- หน้าแรก
- ราชันย์นักสร้างเกม จากอินดี้สู่บัลลังก์โลก
- บทที่ 10 ภารกิจสำเร็จ 1/2
บทที่ 10 ภารกิจสำเร็จ 1/2
บทที่ 10 ภารกิจสำเร็จ 1/2
บทที่ 10 ภารกิจสำเร็จ 1/2
"พวกลูกไม่รักดี ยังจำได้ด้วยนะว่าต้องโทรมา!"
หลินจือถือโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย นั่งฟังเสียงอันแสนจะก้าวร้าวและไร้ความเคารพจากเด็กโดนทิ้งทั้งสามคนบนหน้าจอ
"พวกนายเคยได้ยินชื่อเกม เอาเทอร์ไวลดส์ ไหม?"
เสียงปลายสายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
"นายนี่มันหลังเขาจริงๆ! พวกเราเจอเกมนั้นตั้งนานแล้วเถอะ เห็นไหมล่ะว่าพวกลูกอกตัญญูขาดพ่อไปไม่ได้ พอพ่อไม่อยู่ เซนส์เรื่องเกมก็ฮวบเลย"
"ฉันเป็นคนทำเกมนั้นเองแหละ" หลินจือเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
คราวนี้ ความเงียบโรยตัวยาวนานกว่าครั้งก่อน
ผ่านไปสักพัก เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งก็ถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า "เหล่าหลิน นายคงไม่ได้สติแตกเพราะเกมตัวเองขายไม่ออกหรอกใช่ไหม? ไม่ต้องคิดมากน่า บอกมาสิว่าเกมของนายคือเกมไหน เดี๋ยวพวกเราช่วยหาเสียงโหวตให้!"
รูมเมตของหลินจือรู้ดีว่าเขาลงสมัครเข้าร่วมการแข่งขันของแพลตฟอร์ม แต่พวกเขาก็รู้ด้วยว่าตอนที่หลินจือลงสมัครนั้น เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งเดือนก็จะถึงวันเริ่มแข่งแล้ว
ไม่ว่าจะมองมุมไหน การสร้างเกมที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นภายในเวลาแค่เดือนเดียวมันก็ดูเกินจริงไปหน่อย เป็นเรื่องที่แทบจะเหลือเชื่อเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น นักศึกษาปีสามจะไปสร้างเกมระดับเอาเทอร์ไวลดส์ได้ยังไง? มันเหนือจินตนาการเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้อาจารย์เพิ่งจะยกเอาเกมนี้มาพูดถึงในคลาสเรียนด้วยซ้ำ
หลินจือไม่ได้แก้ตัวอะไร เขาเพียงแค่หันกล้องโทรศัพท์ไปทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งกำลังแสดงหน้าจัดการระบบหลังบ้านของสตูดิโอเกมจือเยว่
"หึหึ เห็นชัดเต็มสองตาแล้วใช่ไหม?"
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือวิธีสยบความคลางแคลงใจที่ง่ายดายที่สุด
เมื่อไม่กี่วันก่อน หากพูดชื่อสตูดิโอเกมจือเยว่ขึ้นมา ก็คงไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนนี้ สตูดิโอแห่งนี้เรียกได้ว่าโด่งดังในหมู่เกมเมอร์ไปแล้ว
เป็นสตูดิโอที่เกมแรกก็มีแววจะกลายเป็นเกมฮิตติดลมบน แถมยังมีบางคนไปสรรหาวิธีสืบวันจดทะเบียนบริษัทมาจนได้ ซึ่งก็เป็นการยืนยันว่าสตูดิโอนี้คือน้องใหม่แกะกล่องของวงการจริงๆ
"ฉะ... เชี่ย เหล่าหลิน นี่นายพูดจริงดิ??"
ภาพวิดีโอจากปลายสายเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ ว่าเพื่อนร่วมห้องที่วันๆ เอาแต่เงียบๆ จะจู่ๆ ก็สร้างเรื่องฮือฮาขึ้นมาแบบนี้
พวกเขาไม่เคยจินตนาการเลยด้วยซ้ำว่าจะได้รู้จักกับผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้
หลินจือหันกล้องโทรศัพท์กลับมาที่ตัวเองแล้วพูดว่า "สตูดิโอของเรากำลังขยายกิจการ แล้วก็ต้องการคนมาช่วยงานจิปาถะสามคน พวกนายคือคนกลุ่มแรกที่ฉันนึกถึง ว่าไงล่ะ สนใจมาร่วมวงไหม?"
ตามหลักแล้ว บอสของสตูดิโอจือเยว่คือซูซินเยว่ แต่ประการแรก ซูซินเยว่แทบจะไม่เคยใส่ใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้เลย และประการที่สอง เธอก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับรูมเมตของหลินจืออยู่แล้ว
ตั้งแต่ตอนที่พ่อซื้ออพาร์ตเมนต์สุดหรูข้างมหาวิทยาลัยให้เมื่อสามปีก่อน ตอนที่เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เธอก็แทบไม่ได้ไปอยู่หอพักเลย เธอไม่ได้ถึงกับไม่รู้จักเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคนของตัวเองหรอก เพียงแต่ไม่ได้สนิทสนมกันมากนักต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยนิสัยปกติของเธอ เธอมักจะไปไหนมาไหนกับหลินจือในมหาวิทยาลัยตลอด แม้แต่ตอนทำรายงานกลุ่ม เธอก็จะจับคู่กับหลินจือ ดังนั้น เอาเข้าจริงเธอจึงสนิทกับรูมเมตของหลินจือมากกว่าเสียอีก
เมื่อได้ยินว่าหลินจือตกลงที่จะขยายสตูดิโอ แถมยังเป็นฝ่ายเสนอไอเดียชวนเพื่อนร่วมห้องมาทำเกมด้วยกัน ซูซินเยว่ก็ตอบตกลงทันที
"พูดจริงดิ ท่านพ่อทูนหัว!"
"ท่านพ่อ ให้ผมทำอะไรก็ยอมครับ!"
"ไอ้พวกไร้กระดูกสันหลังสองคนนี้ หลบไปเลย! เอาเสื่อออกไป! เวลาจะกราบท่านพ่อ หัวเข่ามันต้องติดพื้นเว้ย!"
หลังจากทนดูรูมเมตทั้งสามเล่นบทตลกคาเฟ่ หลินจือก็ส่ายหัวแล้วเริ่มขานชื่อ "หลี่อ้าย เมิ่งเฟิง จ้าวเหว่ย แถวตรง!"
"ครับผม!" เสียงตอบรับที่พร้อมเพรียงยิ่งกว่าตอนฝึกทหารดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
อย่างไรก็ตาม ความตื่นเต้นของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ คนรุ่นนี้ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อน พวกเขาเติบโตมากับการเล่นเกมอย่างแท้จริง
พวกเขาได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าค่ายเกมต่างชาติ ถึงแม้จะเริ่มต้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ค่อยๆ ทิ้งห่างค่ายเกมในประเทศไปไกลลิบ และที่สำคัญกว่านั้น ในแง่ของเทคโนโลยี ค่ายเกมในประเทศนั้นแข็งแกร่งกว่าเสียด้วยซ้ำ ทว่ากลับแทบไม่มีเกมไหนเลยที่สามารถก้าวขึ้นไปติดอันดับเกมแห่งปีของรัฐบาลโลกได้
'ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือไม่สนุก' ประโยคนี้แทบจะกลายเป็นฉลากแปะหน้าเกมของประเทศเซี่ยไปแล้ว
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนอย่างมหาศาล แต่ก็มีคนไม่มากนักที่ยินดีจะเลือกเรียนเอกการออกแบบเกม
อันที่จริง ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ในประเทศก็ไม่ได้ต้องการบัณฑิตสายออกแบบเกมมากมายนัก สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าคือโปรแกรมเมอร์ หรือบัณฑิตจากคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ต่างหาก ต่อให้เริ่มต้นด้วยการเป็นนักออกแบบเกม แต่ท้ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นต้องผันตัวไปเขียนโค้ดอยู่ดี
ภายใต้สภาพการณ์ดังกล่าว จึงมีเพียงคนสองประเภทเท่านั้นที่จะเลือกเรียนเอกเกม ประเภทแรกคือคนแบบหลินจือ ที่มองว่าสาขานี้มันชิล โดดเรียนง่าย ขอแค่ได้ใบปริญญาก็พอ ส่วนอีกประเภทคือคนที่อยากจะสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์จริงๆ
แต่โชคร้ายสำหรับหลินจือ ที่รูมเมตทั้งสามคนของเขาดันจัดอยู่ในคนประเภทหลัง
ซูซินเยว่มักจะสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมหลินจือที่มีสภาพเหมือนคนใกล้ตายอยู่รอดมะรอมร่อ ถึงสามารถสอบได้ที่หนึ่งในรายวิชาเอกของสาขาการออกแบบเกมมาได้ตลอด
เหตุผลก็คือ รูมเมตทั้งสามคนของหลินจือนั้นบ้าการแข่งขันเกินไป แถมยังดึงดันที่จะลากหลินจือเข้าไปร่วมวงด้วย
พวกเขาเมินเฉยต่อคำคัดค้านของหลินจือ และตั้งกฎกันเองว่า ใครสอบได้คะแนนรั้งท้ายในหอพัก จะต้องเป็นคนซื้อข้าวเที่ยงมาให้ทุกคน ลงไปรับอาหารที่สั่งมาส่ง และต้องเป็นคนปิดไฟก่อนนอน!
ในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาๆ คนหนึ่ง หลินจือจะทนรับการปฏิบัติแบบนั้นได้ยังไง? ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันเลวร้าย เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแข่งทำคะแนนให้โหดกว่าพวกนั้น ตลอดระยะเวลาสามปี เขาไม่เคยต้องลงไปรับอาหารเลยสักครั้ง และไม่เคยต้องลุกไปปิดไฟเลยสักหนเดียว
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ อันที่จริงนักศึกษาปีสามนั้นควรจะต้องเริ่มมองหาที่ฝึกงานกันได้แล้ว
รูมเมตทั้งสามคนของหลินจือมีทักษะความสามารถในวิชาชีพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไล่ตาม 'ศิลปะแขนงที่เก้า' พวกเขาจึงไม่อยากไปทำงานในบริษัทใหญ่ที่ทำแต่เกมตามสูตรสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาเลยยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปฝึกงานที่ไหนดี
และในจังหวะนี้เอง การที่จู่ๆ ก็ค้นพบว่าเพื่อนร่วมห้องของตัวเองเป็นบอสของสตูดิโอสุดเจ๋ง แถมยังเอ่ยปากชวนพวกตนไปช่วยงานจิปาถะที่นั่นอีกต่างหาก... นี่มันเป็นเรื่องที่วิเศษสุดๆ ไปเลย!
"พรุ่งนี้แปดโมงเช้าเจอกันที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย เดี๋ยวฉันจะพาพวกนายไปที่สตูดิโอ"
"รับทราบ!" * 3
"เอาล่ะ เลิกแถว!" หลินจือกล่าวปิดท้ายก่อนจะตัดสายไป ภารกิจที่แสดงอยู่บนกระจกตาของเขาสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
"อาจือ ไปกันเถอะ"
การรอผู้หญิงแต่งตัวก่อนออกจากบ้านมักจะเป็นเรื่องวุ่นวายเสมอ กว่าหลินจือจะคุยโทรศัพท์เสร็จ ซูซินเยว่ก็เพิ่งจะเตรียมตัวเสร็จพอดี
"เอ่อ เราแค่จะไปยื่นเรื่องขอใช้ห้องทำงานของมหาวิทยาลัยเองนะ ทำไมเธอถึงแต่งตัวจัดเต็มขนาดนี้เนี่ย?"
เด็กสาวตรงหน้าถักผมแกละสองข้างอย่างประณีตและสวมชุดฮั่นฝูย้อนยุค ด้วยรูปร่างที่เล็กบอบบางเป็นทุนเดิม ชุดนี้จึงยิ่งขับให้เธอดูมีเสน่ห์น่ารักน่าชังเข้าไปใหญ่
"อ้าว? ก็ตอนฉันยังเด็ก เวลาพ่อไปคุยธุรกิจ พ่อมักจะให้แม่แต่งตัวให้ฉันสวยๆ แล้วพาฉันไปด้วยนี่นา พ่อบอกว่ามันช่วยทำให้คู่เจรจาสับสนได้"
หลินจือถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าลุงซูไปสอนเรื่องไร้สาระอะไรให้เธอ เขาจึงได้แต่ถามอย่างระมัดระวังว่า "แล้วตอนนี้พ่อเธอยังพาเธอไปด้วยอยู่ไหม?"
ซูซินเยว่ตอบ "ไม่แล้วล่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ตั้งแต่ฉันขึ้นมัธยมต้น พ่อก็ไม่เคยพาฉันไปด้วยอีกเลย"
หลินจือจึงตบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งอก โชคดีที่ลุงซูยังพอมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง
"โอเคๆ ไปกันเถอะ เราต้องไปหาห้องทำงานที่เหมาะๆ กันแล้ว"