- หน้าแรก
- ฝึกยุทธ์พันปี ไหงข้ากลายเป็นบรรพชนผู้สร้างโลกไปซะได้
- บทที่ 10: ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตนี้
บทที่ 10: ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตนี้
บทที่ 10: ความปรารถนาสูงสุดในชีวิตนี้
กาลเวลาผันผ่านอย่างรวดเร็ว
หลินเยว่คุ้นชินกับความโดดเดี่ยวเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว
สามปีเต็มผ่านไป วันหนึ่งหลินเยว่พลันสะดุ้งตื่นจากนิมิตฝันที่มาเยือนอย่างกะทันหัน
เมื่อได้สติ เขาก็เริ่มทบทวนเรื่องราวในความฝันเมื่อคืนอย่างละเอียด
‘ผ่านไปหลายปีแล้วสินะ ข้าเกือบลืมไปแล้วว่าตนเองมักจะฝันถึงคนที่เคยมาเยือนเขตปลอดภัย’
‘แต่ครั้งนี้ก็ทิ้งช่วงไปนานมากจริงๆ’
ในความฝันเมื่อคืน หลินเยว่ฝันเห็นหลี่เฉิงอันตามคาด
ความฝันนั้นแจ่มชัดยิ่งนัก และหลินเยว่รู้ดีว่าเรื่องราวทั้งหมดในนิมิตนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นความจริง
หลังจากหลี่เฉิงอันกลับไปยังดาวเคราะห์ดวงเดิม เขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จากเด็กหนุ่มที่เคยขี้ขลาดตาขาว กลับกลายเป็นคนมั่นใจและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
เมื่อกลับไปถึงโรงเรียน ไม่นานเขาก็เผยพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ออกมาอย่างเจิดจรัส
ผู้คนที่เคย ‘รู้จัก’ เขาในอดีต ต่างพากันตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงนี้
ค่าปราณเลือดของหลี่เฉิงอันก่อนเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัยพุ่งสูงถึง 2 หน่วย เทียบเท่ากับพละกำลังปราณเลือดสี่ร้อยจิน
ระดับนี้ถือว่าเป็นยอดฝีมือในหมู่นักเรียนมัธยมปลายอย่างไม่ต้องสงสัย
ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลี่เฉิงอันฉายแววโดดเด่นจนคว้าอันดับหนึ่งในการสอบภาคปฏิบัติ กลายเป็นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในวิชาวิถียุทธ์ของเมืองซินเป่ย
และประสบความสำเร็จในการเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวิถียุทธ์อันดับหนึ่งแห่งสหพันธรัฐ
หลังจากเข้าสู่มหาวิทยาลัยวิถียุทธ์อันดับหนึ่งแห่งสหพันธรัฐ หลี่เฉิงอันก็กวาดรางวัลจากการประลองยุทธ์ของนักศึกษาใหม่ไปครองหลายรายการภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน
ผลงานอันโดดเด่นของเขาเป็นที่ต้องตาของอธิการบดีมหาวิทยาลัยวิถียุทธ์อันดับหนึ่งแห่งสหพันธรัฐ จนได้รับทุนการศึกษาระดับสูงสุด
หลี่เฉิงอันไม่ได้หลงระเริงไปกับความสำเร็จ อาจเป็นเพราะหลังจากได้พบกับหลินเยว่ เขาจึงตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน จึงทุ่มเทจิตใจทั้งหมดให้แก่วิถียุทธ์
ในมหาวิทยาลัยวิถียุทธ์อันดับหนึ่งแห่งสหพันธรัฐ หลี่เฉิงอันยังได้รับฉายาว่า ‘คนบ้ายุทธ์’ อีกด้วย
ซึ่งเจ้าตัวก็ดูจะพอใจกับฉายานี้เป็นอย่างยิ่ง
ปีแรกในมหาวิทยาลัยวิถียุทธ์ ปราณเลือดของหลี่เฉิงอันพุ่งทะยานถึงระดับ 3 หน่วย และได้รับคัดเลือกเป็นตัวเต็งเข้าร่วมการประลองวิถียุทธ์เยาวชนโลก
ในการแข่งขัน หลี่เฉิงอันฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ และด้วยเพลงหมัดมาตรฐานที่ดูแปลกประหลาดชุดหนึ่ง เขากลับสามารถเอาชนะผู้เข้าแข่งขันชาวผิวสีที่เป็นตัวเต็งแชมป์ได้
ผู้เข้าแข่งขันชาวผิวสีผู้นี้คือศิษย์สายตรงของผู้เยี่ยมวรยุทธ์ระดับตำนานซึ่งมีปราณเลือดทั่วร่างสูงถึง 3.5 หน่วยตั้งแต่อายุเพียงสิบแปดปี
แต่เพลงหมัดของหลี่เฉิงอันกลับสามารถชดเชยช่องว่างของปราณเลือดได้ และคว้าแชมป์การประลองวิถียุทธ์เยาวชนโลกมาครองในที่สุด
ความสำเร็จของหลี่เฉิงอันทำให้พ่อแม่ของเขาไม่ต้องทำงานในแถบดาวเคราะห์น้อยที่อันตรายอีกต่อไป และสามารถเกษียณอายุมาใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างสุขสบายก่อนกำหนด
ทว่าหลังจบภาคการศึกษาของปีสอง หลี่เฉิงอันกลับเลือกเส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาถึงกับสมัครเข้ากองบุกเบิกข้ามดวงดาว และโดยสารไปกับยานสำรวจข้ามดวงดาวลำแรกของสหพันธรัฐ
สื่อมวลชนต่างสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใดดาวรุ่งแห่งวงการวิถียุทธ์ผู้นี้จึงตัดสินใจเช่นนั้น ด้วยแรงกดดันจากกระแสสังคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยวิถียุทธ์อันดับหนึ่งแห่งสหพันธรัฐจึงต้องไปพบหลี่เฉิงอันเพื่อขอคำอธิบาย
หลี่เฉิงอันกลับตอบว่า เขาเคยได้ยินมาจากผู้เยี่ยมวรยุทธ์ผู้แข็งแกร่งท่านหนึ่งว่า...
เผ่าพันธุ์นับหมื่นในห้วงดารา เส้นทางแห่งวิถียุทธ์นั้นมิได้มีเพียงมนุษย์ที่ก้าวเดิน
ดังนั้น หลี่เฉิงอันจึงคิดว่า การเก็บตัวอยู่แต่ในมุมเล็กๆ มีแต่จะทำให้ตนเองย่ำอยู่กับที่
เขาต้องการก้าวสู่เส้นทางแห่งดวงดาว เพื่อตามหา ‘มนุษย์ต่างดาว’ ที่บำเพ็ญวิถียุทธ์เช่นเดียวกัน
เพื่อเรียนรู้จุดเด่นของผู้อื่น และก้าวเดินบนเส้นทางวิถียุทธ์ที่แตกต่างออกไป
เพื่อรั้งตัวหลี่เฉิงอันไว้ อธิการบดีถึงกับเชิญผู้เยี่ยมวรยุทธ์ท่านหนึ่งออกมา โดยหวังจะใช้การรับเป็นศิษย์เพื่อเหนี่ยวรั้งเขาไว้ แต่หลี่เฉิงอันกลับปฏิเสธไมตรีนั้นอย่างไม่ลังเล
และก้าวขึ้นยานสำรวจข้ามดวงดาวอย่างเด็ดเดี่ยว
ในช่วงท้ายของความฝัน หลี่เฉิงอันได้ส่งข้อความกลับมายังสหพันธรัฐ
เขากล่าวว่า สิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด คือการได้พบกับผู้เยี่ยมวรยุทธ์ที่เป็นทั้งพี่ชายและอาจารย์ท่านนั้นอีกครั้ง นี่คือความปรารถนาสูงสุดในชีวิตของเขา
แต่ไม่ว่าใครจะถามว่าผู้เยี่ยมวรยุทธ์ท่านนั้นคือใคร มีรูปพรรณสัณฐานเช่นไร หลี่เฉิงอันก็ปิดปากเงียบไม่ยอมเอ่ยถึง
ความฝันของหลินเยว่จบลงเพียงเท่านั้น
ในวันที่ตื่นขึ้นมานี้
ไม่ว่าจะการบำเพ็ญเพียรหรือความบันเทิง หลินเยว่ก็ไม่ได้ทำสิ่งใดเลย
เขาเพียงให้เสี่ยวโหรวจัดโต๊ะอาหารและสุราขึ้นมาอีกครั้ง ดุจเดียวกับโต๊ะอาหารในวันที่หลี่เฉิงอันจากไป
“หลี่เฉิงอันเอ๋ย...”
หลินเยว่ยกขวดสุราขึ้น รินสุราชั้นเลิศลงในจอกที่วางอยู่หน้าเก้าอี้ว่างเปล่าฝั่งตรงข้าม
“เจ้าเด็กคนนี้”
“ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“น่าเสียดาย ที่เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว!”
“จอกนี้ พี่ใหญ่หลินขอดื่มให้เจ้า”
“ขอให้เจ้าได้ก้าวเดินบนเส้นทางวิถียุทธ์ที่เป็นของตนเองท่ามกลางห้วงดาราอันไพศาล!”
นับจากนิมิตฝันถึงหลี่เฉิงอันครานั้น หลินเยว่ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสลัดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อันยากจะบรรยายออกไปได้
ชีวิตกลับเข้าสู่ครรลองเดิมอีกครั้ง
ทว่าเมื่อความกังวลใจในส่วนลึกคลี่คลาย จิตใจของหลินเยว่ก็พลันปลอดโปร่งไร้สิ่งใดติดค้าง ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจึงรุดหน้าขึ้นอย่างมาก
เวลาห้าสิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา
ในวันที่หลินเยว่อายุครบหนึ่งร้อยห้าสิบสามปี
วิชายุทธ์ทั้งหมดของเขาก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพลังปราณเลือดในที่สุด
ในวันนี้ หลินเยว่ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตจอมยุทธ์ ห่างจากการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
‘เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้มาก’
‘ต่อไปก็คือการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิด!’
‘นักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ใช้วิชายุทธ์ได้ดั่งใจ ปราณเลือดแปรเปลี่ยนเป็นปราณคุ้มกาย’
‘ความหมายของประโยคนี้ไม่ใช่ว่านักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดจะสามารถใช้วิชายุทธ์ต่างๆ ได้ตามใจชอบ แต่หมายถึงทุกท่วงท่าของพวกเขา ล้วนสามารถเรียบเรียงขึ้นเป็นวิชายุทธ์ได้’
‘สำหรับขอบเขตศิษย์ยุทธ์ นักยุทธ์ และจอมยุทธ์แล้ว ความแข็งแกร่งของผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราณก่อกำเนิดนั้นเปรียบเสมือนการเกิดใหม่’
‘ทุกท่วงท่าของนักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิด ล้วนล้ำค่าพอให้พวกเขาศึกษาอย่างละเอียด และล้วนเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้ทั้งสิ้น’
‘ส่วนปราณเลือดแปรเปลี่ยนเป็นปราณคุ้มกาย หมายความว่าพลังปราณเลือดของนักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดนั้นไม่อาจใช้คำว่ามหาศาลมาบรรยายได้อีกต่อไป ปราณเลือดทั่วร่างสามารถระเบิดออกจากร่างกายได้โดยตรง ไม่ว่าจะรุกไกลหรือรับใกล้ล้วนทรงพลังอย่างยิ่ง’
‘หากอยู่ในโลกยุทธ์ระดับสูงที่เทคโนโลยีและวิถียุทธ์รุ่งเรืองควบคู่กัน นักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดก็คือเส้นแบ่งของการก้าวสู่ความเป็นเหนือมนุษย์’
‘ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นนี้ ปืนใหญ่และขีปนาวุธไม่อาจสร้างความเสียหายให้ได้อีกต่อไป การโจมตีสุดกำลังเพียงครั้งเดียว พลังปราณเลือดที่ฟาดลงบนพื้นพสุธา รุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ขนาดย่อมเลยทีเดียว’
หลินเยว่ทบทวนคำอธิบายเกี่ยวกับนักยุทธ์ขอบเขตปราณก่อกำเนิดใน 《สัจธรรมวิถียุทธ์》 อย่างละเอียดภายในใจ
จากนั้น เขาก็ลุกขึ้นจากท่านั่งขัดสมาธิ มองไปยังป่าไม้ที่อยู่ไกลออกไป
เขาอยากจะลองดูว่า ในยามที่พลังปราณเลือดยังไม่เปลี่ยนเป็นปราณคุ้มกายนั้น การโจมตีสุดกำลังจะมีอานุภาพรุนแรงเพียงใด
พลันเห็นหลินเยว่แยกเท้าออก ตั้งท่าม้ามั่นคง พลังปราณเลือดทั่วร่างพลันโคจรอย่างบ้าคลั่ง
ใช้เท้าเป็นรากฐาน ใช้เอวเป็นแกนกลาง ส่งแรงผ่านหมัด
หลินเยว่เหวี่ยงหมัดขวาออกไปเบื้องหน้าอย่างรุนแรง พลังปราณเลือดอันน่าสะพรึงกลัวรวมตัวกันที่หมัดขวาในชั่วพริบตา
แม้พลังปราณเลือดขุมนี้จะมิได้ระเบิดออกจากกาย แต่กลับทำให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็นแรงอัดอากาศคล้าย ‘ฝ่ามือทะลวงอากาศ’ ซัดกระแทกป่าไม้เบื้องหน้าอย่างจัง
ต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นหักโค่นลงกลางลำต้นภายใต้แรงอัดอากาศ ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะๆ จนน่าขนลุก ก่อนจะโค่นล้มครืนลงมาเป็นทิวแถว
‘ยังห่างไกลจากขอบเขตปราณก่อกำเนิดที่บรรยายไว้ในสัจธรรมวิถียุทธ์อยู่มากโขจริงๆ’
‘รอให้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดได้เมื่อใด แล้วค่อยลองดูอีกที!’
หลินเยว่เก็บรั้งพลังปราณเลือด หันหลังเดินกลับเข้าสู่ห้องบำเพ็ญเพียร
การทะลวงสู่ขอบเขตปราณก่อกำเนิดนั้นมิได้อยู่ที่ภายนอก หากแต่อยู่ที่ภายใน คาดว่าอีกนานนับจากนี้ หลินเยว่คงต้องเก็บตัวฝึกตนอยู่ในห้องบำเพ็ญเพียรเป็นแน่แท้