เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Divine King Of All Directions - 108

Divine King Of All Directions - 108

Divine King Of All Directions - 108


Divine King Of All Directions - 108

 

เมื่อผ่านไปได้กว่า 6 ชั่วโมงแล้วหลินเทียนก็ได้สร้างข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณออกมาได้ถึง 12 แผ่นซึ่งจนถึงตอนนี้ดวงดาวก็ประดับอยู่เต็มฟากฟ้าแล้ว หลินเทียนได้หยิบอาหารปี่กูออกมาทานลงไปก่อนที่จะพบว่าร่างกายตัวเองแข็งแรงขึ้นมากแถมความหิวกระหายยังสลายเป็นปลิดทิ้ง

"อาหารปี่กู่นี่มันสะดวกจริงๆ "

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจของเขา

หลังจากที่ได้สติแล้วเขาก็ได้เปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณทั้ง 2 ม้วนอย่างรวดเร็ว

เขตแดนชีพจรเทวะนั้นคือการก่อสร้างจุดชีพจรเทวะของตัวเอง

หลินเทียนได้สร้างจุดแรกตั้งแต่ศีรศะไปถึงแขนซ้ายแล้วและตอนนี้ข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณทั้งสองม้วนก็ได้พูดใช้งานทำให้พลังฉีมากมายเริ่มรวมตัวกันโดยที่ตัวเขาก็เริ่มขั้นตอนการสร้างจุดชีพจรเทวะจุดต่อไป

จุดที่สองที่เขาเลือกนั้นคือตั้งแต่ศีรษะลงไปถึงแขนขวา

หลังจากที่พลังได้ไหลเวียนเข้าใส่ร่วงกายแล้วเขาก็อาศัยเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อลำเลียงพลีงฉีจากที่ศีรษะลงไปที่แขนขวาเพื่อเชื่อมต่อเส้นพลังต่างๆ

ครั้งแรกนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับเขาอย่างมาก

แต่แม้จะเป็นแบบนั้นเขาก็ยังคงแสดงสีหน้าที่ราบเรียบออกมาโดยไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย ขั้นตอนการบ่มเพาะในเขตแดนชีพจรเทวะนั้นยากยิ่งกว่าเขตแดนหล่อหลอมร่างกายหลายเท่าตัวเพราะต้องปรับสภาพพลังภายในร่างไม่งั้นอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ได้

"บึ้ส ! "

ไม่นานร่างกายของเขาก็ได้เปล่งแสงออกมา

การก่อสร้างจุดชีพจรเทวะแต่ละครั้งนั้นกินเวลานานมากแต่แน่นอนว่าหากมีพลีงฉีมากมายคอยส่งเสริมก็จะเป็นเรื่องที่ต่างออกไป ยกตัวอย่างเหมือนยารวมวิญญาณก่อนหน้านี้ที่อัดแน่นไปด้วยพลังฉีมากมายซึ่งเมื่อมันไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายเขาแล้วก็สามารถทำให้เขาก่อสร้างจุดชีพจรเทวะได้ทันที

ตอนนี้ในเมื่อเขาไม่ได้มีพลังฉีจำนวนมหาศาลขนาดนั้นถึงได้แต่พยายามเชื่อมต่อจุดต่างๆไปทีละขั้นอย่างช้าๆ หลังจากที่เชื่อมต่อจุดต่างๆเข้าด้วยกันแล้วชีพจรเทวะจุดที่สองก็จะเสร็จสมบูรณ์และทำให้เขาตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 2 ได้ทันที

วันนี้หลินเทียนได้บ่มเพาะพลังอยู่จนถึงเช้า

เขาได้ยืนขึ้นในเช้าวันใหม่พร้อมกับพบว่าร่างกายตัวเองแข็งแรงขึ้นมาก

"ดูเหมือนว่าชีพจรเทวะจุดที่สองนี่สร้างได้ 1/15 ส่วนแล้วสินะ "

เขาได้พูดอยู่กับตัวเอง

เมื่อคิดๆดูแล้วเวลาที่ต้องใช้ในการตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะระดับที่ 2 ก็น่าจะประมาณครึ่งเดือน

น่นอนว่าความเร็วระดับนี้มันน่าเหลือเชื่อมากๆแต่หลินเทียนก็ยังรู้ดีว่ามันเป็นเพราะประโยชน์จากข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณทั้งนั้น หากว่าไม่มีมันแล้วเขาคงต้องใช้เวลาต่ำๆกว่า 2 เดือนถึงจะตัดผ่านไปได้

เมื่อตั้งสติแล้วเขาก็ได้กลับลงมาด้านล่างก่อนที่จะยืดเส้นยืดสานแล้วรับแสงแดดในยามเช้า

เมื่อผ่านไปประมาณ 15 นาทีแล้วหลินเทียนก็อาบน้ำเรียบร้อยพร้อมทั้งมุ่งหน้าไปทางข่ายอาคมสังหารที่ตั้งอยู่ในตำหนักในอย่างรวดเร็ว

..............

เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกๆเย็นเขาจะกลับมาก่อสร้างจุดชีพจรเทวะของตัวเองและไม่นานก็ผ่านไปกว่า 10 วันซึ่งใน 10 วันนี้หลินเทียนยังคงสร้างข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณหลายสิบอันแถมตอนนี้ชีพจรเทวะจุดที่สองเขาเขาก็สร้างขึ้นได้ประมาณ 3/5 ส่วนแล้วแถมทักษะหมัดทลายฟ้ายังอยู่ในขั้นที่ประสบความสำเร็จแล้วด้วย

วันนี้หลังจากที่เขาออกมาจากข่ายอาคมสังหารนั้นก็ได้พบกับเถาไป่และคนอื่นๆถึงได้ไปด้วยกัน

"ได้ยินมาว่าน้องชายหลินนี่ขยันฝึกฝนทุกวันเลย เป็นตัวอย่างที่ดีจริงๆ "

เถาไป่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ตอบกลับไปว่า

"ต้องพยายามให้มากๆจะได้ไล่ตามพวกเจ้าทั้งสามคนได้ทันไง "

หลังจากที่ได้อยู่ด้วยกันหลายๆครั้งแล้วหลินเทียนก็พบว่าพวกเขาทั้งสามคนก็เป็นคนดีที่คู่ควรจะคบหา

"ไม่ ๆ ! อย่าทำร้ายเราเลย "

เถาไป่ได้กรอกตาของเขาพร้อมกับพูดว่า

"ข้ากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าความแข็งแกร่งในตอนนี้เกินกว่าข้าและเทียนเซอไปแล้ว "

"เจ้าก็พูดเกินไป "

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

"ตอนแรกข้าก็พอหวังไว้นะแต่หลังจากที่ต้องเจอกับสัตว์ประหลาดแบบเจ้าแล้วข้าว่ามันไม่เหมาะกับคำนี้แล้วจริงๆ "

เถาไป่ได้ยักไหล่ของเขา

ทั้งสี่คนได้เดินออกไปด้านนอกด้วยกัน

หลังจากที่เดินผ่านทางเดินมาแล้วตอนนี้ก็กำลังจะถึงทางออกของตำหนักในแล้ว

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ชะงักไปเพราะเขาสัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาที่กำลังจ้องมองมาทางเขา

เขาได้หยุดเท้าลงพร้อมกับมองตามสายตานี้ไปและพบกับชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกันกับซูมู่หยางแต่เขารู้เพียงแค่ว่าสายตาทีเย็นชานั้นถูกส่งมาจากชายหนุ่มชุดคลุมดำที่อยู่ข้างๆซึ่งขณะที่จ้องมาทางเขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารลางๆ

"โม่จี่ ! เจ้านี่มันกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ? ! "

เถาไป่ได้โห่ร้องออกมา

เทียนเซอที่อยู่ข้างๆเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปขณะที่คงฮางได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากัน

ท่าทางของหลินเทียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย นี่ชายหนุ่มชุดดำคนนั้นคือโม่จี่ ? ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมถึงได้รู้สึกว่ารูปลักษณ์ของมันดูคุ้นหน้าคุ้นตาและทำไมต้องส่งจิตสังหารออกมา ที่แท้มันเป็นคือพี่ชายของโม่เซินนี่เอง

เขาได้แต่แสยะอยู่ในใจขณะที่แสดงสีหน้าที่ราบเรียบออกมาก่อนที่จะเดินใกล้เรื่อยๆโดยที่ไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย หลังจากที่ระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่ฟุตนั้นเสมือนว่ามิติโดยรอบกำลังบิดเบี้ยวจากกลิ่นอายอันแข็งแรก่งของทั้งสองที่ปลดปล่อยออกมาปะทะกันอย่างเงียบๆ

"จะทำอะไรน่ะ ? "

เสียงดังสนั่นได้ถูกส่งออกมา

ผู้ดูแลที่เฝ้าประตูทางเข้าตำหนักได้ตระหนักถึงสถานการณ์แปลกๆตรงนี้

กลิ่นอายทั้งสองได้จางหายไปขณะที่สายลมที่กำลังก่อตัวได้สลายไปตามๆกัน

"ไม่มีอะไรขอรับ "

เถาไป่ได้ส่งเสียงออกมา

ผู้ดูแลได้กวาดตามองไปมาก่อนที่จะเดินกลับไปด้วยท่าทางปกติ

"ไปกันเถอะน้องชายหลิน "

เทียนเซอได้พูดออกมา

หลินเทียนได้พยักหน้าขณะที่มองไปยังโม่จี่ที่อยู่ห่างออกไป

ไม่นานพวกเขาทั้งสี่คนก็ได้ออกทิ้งระยะห่างออกไปหลายสิบเมตร

เถาไป่ได้แต่ปาดเหงื่อของเขาก่อนที่จะพูดว่า

"เจ้าโม่จี่นี่มันน่ากลัวจริงๆ ดูแล้วเหมือนกับสัตว์ประหลาดเลยนะ "

เทียนเซอเองก็ได้พยักหน้าอย่างเห็นด้วยพร้อมกับพูดว่า

"ใช่ น่ากลัวมากๆ "

สำหรับหลินเทียนแล้วเขาเห็นด้วยกับคำพูดของทั้งสองเช่นกันเพราะว่าหลังจากที่ได้สบตากับโม่จี่แล้วเขาก็รู้สึกว่าเหมือนร่างกายของตัวเองได้ถูกเสียบโดยจิตสังหารที่รุนแรงซึ่งความรู้สึกนี้เขายังไม่เคยรู้สึกเลยด้วยซ้ำ

"ตอนที่โม่จี่มันอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 นั้นก็ได้เข้าร่วมกับกองกำลังบุกเบิกของจักรวรรดิและเรียกได้ว่าเป็นปลายแหลมของกองกำลังที่เกิดมาเพื่อฆ่าเลยก็ว่าได้ หลังจากที่ผ่านการสังหารมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วมันคงแข็งแกร่งขึ้นมาก "

คงฮางที่มักจะไม่พูดเองก็ได้พูดต่อว่า

"ดูเหมือนว่าเขาจะตัดผ่านไปยังระดับ 4 แล้วนะ "

"อะไรนะ ?! ! "

เถาไป่และเทียนเซอได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

เขตแดนช พจรเทวะระดับ 4 นี่มันไม่ธรรมดาเลยนะ !

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

"ที่พี่ชายคงพูดถูกแล้วเพราะว่าข้าเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน "

ก่อนหน้านี้ที่ได้สบตากันนั้นเขาพบว่ากลิ่นอายของฝ่ายตรงข้ามนั้นรุนแรงมากๆและจากการคำนวณแล้วก็น่าจะตัดผ่านไปยังระดับ 4 แล้วแน่นอน

"นี่มันเป็นปัญหาแล้วสิ "

เทียนเซอได้พูดออกมา

เถาไป่เองก็ได้พูดออกมาว่า

"หลินเทียน ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องระวังตัวเอาไว้นะเพราะแม้ว่าเจ้าจะถือครองตราแม่ทัพที่สามารถสั่งการกองกำลังได้แต่โม่จี่มันต่างออกไป เจ้านี่มันบ้าและคงไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่ๆ "

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับตอบกลับไปว่า

"อื้ม ข้ารู้แล้ว "

เมื่อได้สบตากันเมื่อครู่นั้นเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าโม่จี่มันอันตรายมากๆ

"หากว่าต้องการให้ช่วยอะไรก็บอกได้ทุกเมื่อ เราจะช่วยเท่าที่ช่วยได้อย่างเต็มที่ "

เทียนเซอได้พูดออกมา

"อื้ม ขอบคุณมากๆ "

หลินเทียนได้ตอบกลับ

แม้ว่าเขาไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากทั้งสามคนนี้แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งมากๆ

หลังจากที่สนทนากันต่อเล็กน้อยแล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไป

..........

โม่จี่และซูมู่หยางที่ยืนอยู่ภายในสำนักเองก็ยังคงจ้องมองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนจนถึงตอนที่เขาเดินหายไป

"ข้าล่ะรู้สึกประหลาดใจจริงๆที่เจ้าอดทนโดยไม่ลงมือ "

ซูมู่หยางได้พูดออกมา

โม่จี่ที่กำลังแสดงสีหน้าเหมือนสัตว์ร้ายเองก็ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระหายเลือดว่า

"มันถือครองตราแม่ทัพและหากว่าข้าลงมือกับมันตรงนี้ก็จะชักนำหายนะให้กับตระกูลได้ "

หลังจากนั้นโม่จี่ก็ได้พูดต่อว่า

"ข้าจะฆ่ามันแต่ต้องเตรียมการก่อน เมื่อถึงยามที่ลงมือก็จะต้องเด็ดหัวมันให้ได้ ! "

ซูมู่หยางได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

"ตั้งแต่ที่เจ้าได้เจ้าร่วมกับกองกำลังนี่ดูเหมือนว่าจะใจเย็นขึ้นเยอะเลยนะ "

"ที่นั่นมันถือเป็นนรกที่หากว่าบ้าบิ่นก็มีเพียงแต่ตายเปล่าเท่านั้น "

โม่จี่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ก็ใช่นะ "

ซูมู่หยางได้พูดต่อว่า

"ขอให้เจ้าทำสำเร็จนะ "

โม่จี่ได้มองไปทางเขาพร้อมกับพูดออกมาว่า

"ข้าว่าบางทีเจ้าน่าจะช่วยข้าฆ่ามันด้วยกัน "

เขาได้พูดต่อว่า

"หลังจากนี้ไม่นานก็จะถึงช่วงคัดคนไปเข้าสำนักเป่ยหยานแล้วและแม้ว่าระดับพลังของเจ้าจะถือเป็นลำดับที่ 1 ของศิษย์ในซึ่งมันคงจะแซงหน้าเจ้าเร็วๆนี้ไม่ได้แต่ด้วยพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราของมันแล้วแถมยังเป็นปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 อีกนี่มันทำให้เจ้าถูกทิ้งห่าง ปีนี้เจ้าก็อายุ 18 ปีแล้วและมันเป็นโอกาสสุดท้ายในการเข้าร่วมกับสำนักเป่ยหยาน หากว่าเจ้าพลาดโอกาสนี้ก็คงได้แต่เจ้าร่วมกับกองกำลังหรือไปทำอย่างอื่น"

แน่นอนว่าเรื่องฮือฮาของหลินเทียนนั้นไม่รอดพ้นหูของเขา

ท่าทางของซูมู่หยางได้ตกต่ำลงก่อนที่จะแสดงแววตาที่เย็นยะเยือกออกมา มันเป็นอย่างที่โม่จี่พูดเพราะด้วยสถานะปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 3 ของหลินเทียนนั้นมันอาจจะทำให้มีโอกาสได้ไปที่สำนักเป่ยหยานในปีนี้และเงื่อนไขในการรับศิษย์ของสำนักก็เข้มงวดมากๆ มีเพียงแค่คนที่อายุไม่ถึง 18 ปีเท่านั้นถึงจะมีโอกาสและปีนี้เขาก็อายุ 18 ปีซึ่งหากว่าพลาดโอกาสนี้เขาก็จะไม่มีทางได้เข้าร่วมกับสำนักอีกแล้ว

"ลองคิดดูแล้วกัน"

โม่จี่ได้พูดออกมา

เขาได้หันหลังแล้วเดินออกไปทางนอกตำหนักอย่างรวดเร็ว

ซูมู่หยางยังคงยืนอยู่ที่เดิมขณะที่กำหมัดแน่นจนส่งเสียงดังออกมา

"หลินเทียน ! "

เขาได้ส่งเสียงอันเย็นชาออกมา

.......

หลังจากที่ออกมาจากตำหนักในแล้วหลินเทียนก็กลับไปยังที่พักอย่างรวดเร็ว

"โม่จี่ "

ตอนที่อยู่ภายในตำหนักในนั้นเขารู้ได้ทันทีเลยว่ามันต้องหาโอกาสลงมือกับเขาอย่างแน่นอนและน่าจะเป็นอย่างที่เถาไป่พูดว่ามันคงไม่กล้าทำอะไรซึ่งๆหน้าแต่อาจจะทำอย่างลับๆ

"ดูเหมือนว่าเราคงต้องเตรียมการกวาดล้างตระกูลโม่ให้สูญสิ้นแล้วสินะ "

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หลังจากที่เก็บของแล้วเขาก็ได้ลงไปอธิบายกับหลินซี่แล้วเดินทางไปยังสมาคมปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมโดยทันที ""

"พูและซินเหยาเองก็อยากได้สิ่งนั้นอยู่พอดีเลย"

หลินเทียนเตรียมตัวจะไปทำภารกิจของทางสมาคมเพื่อสะสมแต้มของเขาจะได้เอาไปแลกกับหยาดจันทราเพราะด้วยระดับพลังของเขาบวกกับข่ายอาคมลมกระโชกแล้วมันเพียงพอที่จะให้เขาแอบลอบเข้าไปในบ้านหลักตระกูลโม่ เขาได้เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้กับพวกมันเรียบร้อยแล้ว

จบบทที่ Divine King Of All Directions - 108

คัดลอกลิงก์แล้ว