- หน้าแรก
- ตำนานจอมมารเนตรซ้อน เริ่มต้นข้าก็จับอาจารย์มาทำศพมาร
- บทที่ 37 เจ้าสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าลุงเก้านี่ใครวิจัยขึ้นมานะ? ช่างน่าสนุก ชอบเล่น อยากเล่นด้วยจัง!
บทที่ 37 เจ้าสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าลุงเก้านี่ใครวิจัยขึ้นมานะ? ช่างน่าสนุก ชอบเล่น อยากเล่นด้วยจัง!
บทที่ 37 เจ้าสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าลุงเก้านี่ใครวิจัยขึ้นมานะ? ช่างน่าสนุก ชอบเล่น อยากเล่นด้วยจัง!
เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นจากลุงเก้า หลี่อวี้ก็ไม่คิดจะเกรงใจ
“ประเสริฐ นี่ท่านพูดเองนะ หากถึงเวลาที่ข้ามีธุระไปหา ท่านห้ามบ่ายเบี่ยงเด็ดขาด”
“สหายเต๋าหลี่วางใจได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธแน่นอน!”
กล่าวจบ ลุงเก้าพลันนึกถึงนิสัยของหลี่อวี้ขึ้นมาได้ สีหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่น อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยค
“แน่นอนว่า...ต้องมิใช่เรื่องที่ผิดต่อฟ้าดินและศีลธรรม”
“หือ? สหายเต๋าหลิน นี่ท่านเห็นข้าเป็นคนเลวอย่างนั้นรึ?”
เมื่อเห็นรอยยิ้มตาหยีของหลี่อวี้ ลุงเก้าก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
วาจาเช่นนี้จะให้ต่อความอย่างไรไหว!
“หามิได้ หามิได้ สหายเต๋าหลี่เข้าใจผิดแล้ว ท่านสังหารปีศาจ กำจัดภูตผี จะเป็นพวกจิตใจชั่วร้ายไปได้อย่างไร”
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าในใจของลุงเก้ากลับไร้ซึ่งความมั่นใจ
ช่วยไม่ได้ ผู้ใช้วิชานอกรีตนั้นกระทำการสิ่งใด ใครเล่าจะคาดเดาได้?
วันแรกอาจทำเพื่อใต้หล้าเพื่อราษฎร วันถัดมาอาจฆ่าล้างตระกูล ถลกหนังเลาะกระดูก
ตัวอย่างเช่นนี้มีให้เห็นถมเถไป!
เจ้าพวกนี้ ขึ้นชื่อเรื่องความอารมณ์แปรปรวนไม่แน่นอนอยู่แล้ว!
ราวกับถังดินปืน บางคราทั้งชีวิตก็ไม่ระเบิด แต่บางคราเพียงชั่วพริบตาก็ตูมตามขึ้นมา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจะระเบิดเมื่อใด!
กล่าวได้เพียงว่า ในด้านชื่อเสียงความน่าสะพรึงกลัวนี้ พวกวิชานอกรีตนั้นเป็นที่หนึ่งจริงๆ!
ด้วยเกรงว่าหลี่อวี้จะเอ่ยถามคำถามที่ยากจะตอบอันใดอีก ลุงเก้าจึงรีบหันไปทางเถ้าแก่เริ่นทันที
“เถ้าแก่เริ่น ว่าไปแล้วข้ายังไม่ทราบเลยว่า ท่านกับสหายเต๋าหลี่รู้จักกันได้อย่างไรหรือ?”
“อ้อ...เรื่องนี้นี่เอง ตอนนั้นข้าเดินทางไปทำการค้าที่เมืองมณฑล ระหว่างทางถูกกลุ่มโจรดักปล้น ได้ท่านปรมาจารย์ช่วยชีวิตเอาไว้ มิเช่นนั้นก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายอันใดขึ้น...”
หวนนึกถึงภาพเศษแขนขาและชิ้นเนื้อของกลุ่มโจรที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้นในยามนั้น เถ้าแก่เริ่นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
เมื่อลุงเก้าได้ฟัง ภาพลักษณ์ของหลี่อวี้ในใจก็แปรเปลี่ยนไป
สหายเต๋าหลี่ผู้นี้ ไม่แน่ว่าอาจเพียงแค่ฝึกวิชาที่ดูชั่วร้ายไปบ้าง ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นวิญญูชนผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมน้ำมิตร
บางที...เขาอาจมิได้เลวร้ายดั่งเช่นผู้ใช้วิชานอกรีตคนอื่นๆ กระมัง?
“เถ้าแก่เริ่น ในเมื่อท่านรู้จักกับสหายเต๋าหลี่แล้ว เหตุใดเรื่องย้ายหลุมศพจึงยังต้องมาไหว้วานข้าอีกเล่า?”
เผชิญกับข้อสงสัยของลุงเก้า มิทันที่เถ้าแก่เริ่นจะได้เอ่ยปาก หลี่อวี้ก็ชิงตอบขึ้นเสียก่อน
“ศาสตร์วิชามีความถนัดเฉพาะทาง ในด้านฮวงจุ้ยนั้น ข้ามิได้เชี่ยวชาญ”
“สหายเต๋าหลินมีศักดิ์เป็นถึงศิษย์เอกแห่งเขาเหมาซาน เรื่องฮวงจุ้ยเพียงเล็กน้อยย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ เรื่องนี้ไหว้วานท่าน ย่อมเหมาะสมที่สุดแล้ว มิใช่หรือ?”
เมื่อได้รับคำยกยอจากหลี่อวี้ มุมปากของลุงเก้าก็อดมิได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย พลางรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ
“ไอหยา สหายเต๋าหลี่กล่าวเกินไปแล้ว”
“ศิษย์เอกเหมาซานอันใดกัน ข้ารับไว้มิได้หรอก รับมิได้จริงๆ”
“ศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ข้าเพียงแค่มีความรู้เพียงหางอึ่ง มิได้เก่งกาจเลิศเลอดั่งที่สหายเต๋ากล่าวชมเชยเลยแม้แต่น้อย”
เมื่อเห็นท่าทางของลุงเก้าที่พยายามกลั้นยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ หลี่อวี้ก็รู้สึกขบขันยิ่งนัก
เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้น่าสนใจเสียจริง พอชมเข้าหน่อยก็ตัวลอย พอแหย่เข้าหน่อยก็สะดุ้งโหยง
หลังจากสนทนาสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง หลี่อวี้ก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจากไป
“สหายเต๋าหลิน ข้ายังมีธุระ คงมิอาจอยู่สนทนากับท่านต่อได้แล้ว”
“ช่วงนี้ข้าจะพำนักอยู่ที่จวนตระกูลเริ่นชั่วคราว หากท่านว่างเว้นจากภารกิจ ก็แวะมาสนทนากับข้าได้”
ลุงเก้าได้ยินดังนั้น จึงรีบลุกขึ้นยืน
“สหายเต๋าหลี่ ให้ข้าไปส่งท่านเถิด!”
ทันทีที่ทุกคนเดินพ้นประตูร้านกาแฟ ก็ประจวบเหมาะกับเห็นชิวเซิงเดินออกมาจากร้านขายแป้งชาดหลังจากส่งของเสร็จพอดี
เมื่อเห็นเหวินไฉ ชิวเซิงก็พุ่งตัวเข้ามาหาทันที
“โอ้โฮ! เหวินไฉ ของที่ข้าลืมทิ้งไว้เจ้าคงเห็นแล้วกระมัง เหตุใดเมื่อวานถึงไม่เอาไปส่งให้ข้า วันนี้ท่านป้าด่าข้าจนหูชาไปหมดแล้ว!”
หากไม่เอ่ยถึงก็แล้วไป แต่พอเอ่ยขึ้นมา เหวินไฉก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน
“ส่ง ส่ง ส่ง ส่งกับผีน่ะสิ!”
“ความผิดเจ้าทั้งนั้นเจ้าชิวเซิงบัดซบ งานทำความสะอาดตลอดหนึ่งเดือนต่อจากนี้เจ้าต้องเหมาทำคนเดียวทั้งหมด!”
หากเมื่อวานมิใช่เพราะต้องเอาของไปส่งให้ชิวเซิง เขาจะถูกผีบังตาจนเกิดเรื่องราววุ่นวายในวันนี้ได้อย่างไร?
เหวินไฉไม่อยากจะคิดเลยว่า หากกลับถึงอี้จวงแล้ว ลุงเก้าจะลงทัณฑ์ตนเองเยี่ยงไร!
เมื่อเห็นท่าทางโกรธจัดจนแทบจะเต้นเร่าๆ ของเหวินไฉ ชิวเซิงก็รู้สึกงุนงงสงสัย
เจ้าหมอนี่ ข้าก็แค่บ่นใส่ประโยคเดียว ไฉนถึงได้ทำท่าเหมือนไปกินรังแตนที่ไหนมา
ฝ่ายชิวเซิงเองก็มิใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน เมื่อเผชิญโทสะของเหวินไฉ เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมโต้เถียงกลับไป ก็ได้ยินเสียงลุงเก้าดังขัดขึ้นเสียก่อน
“พอได้แล้ว! เอะอะโวยวายกลางถนนรนแคมเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
“เหวินไฉ เรื่องของเจ้า กลับถึงอี้จวงแล้วค่อยว่ากัน”
“ชิวเซิง มาคารวะผู้หลักผู้ใหญ่เสีย!”
เมื่อเห็นท่าทางและน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีของลุงเก้า ชิวเซิงก็สะดุ้งโหยงทันที
เจ้าเหวินไฉไปก่อเรื่องอันใดมา ถึงได้ทำให้อาจารย์โกรธเกรี้ยวได้ถึงเพียงนี้?!
เมื่อลุงเก้าสำแดงเดช ชิวเซิงก็มิกล้าเล่นลิ้นปลิ้นปล้อน รีบก้มกายคารวะอย่างว่าง่าย
“ท่านปรมาจารย์หลี่ เถ้าแก่เริ่น คุณหนูเริ่น...”
กล่าวจบ ชิวเซิงก็แอบชำเลืองมองเริ่นติงติงอยู่หลายแวบ
คุณหนูตระกูลเริ่นผู้นี้ ช่างงดงามเสียจริง!
จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปจับจ้องที่ดวงตาของหลี่อวี้ พลางครุ่นคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย
ดวงตาข้างหนึ่งมีรูม่านตาถึงสองอันเช่นนี้ จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้นหรือไม่นะ?
รู้สึกว่าช่างดูองอาจยิ่งนัก ข้าเองก็อยากมีบ้างจัง!
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของชิวเซิง หลี่อวี้ก็ส่งยิ้มตอบกลับไปตามมารยาท
ลุงเก้าเห็นดังนั้น ก็ฟาดฝ่ามือเข้าที่ศีรษะของชิวเซิงไปฉาดใหญ่
“เสียมารยาท! ปกติข้าสั่งสอนพวกเจ้าเช่นนี้รึ?”
คร้านจะทนดูศิษย์อาจารย์หยอกล้อกันอีก มิทันที่ชิวเซิงจะได้เอ่ยขอโทษ หลี่อวี้ก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
“เอาเถิดสหายเต๋าหลิน มิจำเป็นต้องเข้มงวดปานนั้น”
“เวลาล่วงเลยมามากแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
เห็นดังนั้น ลุงเก้าจึงรีบกล่าวขึ้น
“สหายเต๋าหลี่เดินทางปลอดภัยเถิด วางใจได้ เรื่องนี้ข้าจะไปเยี่ยมเยียนถึงจวนด้วยตนเอง และจะให้คำตอบที่น่าพึงพอใจแก่ท่านอย่างแน่นอน!”
“สหายเต๋าหลินมีน้ำใจก็ดีแล้ว”
กล่าวจบ หลี่อวี้ก็หมุนกายเดินจากไป
เถ้าแก่เริ่นและเริ่นติงติงต่างรีบเร่งฝีเท้าเดินตามหลังเขาไปต้อยๆ ประหนึ่งบ่าวรับใช้ที่คอยติดตามเจ้านายยามออกนอกจวนก็มิปาน
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำเอาชิวเซิงถึงกับเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ
ราชาที่ดินแห่งตำบลเริ่นเจียเจิ้น ถึงกับแสดงความเคารพนอบน้อมต่อปรมาจารย์หนุ่มผู้นี้ถึงเพียงนี้เชียวรึ?
เจ้าหมอนี่ มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่!
มิหนำซ้ำดูจากท่าทีของอาจารย์แล้ว ยังราวกับว่าไปติดหนี้บุญคุณอันใดเขาไว้อีกต่างหาก
เมื่อคิดได้ดังนี้ ชิวเซิงก็แอบสะกิดเหวินไฉที่กำลังยืนคอตกหมดอาลัยตายอยาก
“นี่ ข้าเพิ่งจะไม่อยู่แค่วันเดียว ไฉนถึงรู้สึกเหมือนพลาดเรื่องราวไปตั้งมากมาย”
“มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างเล่า!”
ยามนี้เหวินไฉกำลังกลัดกลุ้ม มีหรือจะมาสนใจความอยากรู้อยากเห็นของชิวเซิง
“ไสหัวไป! อย่ามายุ่งกับข้า!”
“เฮ้ยเจ้าหมอนี่ วันนี้ไปกินรังแตนที่ไหนมา ข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน?”
ในขณะที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวาย และทำท่าจะลงไม้ลงมือกันอีกครานั้น
ลุงเก้าก็มายืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังของทั้งสองคนตั้งแต่เมื่อใดก็มิทราบได้
เพียะ!
เพียะ!
เสียงดังฟังชัดดีหรือไม่ หากเสียงดังฟังชัดก็แสดงว่าเป็นหัวที่ดี!
เหวินไฉและชิวเซิงต่างกุมศีรษะนั่งยองลงกับพื้น น้ำตาแทบจะเล็ดออกมา
“แต่ละคนช่างหาแต่เรื่องมาให้ปวดหัว ขายขี้หน้าข้ายิ่งนัก!”
“ชิวเซิง คืนนี้เจ้าจะกลับมานอนที่อี้จวงใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นท่าทางและน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีของลุงเก้า ชิวเซิงก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ
“เอ่อ...ท่านป้าของข้ามีธุระด่วน ข้ายังต้องอยู่ช่วยดูแลนางอีกสักหลายวันขอรับ”
ได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของลุงเก้าก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นยะเยือก
“คืนนี้หากที่อี้จวงไม่เห็นเงาหัวเจ้า ก็ลองดูเอาเถิด”
“ทะ...ทราบแล้วขอรับ...”
ชิวเซิงช่างน่าเวทนานัก!
ทั้งที่เขามิได้ทำสิ่งใดผิด ไฉนถึงต้องพลอยโดนลงทัณฑ์ไปด้วยเล่า!
ช่างเป็นคราวเคราะห์โดยแท้
เลิกสนใจชิวเซิงที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ลุงเก้าก็คว้าใบหูของเหวินไฉแล้วหิ้วปีกขึ้นมา
“ไป! กลับอี้จวง!”
“โอ๊ยๆๆ...ท่านอาจารย์เบามือหน่อย เบามือหน่อยขอรับ! คนมองกันเต็มไปหมดแล้ว!”