- หน้าแรก
- เมื่อผมมอบระบบให้รัฐบาล ท่านผู้นำเลยเปย์ยับปั้นให้เป็นเทพทรู
- บทที่ 31: นี่คือเพลงดาบขั้นสวรรค์งั้นเหรอ
บทที่ 31: นี่คือเพลงดาบขั้นสวรรค์งั้นเหรอ
บทที่ 31: นี่คือเพลงดาบขั้นสวรรค์งั้นเหรอ
สนามฝึกซ้อมทางทิศตะวันออก
สายลมกรรโชกแรงม้วนเอาฝุ่นทรายตลบอบอวล ทำให้นักผจญภัยที่ยืนมุงดูอยู่ข้างสนามต้องหรี่ตาลงโดยสัญชาตญาณ
“วู้ว——”
เงาร่างสีขาวดุจหิมะสายหนึ่งเบรกตัวโก่งด้วยความเร็วที่ฝืนกฎฟิสิกส์ อุ้งเท้าขนาดมหึมาทั้งสี่ไถพรืดไปกับพื้นแข็งจนเกิดเป็นร่องตื้นๆ สี่สาย
ในที่สุด มันก็หยุดลงอย่างมั่นคงพร้อมกับเสียงกระดิ่งทองคำที่ดังกุ๊งกิ๊งสดใส
ลมสงบ ฝุ่นจางลง
ทุกคนถึงได้เห็นชัดถนัดตาว่า นั่นคือกระต่ายยักษ์ที่มีขนาดตัวพอๆ กับม้าศึก ขนสีขาวปลอดตลอดทั้งตัว และมีดวงตาสีแดงก่ำ
บนหลังของกระต่ายยักษ์ ชายหนุ่มเผ่ามนุษย์ผมดำตาดำคนหนึ่งกำลังเกาะคอมันไว้แน่นด้วยใบหน้าซีดเผือด ท่าทางเหมือนพร้อมจะอาเจียนออกมาได้ทุกเมื่อ
“อ้วก... เจ้ากระต่ายบ้านี่ มันส์กว่ารถไฟเหาะอีก...”
เฉินโหยวรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกจังหวะการกระแทกกระทั้นเมื่อครู่เขย่าจนรวมเป็นเนื้อเดียวกันไปหมดแล้ว
พาหนะเฉพาะตัวของสมาชิกจื้อจุน เร็วแรงจริงไม่เถียง แต่ประสบการณ์การโดยสารนี่สิ เรียกได้ว่าทรมานบันเทิงชัดๆ
วินาทีถัดมา กระต่ายยักษ์ก็กลายเป็นละอองแสงสีขาวและสลายตัวไปโดยอัตโนมัติ ทิ้งไว้เพียงเฉินโหยวที่ขายังคงสั่นพั่บๆ
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาดึงดูดสายตาของนักผจญภัยทุกคนในสนามฝึกซ้อมทันที
“ไอ้หมอนี่โผล่มาจากไหนเนี่ย? เปิดตัวได้เก๋ดีนี่หว่า” นักรบออร์คที่แบกขวานยักษ์ฉีกยิ้มกว้าง น้ำเสียงหยาบกระด้าง
“ดูสิ เลเวล 4 สงสัยจะมาจากอารยธรรมกระจอกๆ ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ”
นักธนูเอลฟ์หูแหลมที่อยู่ข้างๆ เบ้ปาก พูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความรู้สึกเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด
เฉินโหยวฟังภาษาของพวกเขาไม่รู้เรื่องสักคำ มันฟังดูเหมือนเสียงบ่นพึมพำ เป็นพยางค์ประหลาดที่ผสมระหว่างเสียงคำรามของสัตว์และเสียงร้องของนก
【ตรวจพบภาษาที่ไม่รู้จัก ต้องการเปิดใช้งานสิทธิพิเศษ “สมาชิกจื้อจุน”: ความรู้แจ้งทั่วหล้า หรือไม่】
【หลังจากเปิดใช้งาน ระบบจะแปลภาษาของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่ระบุได้ทั้งหมดให้คุณโดยอัตโนมัติ】
“ยืนยัน” เฉินโหยวตอบตกลงในใจ
โลกพลันเงียบสงบลงในทันที
พยางค์ประหลาดเหล่านั้นทันทีที่ผ่านเข้าหูเขา ก็ถูกแปลงเป็นความหมายที่เขาเข้าใจได้
“ไอ้มือใหม่เลเวล 4 ทำตัวเวอร์วัง เรียกร้องความสนใจชะมัด”
“สงสัยเพิ่งออกมาจากรูที่ไหนสักแห่ง ไม่เคยเห็นโลกภายนอกล่ะสิ”
ที่แท้ก็กำลังเยาะเย้ยฉันอยู่นี่เอง
เฉินโหยวขยี้ศีรษะที่ยังมึนงง พลางบ่นอุบในใจ “ฉันก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้สักหน่อย ใครจะไปรู้ว่าระบบนำทางจะเป็นกระต่าย...”
แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะไปสนใจคำพูดเหล่านั้น
คำสอนของหลี่กั๋วอันยังคงดังก้องอยู่ในหู... ปลอดภัยไว้ก่อน
สายตาของเขามองข้ามเหล่านักผจญภัยปากหอยปากปูพวกนั้นไปอย่างรวดเร็ว และพุ่งเป้าไปที่ใจกลางสนามฝึกซ้อม
ตรงนั้นมีลานประลองหินเขียวขนาดมหึมาที่มีความยาวด้านละกว่าสิบเมตรตั้งตระหง่านอยู่
ทหารกองกำลังป้องกันเมืองเจ้าเฉิงนายหนึ่งสวมชุดเกราะมาตรฐาน ในมือกระชับทวนยาว ยืนตัวตรงแน่วอยู่บนลานประลอง สีหน้าไร้อารมณ์ แผ่กลิ่นอายหนักแน่นมั่นคง
เป็นไปตามที่เฉินโหยวคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้ ภารกิจนี้ก็คือการต่อสู้นั่นเอง
เป้าหมายเรียบง่ายมาก ขึ้นเวที และเอาชนะทหารกองกำลังป้องกันเมืองให้ได้
ขณะนี้ ด้านล่างเวทีมีนักผจญภัยมุงดูอยู่ไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าต่างก็มารอทำภารกิจนี้กันทั้งนั้น
จากการพูดคุยของพวกเขา เฉินโหยวได้รู้ว่า การทำภารกิจนี้สำเร็จครั้งแรกจะได้รับรางวัลอย่างงาม และหลังจากนั้นยังสามารถรับภารกิจซ้ำได้เรื่อยๆ
ถือเป็นหนึ่งในช่องทางปั๊มชื่อเสียงเมืองเจ้าเฉิงที่มั่นคงที่สุด
“คนต่อไป! ใครจะมา!” ทหารกองกำลังป้องกันเมืองบนเวทีตะโกนก้อง เสียงดังกังวานราวกับระฆังใบใหญ่
นักรบคนแคระหนวดเครารุงรังคนหนึ่งคำรามลั่นพลางกระโดดขึ้นไปบนเวที บนหัวของเขามีตัวเลขระบุเลเวล 7
“เพื่อเตาหลอมและเหล้าแรง!”
คนแคระเหวี่ยงค้อนศึก พุ่งเข้าใส่อย่างดุดัน
ทว่า ทหารกองกำลังป้องกันเมืองเพียงแค่เอียงตัวหลบอย่างใจเย็น แล้วก้าวเท้าสวนกลับ
ใช้ท่าทุ่มมาตรฐานขัดขา ตามด้วยด้ามทวนที่กระแทกเข้าที่ท้ายทอยของคนแคระอย่างจัง
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงสิบวินาที นักรบคนแคระเลเวล 7 ก็ถูกเตะกลิ้งลงจากเวทีอย่างหมดรูป
ล้มเหลว!
เสียงถอนหายใจด้วยความเสียดายดังขึ้นจากฝูงชน
ต่อจากนั้น นักธนูเอลฟ์เลเวล 8 พยายามใช้ความได้เปรียบระยะไกลยิงตอดแบบว่าวติดลม แต่ความเร็วในการเคลื่อนที่ของทหารกองกำลังป้องกันเมืองนั้นรวดเร็วมาก
เพียงไม่กี่ก้าวก็ประชิดตัว เอลฟ์ยังไม่ทันได้ยิงดอกที่สาม ก็ถูกทวนกวาดใส่จนกระเด็น ประกาศความพ่ายแพ้ไปอีกราย
เฉินโหยวเฝ้าดูอยู่เงียบๆ ด้านล่าง พลางประเมินสถานการณ์ในใจ
ค่าสถานะของทหารกองกำลังป้องกันเมืองนายนี้ เหนือกว่ามอนสเตอร์ในระดับเดียวกันไปไกลโข
ทักษะการต่อสู้ของเขาก็ยอดเยี่ยม ไม่มีจังหวะเคลื่อนไหวที่สูญเปล่าเลยแม้แต่นิดเดียว
“ฉันเอง!”
เสียงคำรามดังขึ้น นักรบออร์คเลเวล 10 ที่แบกขวานยักษ์คนเมื่อครู่กระโดดขึ้นไปบนเวที
คราวนี้ การต่อสู้เริ่มดุเดือดสูสีขึ้นมาในที่สุด
นักรบออร์คหนังเหนียวเนื้อหนา พละกำลังมหาศาล เปิดฉากแลกอาวุธกับทหารกองกำลังป้องกันเมืองแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสาดกระเซ็น
ในที่สุด หลังจากยอมแลกด้วยแผลลึกจนเห็นกระดูกที่แขนข้างหนึ่งจากการถูกคมทวนกรีด นักรบออร์คก็ฉวยโอกาสใช้ไหล่กระแทกรับการแทงของทวน แล้วพุ่งตัวเข้าประชิด
ใช้ขวานทุบทหารกองกำลังป้องกันเมืองจนมึนงงไปชั่วขณะ และคว้าชัยชนะมาได้อย่างทุลักทุเล
“แฮ่ก... แฮ่ก... ในที่สุดก็ชนะ”
นักรบออร์คหอบหายใจถี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโล่งใจ
ขนาดเบอร์เซิร์กเกอร์เลเวล 10 ยังสู้ได้ยากลำบากขนาดนี้
แต่แววตาของเฉินโหยวกลับเป็นประกายขึ้นมา
เขานึกถึงบทสรุปการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซุนเฟิงและทีมงานในโครงการ “เติมเงิน” ให้ไว้——
การทะลวงขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นที่หนึ่ง จะมอบค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับการอัปเลเวลต่อเนื่องกว่าสิบเลเวลของอาชีพอื่น!
ในเมื่อออร์คเลเวล 10 คนนั้นยังชนะได้ ถ้าอย่างนั้น... ฉันก็น่าจะไม่มีปัญหา
นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ทดสอบความแข็งแกร่งในปัจจุบันของตัวเอง
โดยเฉพาะเพลงดาบขั้นสวรรค์ที่เพิ่งเรียนมา ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง
บนเวทีประลอง ทหารกองกำลังป้องกันเมืองที่พ่ายแพ้กลายเป็นละอองแสงหายไป
ทหารนายใหม่รีสปอนขึ้นมาแทนที่ พร้อมกับเอ่ยประโยคคำถามเสียงเย็นชาซ้ำเดิม:
“ยังมีใครอยากขึ้นมาชี้แนะอีกไหม”
ด้านล่างเวทีเงียบกริบ ความแข็งแกร่งของทหารกองกำลังป้องกันเมืองที่ชนะรวดมาสองรอบนั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนแล้ว
นักรบออร์คที่เพิ่งชนะกำลังนั่งดื่มยาฟื้นฟูอยู่ด้านล่าง ส่วนคนอื่นๆ ยิ่งไม่มีความมั่นใจ
ในจังหวะนั้นเอง เฉินโหยวก็ขยับตัว
เขาก้าวเท้า เดินขึ้นไปบนเวทีอย่างไม่รีบร้อน
ชั่วพริบตา สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เขาอีกครั้ง
“หา? ฉันตาฝาดไปรึเปล่าเนี่ย? ไอ้เลเวล 4 นั่นขึ้นไปแล้ว?”
“มันคิดจะทำอะไร? ไปรนหาที่ตายเหรอ?”
“ขนาดคนแคระเลเวล 7 ยังโดนเก็บในพริบตา มันขึ้นไปก็มีแต่จะโดนยำเละไม่ใช่รึไง”
นักรบออร์คเลเวล 10 ที่เพิ่งชนะมาหมาดๆ มีชื่อว่าคาเกอ เขามองเฉินโหยวบนเวทีด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง พลางหัวเราะเยาะเสียงดัง
“เฮ้ย ไอ้หนู! ที่นี่ไม่ใช่ชนเผ่าป่าเถื่อนเล่นขายของแบบพวกแกนะเว้ย พลาดนิดเดียวถึงตายได้เลยนะ!”
“รีบไสหัวลงมา อย่ามาทำให้คนอื่นเสียเวลา!”
เฉินโหยวไม่สนใจเขา เพียงแค่มองทหารกองกำลังป้องกันเมืองตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย
ความเงียบของเขา ในสายตาของคาเกอ กลับกลายเป็นการแสดงออกถึงความขี้ขลาดและความเขลา
รอยยิ้มของคาเกอยิ่งดูน่าเกลียดน่ากลัวขึ้น น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดูแคลนแทบจะล้นทะลักออกมา:
“แม้แต่เผ่าพันธุ์และอาชีพยังระบุไม่ได้ ช่างเป็นคนที่น่าสมเพชจริงๆ”
“อารยธรรมล้าหลังที่มาจากมุมมืดอย่างพวกแก ไม่มีแม้แต่เกียรติยศและความกล้าหาญขั้นพื้นฐานเลยรึไง”
“หยวนเจี้ย ไม่ใช่ที่สำหรับขยะอย่างพวกแก!”
“อารยธรรมล้าหลัง”, “ขยะ”...
คำศัพท์เหล่านี้ เหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงเข้ามาในหูของเฉินโหยว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะแค่หัวเราะผ่านๆ หรือด่ากลับในใจสักสองสามคำ
แต่ตอนนี้ ในหัวของเขาปรากฏภาพใบหน้าเคร่งขรึมของหลี่กั๋วอัน
ภาพของผู้เชี่ยวชาญในโครงการ “เติมเงิน” ที่ทำงานหนักจนตาแดงก่ำ ภาพของตัวแทนฮัวเซี่ยที่ประกาศก้องอย่างหนักแน่นกลางที่ประชุมสหประชาชาติ
เขายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ได้เป็นตัวแทนของตัวเองเพียงคนเดียว
แต่เขาเป็นตัวแทนของ “ฮัวเซี่ย”
คิดว่าฮัวเซี่ยของฉันไร้คนมีฝีมือรึไง
เฉินโหยวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาละจากทหารกองกำลังป้องกันเมืองเป็นครั้งแรก เบนไปจับจ้องที่ใบหน้าของออร์คคาเกอด้านล่างเวที
แววตานั้นสงบนิ่ง แต่กลับทำให้คาเกอรู้สึกใจสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก
“หนวกหู”
เฉินโหยวเอ่ยออกมาเบาๆ สองคำ
เขาตัดสินใจแล้วว่า เดี๋ยวจะต้องสั่งสอนให้นักรบออร์คตัวนี้เข้าใจเสียหน่อยว่า อะไรคือ “มารยาท”
จากนั้น เขาก็หันกลับมา เผชิญหน้ากับทหารกองกำลังป้องกันเมือง แล้วค่อยๆ ยื่นมือขวาออกไป
ดาบเหล็กมือใหม่ปรากฏขึ้นในมือของเขาจากความว่างเปล่า
เห็นได้ชัดว่าโปรแกรมของทหารกองกำลังป้องกันเมืองไม่ได้ตั้งค่าให้ “รอคอย” ทันทีที่เฉินโหยวขึ้นมาบนเวที มันก็เข้าสู่สถานะต่อสู้แล้ว
ในวินาทีที่เฉินโหยวจับด้ามดาบ มันก็เคลื่อนไหวทันที!
ทวนยาวพุ่งทะยานดุจมังกร แหวกอากาศเข้ามา!
ไร้ลีลาซับซ้อน มีเพียงการแทงตรงที่รวดเร็วถึงขีดสุด เป้าหมายพุ่งตรงไปที่หัวใจของเฉินโหยว!
นักผจญภัยด้านล่างบางคนถึงกับหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ ราวกับเห็นภาพสยดสยองที่มือใหม่เลเวล 4 คนนี้ถูกทวนแทงทะลุหัวใจไปแล้ว
ออร์คคาเกอยิ่งส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันอย่างได้ใจ
ทว่า วินาทีถัดมา สีหน้าของทุกคนก็ต้องแข็งค้าง
เผชิญหน้ากับทวนที่รวดเร็วปานสายฟ้านี้ เฉินโหยวไม่หลบไม่เลี่ยง
เขาเพียงแค่ยื่นดาบเหล็กในมือออกไปข้างหน้าอย่างเรียบง่าย
ไม่มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ไม่มีเอฟเฟกต์แสงสีตระการตา
การเคลื่อนไหวของเขาดูเหมือนจะช้าด้วยซ้ำ ราวกับผู้ฝึกหัดที่กำลังฝึกท่าแทงพื้นฐานที่สุด
แต่ทว่า ในชั่วพริบตาที่ปลายดาบถูกส่งออกไปนั้น แสงสีขาวสายหนึ่งที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ก็วาบผ่านปลายดาบไปวูบหนึ่ง
《เพลงดาบผ่าสวรรค์》กระบวนท่าที่หนึ่ง... หงส์เหิน!