เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 316 – น่าละอาย

บทที่ 316 – น่าละอาย

บทที่ 316 – น่าละอาย


เคอเอ้อร์หลานตี้ตอบกลับมาอย่างระมัดระวัง “องค์ราชา นอกจากที่มีหน้ากากสีเงินเพิ่มขึ้นมาแล้ว ลักษณะที่เหลือของนักเวทย์คนนั้น ตรงกับลักษณะของท่านทูตแห่งเทพเจ้าเว่ยจางกง ที่พวกข้าน้อยได้พบก่อนหน้านี้มาก ตอนที่พวกเราแยกทางกัน เขาได้กล่าวเอาถึงจุดหมายปลายทางเอาไว้แล้ว ว่าต้องการมาจัดการกับเรื่องสำคัญบางอย่างที่ป้อมปราการเต๋อหลุนแห่งนี้ ข้าน้อยไม่ได้แจ้งเรื่องที่พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ให้เขาได้รับทราบ เพียงแค่เร่งความเร็วในการเดินทางเพื่อให้มาถึงที่นี่ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อทูลเรื่องราวให้พระองค์ได้ทรงทราบล่วงหน้า และคิดที่จะเชิญท่านทูตให้มาเข้าเฝ้าพระองค์ หลังจากที่เขาจัดการกับธุระส่วนตัวสำเร็จแล้ว”

“และเหมือนกับที่ข้าน้อยได้กราบทูลไปก่อนหน้านี้ ท่านทูตจางกงนั้นมีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ระดับของพลังเวทย์น่าจะถือว่าเป็นสุดยอดของเหล่านักเวทย์ไปแล้ว ถึงกับสามารถร่ายเวทย์ต้องห้ามได้ด้วยตัวเองคนเดียว! ถ้าเกิดว่าองค์หญิงอยู่กันท่านทูตจริง ๆ อย่างน้อยพวกเราก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ท่านทูตเป็นคนที่ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมเป็นอย่างมาก” หลังจากกล่าวออกมาอย่างยืดยาว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองราชาเทียนฟง ที่กำลังมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่อย่างหนัก ก่อนจะตัดสินใจกล่าวต่อออกมา “ที่ข้าน้อยกำลังวิตกอยู่ในขณะนี้ คือท่านทูตน่าจะเป็นคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากเสียมากกว่า” เมื่อคิดถึงความน่ากลัวของเจ้าหญิงเฟยหยูแล้ว เคอเอ้อร์หลานตี้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

ราชาเทียนฟงเงยหน้าขึ้นมาจากอาการครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวถามนายทหารที่เข้ามารายงาน “เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่า นักเวทย์คนนั้นกล่าวออกมาว่าเขาเป็นอาจารย์ของเฟยหยู?”

นายทหารคนนั้นตอบกลับมาด้วยความประหม่าเล็กน้อย “ขอรับ ข้าน้อยแน่ใจ”

ราชาแห่งต้าลู่หันกลับมาที่เคอเอ้อร์หลานตี้ และออกคำสั่งทันที “ในเมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไปเป็นอย่างนี้แล้ว เจ้าก็นำแปดยอดนักดาบออกไปตามหาพวกเขาก็แล้วกัน ถ้านักเวทย์ผู้นั้นคือทูตแห่งเทพเจ้าเว่ยจางกงจริง ๆ เจ้าห้ามทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองอย่างเด็ดขาด พยายามขอตัวเจ้าหญิงกลับมาเท่านั้นก็พอ แต่ถ้าไม่สำเร็จ หรือเฟยหยูไม่ต้องการที่จะเดินทางกลับมา เจ้าก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเถอะ”

“อะไรนะขอรับ?” เคอเอ้อร์หลานตี้อุทานออกมา ไม่เข้าใจว่าทำไมราชาเทียนฟงถึงได้อนุญาตให้ลูกสาวสุดที่รักของตนเอง ติดตามไปกับผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยได้

แววตาของราชาเทียนฟงเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง “แค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ ตอนนี้เจ้าออกไปได้แล้ว”

“ข้าน้อยทูลลา” เคอเอ้อหลานตี้ไม่กล้ากล่าวถามอะไรออกมาอีก รีบหมุนตัวแล้วเดินออกจากศูนย์บัญชาการใหญ่ไปในทันที ระหว่างที่กำลังเดินออกไปนั้น มีเงาร่างของคน 8 คน กระโดดออกมาจากมุม ๆ หนึ่ง และติดตามเขาไปไม่ห่าง

............

ผมพาเฟยหยูเหาะลงไปทางทิศใต้ด้วยกัน หลังจากเดินทางกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ตอนนี้พวกเรามาถึงที่ราบสูงในอาณาเขตของเผ่าปีศาจได้แล้ว หลังจากนี้ พวกเรายังคงจะต้องมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ต่อไป นี่เป็นเบาะแสเดียวที่ได้มาจากพ่อค้าเร่ร่างใหญ่ในป้อมคนนั้น มันเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้หาหุบเขาแบ่งฟ้าเจอได้เร็วที่สุด

ตอนที่ผมร่อนลงมายังพื้นดิน ก็เริ่มหมุนเวียนพลังของดาบศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายทันที ทั้งเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่อยู่รอบตัว และหวังที่จะได้รับการตอบสนองกลับมาจากพลังศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ ๆ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรกลับมา เฟยหยูซึ่งลงมายืนอยู่ด้วยตัวเองแล้ว กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น “ท่านอาจารย์ ความรู้สึกตอนบินได้นี่มันช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ เท่าคิดจะสอนให้ข้าบินเมื่อไหร่กัน?”

นั่นทำให้ผมต้องทำหน้าเบื่อหน่ายออกมา “เจ้าคิดว่าการบินมันง่ายที่จะฝึกอย่างนั้นหรือ? ถ้าไม่มีพื้นฐานพลังเวทย์ที่แข็งแกร่ง ไม่มีระดับพลังเวทย์ที่สูงมากพอ ไม่มีทางที่จะบินได้หรอก ด้วยระดับพลังเวทย์ของเจ้าในตอนนี้ คงต้องฝึกอย่างขยันขันแข็งสัก 10 ปี ถึงจะมีความหวังที่จะบินได้ ถ้าไม่มีอะไรช่วยเหลือ หรือมีเงื่อนไขพิเศษอะไรเกิดขึ้น เจ้าคงไม่มีทางบินได้แน่ ๆ”

แต่เฟยหยูกลับเถียงอย่างไม่พอใจออกมาทันที “ข้าไม่สนหรอก! ข้าอยากจะบินได้ตอนนี้เลย ท่านเก่งขนาดนี้ ต้องมีวิธีทำให้ข้าบินได้อย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ท่านอาจารย์?”

ผมส่ายหน้า “มันมีอยู่ 3 วิธีที่จะทำให้มนุษย์สามารถบินอยู่บนท้องฟ้าได้ อย่างแรกคือการใช้จิตวิญญาณของการต่อสู้ในการขับเคลื่อนร่างกาย มันต้องการความเข้มข้นของพลังจำนวนมาก และระเบิดมันออกมาอย่างรุนแรง เพื่อที่จะสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลก มันต้องใช้ระดับพลังที่สูงมากทีเดียวเชียวล่ะ อย่างที่สอง คือการเพิ่มระดับพลังเวทย์ของเจ้า ให้สามารถควบคุมธาตุลมในสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ มันจะช่วยยกตัวให้เจ้าลอยอยู่กลางอากาศ และเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่าง ๆ ได้ วิธีที่สาม....”

เฟยหยูรีบถามออกมาอย่างตื่นเต้น “วิธีที่สามคืออะไร?”

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมอดนึกไปถึงเสี่ยวจินที่อยู่ที่ดินแดนของผู้พิทักษ์แห่งเทพไม่ได้ ทำให้ต้องถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยตอบออกไป “วิธีที่สาม คือการมีสัตว์เวทย์ที่บินได้คอยช่วยเหลือ มันจะสามารถพาเจ้าบินไปบนท้องฟ้าได้”

เฟยหยูหัวเราะออกมาแล้ว “สัตว์เวทย์อย่างนั้นหรือ? ข้ามีอยู่ตัวหนึ่ง! คอยดูให้ดีนะท่านอาจารย์ ปีกทะยานฟ้า! ข้าขออัญเชิญเจ้า”

ผมรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะเฟยหยูขยับมือของเธอขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ปล่อยแสงสีขาวเรืองรองพุ่งขึ้นไปบนนั้น และก่อตัวเป็นวงแหวนหกเหลี่ยมขึ้นมา ‘นี่มันวิธีอัญเชิญสัตว์เวทย์แห่งโชคชะตานี่นา เธอทำสัญญาโชคชะตากับสัตว์เวทย์อย่างนั้นหรือ?’ ตอนนี้ มีแสงสีขาวสว่างจ้าออกมาจากวงแหวนหกเหลี่ยม ส่งผลให้ธาตุเวทย์มนต์ที่อยู่รอบ ๆ เริ่มปั่นป่วน และเมื่อแสงนั้นจางหายไป นกที่มีสีขาวราวกับหิมะก็ปรากฏตัวออกมาจากวงแหวนเวทย์นั้นทันที มันส่งเสียงร้องออกมาอย่างร่าเริง ก่อนจะโผลงมาเกาะที่ไหล่ของเฟยหยูอย่างสนิทสนม

นกตัวนี้มีสีขาวไปทั้งตัวจริง ๆ ดวงตาคู่โตนั้นเป็นสีแดงสดใส กำลังจ้องมองผมอย่างให้ความสนใจอยู่ และบนหัวของมันยังมีเขาสีทองเล็ก ๆ โผล่ออกมาสองข้าง แต่พลังที่แพร่กระจายออกมาจากร่างกายของมัน แสดงว่ายังอ่อนแอเป็นอย่างมา

ผมอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น “สัตว์เวทย์ประเภทเติบโตได้นี่นา” สมแล้วกับที่เธอเป็นเจ้าหญิงของอาณาจักรต้าลู่ สามารถที่จะครอบครองสัตว์เวทย์ประเภทนี้ได้ และผมสามารถสัมผัสกับพลังเวทย์ของมันได้อย่างชัดเจนมาก แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่ามันเป็นนกชนิดใด และพลังของมันยังอ่อนแออยู่มาก แต่มันต้องเป็นสัตว์เวทย์ที่ทรงพลังอย่างมากแน่นอน ถ้ามันเติบโตได้อย่างเต็มที่แล้ว

เสียงของเฟยหยูดังออกมาอีก คราวนี้ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความพอใจ “เป็นยังบ้างท่านอาจารย์ สัตว์เวทย์ของข้า? มันมีชื่อว่าเสี่ยวยู่เหมา ต้องทำอย่างไร มันถึงจะช่วยให้ข้าบินได้?”

ผมกลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง “ตอนนี้สัตว์เวทย์ของเจ้ายังมีระดับที่ต่ำมากอยู่เลย มันเป็นสัตว์เวทย์ประเภทเติบโตได้ ที่จะค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเจ้า การเพิ่มพลังเวทย์ของเจ้าของ จะทำให้สัตว์เวทย์ทรงพลังมากยิ่งขึ้น ถ้าเจ้าอยากจะให้มันสามารถพาเจ้าบินไปได้ เจ้าต้องเพิ่มระดับพลังเวทย์ของตัวเองก่อน ตอนนี้มันยังอ่อนแอมากอยู่เลย ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก”

เฟยหยูเบ้ปากทันที ยื่นมือออกไปลูบปีกของเสี่ยวยู่เหมาเบา ๆ “แล้วนั่นจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน? ท่านอาจารย์ ท่านก็เก่งออกขนาดนี้ ไม่มีวิธีช่วยข้าเพิ่มพลังเวทย์เร็ว ๆ บ้างเลยหรือยังไง?”

สีหน้าของผมเริ่มจริงจังขึ้นแล้ว เสียงเข้มขึ้นเป็นอย่างมาก “ห้ามพูดอะไรอย่างนั้นออกมาอย่างเด็ดขาด อย่าได้คิดว่าการฝึกฝนเวทย์มนต์เป็นแค่เรื่องเล่น ๆ ถ้าไม่ผ่านการฝึกฝนอย่างอดทน เจ้าไม่มีทางจะประสบความสำเร็จได้อย่างเด็ดขาด เฟยหยู! ช่วงนี้ข้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องจัดการจริง ๆ ไม่สามารถจะดูแลเจ้าได้ เอาแบบนี้ได้หรือไม่? ข้าจะใช้ผังเวทย์เคลื่อนย้ายระยะไกล ส่งเจ้ากลับเข้าป้อมปราการไปโดยตรง จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพวกนั้นจับตัวไป”

สีหน้าของเฟยหยูถอดสีทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เธอกล่าวออกมาด้วยเสียงสะอื้น “ท่านอาจา..ท่านอาจารย์ ท่านไม่ต้องการข้าอีกแล้วหรือ? ข้านี่มันน่าสงสารจริง ๆ แล้วถ้าไปเจอพวกคนไม่ดีเข้าอีก ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างข้าจะทำอะไรได้? ท่านอาจารย์ ได้โปรดพาข้าไปด้วยเถอะนะ ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่างเลย ข้าสัญญา”

ได้ยินการอ้อนวอนของเธอ ผมก็รู้สึกกลุ้มใจขึ้นมาทันที ‘ทำไมฉันถึงต้องมาเจอกับผู้หญิงที่ทำให้ปวดหัวได้ถึงขนาดนี้ด้วยนะ? แล้วฉันจะพาเธอไปสืบทอดพลังแห่งเทพเจ้าด้วยได้ยังไงกันล่ะเนี่ย?”

จบบทที่ บทที่ 316 – น่าละอาย

คัดลอกลิงก์แล้ว