คุณจะทำอะไรต่อคะ? ตอนนี้อิรุกะอยู่ที่โรงพยาบาลโคโนฮะ จะไปเยี่ยมเขาหน่อยไหม?"
"เอาสิ" มิซึกิที่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากหลังจากโดนสกิลฝีปากเทพของลุงร้านราเม็งเข้าไป ตอบกลับไปอย่างสบายๆ เขาคงคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
"สึบากิ" มิซึกิพูดขึ้นอย่างลอยๆ "คุณว่าผมควรเปลี่ยนทรงผมไหม?" เขารู้สึกจริงๆ ว่าไอ้ผมแสกกลางที่เป็นทรงผมพิมพ์นิยมของพวกตัวโกงนี่มันเป็นภัยต่อภาพลักษณ์ในอนาคตของเขาเหลือเกิน
ร่างของสึบากิที่เดินอยู่ข้างๆ แข็งทื่อไปทันที "มิซึกิ หรือคุณคิดว่าคุณอายาเมะที่ร้านราเม็งสวยกว่าฉันคะ? คุณอยากแต่งเข้าบ้านนั้นเหรอ? เบื่อฉันแล้วใช่ไหม?"
"ไม่ใช่ จะเป็นงั้นได้ไง?" เมื่อเห็นน้ำตาคลอเบ้าของสึบากิ มิซึกิก็เริ่มปวดหัว ฟ้าดินเป็นพยาน เขาแค่คิดว่าทรงผมนี้มันขัดใจสุนทรียศาสตร์ของเขาและอยากจะเปลี่ยนมันซะ หรือว่ารัศมีคนโสดสนิทจากชาติก่อนจะตามติดมาด้วย? หัวข้อนี้คุยต่อไม่ได้เด็ดขาด ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องด่วน
"สึบากิ เรารีบไปเยี่ยมอิรุกะกันเถอะ"
...
ณ โรงพยาบาลโคโนฮะ ในห้องผู้ป่วยธรรมดา อิรุกะในชุดคนไข้กำลังยืนรับแสงแดดอยู่ที่ริมหน้าต่าง อากาศดีๆ ในฤดูใบไม้ผลิมักชวนให้ง่วงนอนในช่วงบ่ายเสมอ
อิรุกะบิดขี้เกียจ กำลังจะกลับไปนอนต่อ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาหันกลับไปแล้วตอบว่า "เชิญครับ ประตูไม่ได้ล็อก"
ประตูเปิดออก สึบากิเดินถือช่อดอกคาร์เนชั่นเข้ามา
เมื่อเห็นดังนั้น อิรุกะก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น "สึบากิ ทำไมมาอีกล่ะครับ? เมื่อเช้าก็เพิ่งมาไม่ใช่เหรอ?"
"ขอโทษนะอิรุกะ มิซึกิสร้างความเดือดร้อนให้เธอแท้ๆ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ~"
จากนั้นอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามา... มิซึกินั่นเอง
"นายนี่เอง" อิรุกะประหลาดใจเล็กน้อย "นายไม่เป็นไรนะ?"
"นายอยากให้ฉันเป็นอะไรไปล่ะ อิรุกะ?" มิซึกิทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น มิซึกิ บอกตามตรงนะ ฉันยังงงไปหมด แม้จะได้ยินเรื่องราวจากคนอื่นมาบ้าง แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่านายทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร? ที่ทำเรื่องพวกนี้... แค่เพื่อจะซ้อมฉันเนี่ยนะ?"
สึบากิที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบขอโทษด้วยสีหน้ารู้สึกผิด "ขอโทษนะ อิรุกะ~"
มิซึกิห้ามสึบากิไว้แล้วพูดว่า "เห็นนายยังร่าเริงดีแบบนี้ ฉันก็เบาใจ" สึบากิรู้เรื่องมากเกินไป ขืนพูดมากไปจะความแตกเอาได้
"ทำไมนายอยู่คนเดียวล่ะ? เจ้าเด็กจิ้งจอกเก้าหางนั่นไม่มาอยู่เป็นเพื่อนนายเหรอ ซ้อมนายซะน่วมขนาดนี้ ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือไง!"
"นายคิดว่าเป็นเพราะใครกันล่ะ?" อิรุกะสำลักความโกรธ "นารูโตะเพิ่งออกไปลงทะเบียนนินจา ป่านนี้คงอยู่ที่ร้านถ่ายรูปแล้วมั้ง"
"อ้อ งั้นเหรอ?" มิซึกิกวาดตามองไปรอบห้องผู้ป่วยอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ยังมีความแตกต่างจากโรงพยาบาลในชาติที่แล้วอยู่บ้าง ดูล้าหลังกว่านิดหน่อย แต่ด้วยเทคโนโลยีระดับนี้ กลับสามารถผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสำคัญอย่างดวงตาได้ แถมเทคโนโลยีพันธุกรรมและการโคลนนิ่งก็น่าทึ่งสุดๆ ผังเทคโนโลยีของโลกนี้มันอัพเกรดมาอีท่าไหนกันนะ?"
"อายาเมะที่ร้านราเม็งอิจิราคุเหมือนกำลังรับสมัครลูกเขยอยู่นะ นายสนใจจะไปลองดูไหม?"
"อย่ามาเพ้อเจ้อน่า" อิรุกะขำ "อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ"
"นี่ อิรุกะ ถามจริงนะ นายคิดว่าทรงผมของฉันเป็นยังไง? เข้ากับฉันไหม?"
"มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ? ไอ้งั่งเอ๊ย" อิรุกะแทบจะเป็นลม
"นายนี่อารมณ์ร้อนจริงนะ อิรุกะ"
"นายคิดว่าที่ฉันเป็นแบบนี้เพราะใครกันเล่า เจ้าบ้า! รีบตอบมาซะดีๆ!"
"เฮ้อ" มิซึกิส่ายหน้าอย่างจนใจ "ในเมื่อนายถามด้วยความจริงใจ งั้นฉันจะแถลงไขให้ฟังก็ได้"
"เพื่อป้องกันไม่ให้โลกนินจาถูกทำลาย เพื่อผดุงสันติสุขของโลกใบนี้ เพื่อยืนหยัดในความรักและความจริงอันเที่ยงธรรม~ แน่นอนว่าที่พูดมาทั้งหมดน่ะ ไร้สาระทั้งเพ~"
อิรุกะถึงกับพูดไม่ออก สึบากิเองก็มองอิรุกะด้วยความเห็นใจ
"ดูเหมือนนายจะไม่ค่อยฉลาดจริงๆ นะ อิรุกะ" เมื่อเลิกแกล้งอิรุกะผู้แสนดี "ถึงจะรู้จักกันมาหลายปี แต่นายไม่เคยเข้าใจฉันเลยจริงๆ"
"ทำไมถึงไม่พูดจากันดีๆ ล่ะ? ทำไมต้องใช้วิธีการแบบนั้นด้วย?"
"อิรุกะ นายต้องเข้าใจเรื่องหนึ่งนะ ในฐานะครูโรงเรียนนินจา นายทำได้ดีแล้ว แต่ก็แค่นั้นแหละ อย่าเอาความคิดไร้เดียงสาของนายไปตีกรอบนักเรียน เมื่อพวกเขาจบการศึกษา พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาเส้นทางของตัวเอง และกลายเป็นนินจาที่มีคุณสมบัติครบถ้วน พวกเขาไม่ใช่นักเรียนของนายอีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการความห่วงใยที่อธิบายไม่ได้ของนาย พวกเขายอดเยี่ยมเกินกว่าที่นายจินตนาการไว้เยอะ และไม่ต้องการให้นายเข้าไปยุ่งย่าม"
"มิซึกิ ฉันรู้นะว่านายเก่งกว่าฉันมาตลอด แต่เรื่องพวกนี้ทำไมนายไม่บอกฉันล่วงหน้า? จำเป็นต้องใช้วิธีเสี่ยงอันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ? ถ้าเกิดมีความผิดพลาดเรื่องจิ้งจอกเก้าหางหรือคัมภีร์สะกดมารขึ้นมา มันจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวงต่อหมู่บ้านเลยนะ"
"การพูดคุยบางครั้งก็ไม่ใช่วิธีสื่อสารที่เชื่อถือได้เสมอไป ฉันเชื่อว่าการลงมือทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องต่างหากคือสิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุด อิรุกะ เก็บความห่วงใยไร้สาระของนายไปซะเถอะ ก่อนหน้านี้ นายเชื่อไหมล่ะว่าอุซึมากิ นารูโตะจะกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ของนายได้? ฉันว่าต่อให้ฉันพูดยังไง นายก็คงไม่มีทางเชื่อหรอก"
"ฉันเข้าใจ แต่ทำไมนายต้องดึงนารูโตะเข้ามาเสี่ยงอันตรายด้วย? มันน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้นะ"
"หายไวๆ ล่ะ อิรุกะ ไปกันเถอะ สึบากิ" ไม่มีความจำเป็นต้องคุยต่อ กะแล้วเชียวว่าหมอนี่ไม่มีทางฟัง สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว มิซึกิหันหลังเดินออกจากห้องผู้ป่วย "มีแค่เรื่องคัมภีร์สะกดมารที่แพร่งพรายออกไป ส่วนอีกเรื่องถูกปิดข่าวไว้สินะ? แบบนั้นก็ดีที่สุดแล้ว"
"แต่ว่า มิซึกิ~" สึบากิทำหน้าลำบากใจ สุดท้ายเธอก็ปักดอกคาร์เนชั่นลงในแจกันแล้วเดินตามมิซึกิออกไป
"พวกเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่ไหม มิซึกิ?" อิรุกะตะโกนถามไล่หลัง
มิซึกิไม่ได้ตอบกลับ ด้านหลังเขา สึบากิโค้งขอโทษอิรุกะอีกครั้ง แล้วรีบวิ่งตามมิซึกิไป...
"มิซึกิ คุณเปลี่ยนไปนะ"
"จริงเหรอ? เปลี่ยนไปในทางที่ดีหรือแย่ลงล่ะ?"
"ไม่รู้สิ แต่คุณดูไม่แบกรับความกังวลไว้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว"
"อ้อ เมื่อก่อนคงทำให้คุณเป็นห่วงสินะ ขอโทษจริงๆ นะ สึบากิ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอแค่คุณอยู่ข้างๆ ฉันก็พอ"
มองดูสึบากิที่ควงแขนเขาอยู่ มิซึกิอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ "ในที่สุด ก็มีวันที่ฉันได้อวดความหวานกับเขาบ้าง"
"แต่ดูเหมือนฉันจะไม่เหมาะกับ 'คาถาปากเก่ง' แฮะ ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นลิ้นแถไปเรื่อย แต่เส้นทางนี้คงไปไม่รอด"
ในโลกใบนี้ที่แม้แต่ตัวร้ายยังมีระดับความตระหนักรู้สูงส่งถึงขั้นอยากกอบกู้โลก ฉันนี่เทียบไม่ติดฝุ่นเลยจริงๆ การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้กอบกู้โลกมันดุเดือดเกินไป ก่อนหน้านี้ก็มีนางาโตะกับโอบิโตะ ต่อไปก็มีบรรพบุรุษอย่างอุจิวะ มาดาระ ไหนจะเซ็นจู ฮาชิรามะที่ตายก่อนทำภารกิจสำเร็จ ไม่ต้องพูดถึงเด็กในคำทำนายอย่างอุซึมากิ นารูโตะ และอุจิวะ ซาสึเกะ ผู้ที่พลิกการ์ตูน 'นารูโตะ' ให้กลายเป็น 'ตำนานแห่งดวงตา' ด้วยตัวคนเดียว
"เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ฉันยังคงต้องมีความแข็งแกร่งและอิทธิพลเพื่อเพิ่มความมั่นใจและน้ำหนักในการพูดของตัวเอง"
ไม่ว่าพระเอกหรือตัวร้าย ต่างก็เป็นนักบุญที่มีโลกทั้งใบอยู่ในหัวใจ ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสันติภาพของโลก แม้จะเป็นโลกที่อิงตามการ์ตูนโชเน็นสายเลือดร้อน แต่มาตรฐานศีลธรรมนี่มันจะสูงเกินไปแล้วนะ!