เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 740: ซู้ด

บทที่ 740: ซู้ด

บทที่ 740: ซู้ด


ลมป่าพัดเอื่อย ๆ เข้าไปในป่าลึกและในก้นลึกของหลุมหลบภัยทางอากาศ

ประตูหลุมหลบภัยทางอากาศที่หนักอึ้งถูกเปิดออก ทีมนายตำรวจในชุดเครื่องแบบติดอาวุธพร้อมปืนยาวเดินเรียงแถวเข้าไปและเริ่มทำการค้นหาไปตามทาง

สุนัขตำรวจ เครื่องตรวจจับสิ่งมีชีวิต และอุปกรณ์อื่น ๆ ก็ถูกแจกจ่ายแยกตามหน้าที่ไปเรียบร้อย

ครั้งนี้มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากเกินไป ทั้งปืนไรเฟิลทหาร ทั้งงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มลัทธินอกรีต ไหนจะกำลังคนไม่เพียงพอ ผู้กำกับฉู่จึงตัดสินใจเชิญหน่วยปืนยาวมาช่วยให้จบๆ

แม้ว่าช่องทางที่วัยรุ่นสามคนได้ปืนมาจะยังคงเป็นที่น่าสงสัย และไม่ได้หมายความว่าคนในลัทธินอกรีตจะเลียนวิธีนั้นได้ คดีที่เพิ่งปิดไปดันมีปืนลำกล้องโตขนาดนั้นหลุดมาหนึ่งกระบอก แถมยังเหลือกระสุนอีกหกร้อยกว่านัด จะบอกว่าไม่กังวลเลยก็คงจะดูไม่น่าเชื่อถือ

ฉี่ชางเย่รอข่าวอยู่ที่จุดรวมพลกับเถาลู่...

เดิมทีการปูพรมตรวจคราวนี้ก็ต้องมีฉี่ชางเย่กับต้นสังกัดร่วมด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ระหว่างนั้นพอขุดคุ้ยไปเจอคดีฆาตกรรมกลางทาง ก็เลยสะดุดจังหวะกันไปเล็กน้อยเท่านั้น

“หัวหน้าเจียงมาหรือยังครับ?” ฉี่ชางเย่ไม่ได้รู้สึกสบายใจนักเมื่อเห็นเครื่องหมายบนแผนที่ที่ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

“มาแล้วครับ กำลังใช้คอมพิวเตอร์เปรียบเทียบลายนิ้วมือหรืออะไรสักอย่างอยู่ในรถครับ” มีคนหนึ่งที่รู้เรื่องได้รายงานขึ้น

“หัวหน้าเจียงมานี่ค่อยเบาใจหน่อย” ฉี่ชางเย่พยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกคลายความวิตกกังวลลง

การตรวจสอบทั่วทั้งเมืองนั้นยากขนาดไหน ฉี่ชางเย่มีประสบการณ์มากกว่าเถาลู่เสียอีก งานหนักแบบนี้พูดได้ว่าไม่มีใครอยากทำ ดังนั้นตอนเจียงหยวนเสนอให้เชิญสวีไท่หนิงมาคุมงานจึงแทบไม่มีอุปสรรคใด ๆ

 

ตอนนี้ก็เช่นกัน ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าสวีไท่หนิงเสนอเงื่อนไขที่เกินเลยไป กองบัญชาการปักกิ่งก็มีคนเก่งพร้อมลุกมาทดแทนได้ตลอด

แต่กลับไม่มีใครเสนอตัว ลุก เพราะให้คนอื่นคุมงานตรวจคราวนี้จะต้องจ่ายมากกว่า หรือไม่ก็เสี่ยงล้มเหลวสูงกว่ามาก คนไม่อยากเลือกอย่างหลัง ฉะนั้นงบที่เพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นทางเลือกเดียว

 

ฉี่ชางเย่รู้จักนักนิติวิทยาศาสตร์ฝีมือระดับสูงอยู่มากมาย และสถาบัน XX ในปักกิ่งก็ล้วนเป็นที่สถาบันเก่าแก่มีชื่อเสียงระดับตำนาน... แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ความสามารถของเจียงหยวนนั้นสามารถทะลุทะลวงผ่านทุกสิ่งได้

ฉะนั้นแล้ว ถ้าพูดถึงความไว้วางใจ...ฉี่ชางเย่กลับไว้ใจเจียงหยวนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานมากกว่า

วิธีการและประสิทธิภาพในการคลี่คลายคดีของเจียงหยวน ฉี่ชางเย่เองก็เคยเห็นมาก่อน ดังคำร่ำลือในยุทธภพว่า “อาวุธยิ่งพิสดารเท่าไหร่ ยิ่งตายเร็วเท่านั้น”  ส่วนอาวุธและวิธีลงมือของเจียงหยวนนี่…ฉี่ชางเย่รู้สึกว่ามันสามารถกวาดล้างยุทธภพได้แน่นอน

อาจอีกไม่กี่ปี พอคนในยุทธภพคุ้นเคยกับอาวุธและรูปแบบใหม่ของเจียงหยวน อานุภาพก็คงลดลง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เจียงหยวนคือคมดาบที่แหลมคมที่สุดอย่างแน่นอน

“ผมจะไปดูทางหัวหน้าเจียงหน่อย” ฉี่ชางเย่อยู่สักพัก แล้วก็รายงานเถาลู่ก่อนจะรีบไปที่รถโคสเตอร์ที่จอดอยู่มุมหนึ่งของลานจอดรถ

#

ที่นี่นอกจากรถที่เจียงหยวนนั่งแล้ว ยังมีรถของศูนย์นิติวิทยาศาสตร์อีกหลายคัน ซึ่งสามารถทำการตรวจสอบเบื้องต้นได้ และส่วนใหญ่ใช้สำหรับเก็บตัวอย่าง เก็บหลักฐานต่าง ๆ ขนส่ง และกักเก็บอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสารพัด

“หัวหน้าเจียง?” ฉี่ชางเย่ตะโกนแล้วหยุดมอง

แอ๊ด...

ประตูกรถบัสเปิดออก และมู่จื้อหยางก็โบกมือเรียก “หัวหน้าฉี่ ทางนี้ครับ มีธุระรึเปล่าครับ?”

“จะมาคุยกับเจียงหยวนของพวกคุณหน่อย” ฉี่ชางเย่ยิ้ม

“มาคนเดียวเหรอครับ?”

“อืม” ฉี่ชางเย่รู้สึกแปลก ๆ ทำไมการมาเจอเจียงหยวนถึงต้องนับจำนวนคนด้วยเหรอ?

ตอนนี้มู่จื้อหยางก็โบกมืออีกครั้ง พาฉี่ชางเย่ขึ้นรถแล้วรีบปิดประตูทันที

เมื่อฉี่ชางเย่เข้าไปในรถ เขาก็รู้สึกแปลกๆ

ซู้ด ๆ ๆ

ในรถมีแต่เสียงซู้ดบะหมี่...เงียบแต่ก็ดังระงม

พอมองดีๆ เห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่ง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยกำลังนั่งล้อม “เตียงวางศพ” แบบติดรถ กำลังซัดบะหมี่คนละชามใหญ่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถึงจะมีคนขึ้นมา ทุกคนก็แค่เหลือบมองแล้วก้มลงต่อ

“พวกคุณ...นี่มันอะไรกันเนี่ยะ?” ฉี่ชางเย่ไม่เข้าใจ

“พวกที่ทำงานโต้รุ่งครับ กินข้าวกันอยู่” จ้านคานเห็นว่าคนอื่นเอาแต่ก้มหน้ากิน จึงต้องออกมาอธิบายแทน “ในหลุมหลบภัยทางอากาศไม่จำเป็นต้องทำตอนกลางวัน พวกเราเลยค้นหาตลอด 24 ชั่วโมง อาหารกล่องตอนกลางคืนก็ไม่อร่อย ทุกคนเลยมาหาหัวหน้าเจียงครับ”

แน่นอน คนที่กล้าขอให้หัวหน้าเจียงเลี้ยงข้าวได้ หลักๆ คือสมาชิกทีมคดีค้างเก่าของเขาเอง กับเหล่าลูกศิษย์อย่างจ้านคานด้วย

ฉี่ชางเย่เพิ่งจะเข้าใจ หันมองเตียงที่ปกติไว้วางศพ พลางว่า “หัวหน้าเจียงยังต้องดูแลข้าวมื้อดึกพวกนายด้วย… กินอะไรกัน กลิ่นหอมเชียว?”

“บะหมี่เนื้อวัวตุ๋น ใส่เนื้อแกะกับไส้หมู ราดน้ำมันพริกเผาครับ” มู่จื้อหยางกลับมาหาชามตัวเอง แล้วก็ซู้ดต่อ

ฉี่ชางเย่ตะลึงไปชั่วขณะ “ฮะ?”

“ลวกเส้นบะหมี่ให้สุก ตักซุปเนื้อสองสามทัพพี ใส่เนื้อตุ๋น ใส่เนื้อแกะ ใส่เครื่องในหมู แล้วก็ใส่น้ำมันพริกเผาหนึ่งทัพพี ถ้าชอบก็ใส่น้ำส้มสายชูหน่อย แล้วก็ซัดให้เกลี้ยง” มู่จื้อหยางพูดจบก็ซู้ดเข้าปากไปอีกคำใหญ่ ๆ

“หัวหนเฉี่ครับ เอาสักชามไหม?” หนึ่งในทักษะของเจียงหยวนที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อก็คือการทำอาหารให้คนอื่นกิน

ยังไม่ทันปฏิเสธ เซินเหยาเว่ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตักบะหมี่น้ำร้อน ๆ ให้เขาหนึ่งชามใหญ่

น้ำมันพริกเผาแวววาว เนื้อสีน้ำตาลแดง เส้นโปะโผล่พ้นซุปขึ้นมาไหวระริก ไอร้อนก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที

ฉี่ชางเย่สูดหายใจเข้าลึก ๆ กลิ่นหอมมันของซุปเนื้อชวนให้น้ำลายสอ

“ถ้างั้นก็ขอชิมหน่อยแล้วกัน” ฉี่ชางเย่กลืนน้ำลายสองที รีบรับชาม แล้วมองซ้ายขวา สุดท้ายก็วางชามบนเตียงวางศพ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตำแหน่งนี้เหมาะที่สุดแล้วสำหรับการกินบะหมี่

“เตียงนี่ล้างไปหลายรอบแล้วนะครับ ปริมาณแบคทีเรียน่าจะเหลือแค่หนึ่งในหมื่นของร้านอาหารทั่วไปครับ” เซินเหยาเว่ยยิ้มขณะที่ละลายความกังวลให้ฉี่ชางเย่

ฉี่ชางเย่รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เขาลองซดซุปหนึ่งคำแล้วก็หรี่ตาลง

มู่จื้อหยางเงยหน้าขึ้นแล้วซู้ดอย่างดัง “แม้ว่าแบคทีเรียจะเหลือแค่หนึ่งในหมื่น แต่ก็เป็นทายาทของแบคทีเรียสุดโหดที่เคยเห็นโลกมาแล้วนะ”

“บรรพบุรุษพวกเราก็เหมือนกันนั่นแหละ” ฉี่ชางเย่ซดซุปแล้ว คำพูดของมู่จื้อหยางทำอะไรเขาไม่ได้อีกแล้ว เขาเป่าซุปแล้วซดติดๆ กันอีกสองคำ

กลิ่นเนื้อที่เข้มข้น ผสมผสานกลิ่นพริกไทย และมีน้ำมันพริกเผามาช่วยเพิ่มรสชาติ ไม่ใช่รสชาติพิเศษอะไร แค่ซุปเนื้อธรรมดา ๆ ที่อร่อยที่สุด แต่ในสถานที่ที่ห่างไกลเช่นนี้ การได้ซดซุปชามงาม ๆ ก็ทำให้รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที

เครื่องในหมูนุ่มเปื่อย เนื้อแกะนุ่มสด เนื้อวัวเข้มข้น บะหมี่เหนียวนุ่ม…

ในไม่ช้า ฉี่ชางเย่ก็ตกอยู่ในห้วงของการซดบะหมี่น้ำ และก้มหน้ากินอย่างเอาเป็นเอาตาย

ซู้ด ๆ ๆ

รอบ ๆ เตียงวางศพเต็มไปด้วยเสียงซู้ดบะหมี่...

ผ่านไปนาน...

ฉี่ชางเย่วางชามเปล่าลง เช็ดปาก แล้วมองไปรอบ ๆ บางคนก็เริ่มกินชามที่สองแล้ว

ฉี่ชางเย่ยังไม่หิวขนาดนั้น เขาไม่เหมือนตำรวจสายปฏิบัติที่ติดอยู่บนเขาทั้งวัน ส่วนใหญ่ก็พอลงมาทำธุระอย่างอื่นได้ แวะหาอะไรลงท้องกลางทางก็ไม่ยาก

เขาเช็ดปากจนสะอาด แล้วกระแอมสองสามครั้ง แล้วพูดว่า “หัวหน้าเจียง ผมได้ข่าวมาว่าคุณกำลังดูวิดีโอที่ถ่ายจากโดรนอยู่ใช่ไหม?”

“ครับ พอดีวันนี้ไม่มีอะไรเร่งด่วน”

“ไหนๆ ก็เป็นวิดีโอจากโดรน ผมมีขอบเขตหนึ่งให้ คุณลองช่วยดูได้ไหม?” ฉี่ชางเย่นั่งเข้าไปใกล้ ๆ แล้วพูดด้วยเสียงต่ำ

“ต้องถามผู้กำกับหวงก่อนครับ แล้วทางนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีเวลาพอรึเปล่า” เจียงหยวนว่าพลางเหลียวไปด้านหลัง

ในเงามืด หวงเฉียงหมินมีรอยยิ้มกว้างที่มุมปากแล้วเดินออกมา “เป็นคดีอะไรเหรอ?”

เสียงของหวงเฉียงหมินฟังดูเป็นมิตรมาก ฟันของเขาสว่างและแหลมคม

ฉี่ชางเย่เลียริมฝีปากและพิจารณาคำพูดอย่างรอบคอบแล้วพูดว่า “เอ่อ… จริง ๆ แล้วเป็นคดีง่าย ๆ ครับ เมื่อก่อนเรามีสายลับคนหนึ่งหายตัวไป ผมสงสัยว่าเขาถูกฝังไปแล้วครับ”

คำพูดฉี่ชางเย่ดูง่าย แต่เนื้อหาเย็นวาบถึงกระดูก

มุมปากของหวงเฉียงหมินกระตุกสองครั้ง แล้วถอนหายใจและพูดว่า “คุณส่งข้อมูลให้ผมหน่อย ผมจะลองศึกษาดู”

“เดี๋ยวผมจะนำเอกสารมาให้ดูครับ” ฉี่ชางเย่กระตือรือร้นมาก หลังจากนั้นก็พูดว่า “คงภายในสองสามวันนี้แหละครับ”

“สองสามวันนี้คงยุ่งมากครับ” หวงเฉียงหมินพูดแล้วถามว่า “มีเบาะแสบางอย่างแล้วสิ?”

เจียงหยวนก็มองไปที่ฉี่ชางเย่เช่นกัน

“หลุมหลบภัยทางอากาศก็มีเท่านี้ครับ จริง ๆ แล้วตรวจสอบง่ายกว่าพื้นที่ภูเขามาก คนไม่สามารถอยู่ในที่มืดได้จริง ๆ ดังนั้นหลุมหลบภัยทางอากาศที่สามารถอยู่อาศัยได้ก็มีไม่มาก อย่างดีสุดก็แค่มีการพรางตัวเอาไว้ ถ้าคนพวกนี้เลือกที่จะอยู่ในที่แบบนี้จริง ๆ การปูพรมระดับนี้ก็จะได้ให้ผลลัพธ์ในไม่ช้าครับ” ฉี่ชางเย่พูดตามความจริง

“มีเหตุผลครับ” ทุกคนที่กินบะหมี่อิ่มแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย

ฉี่ชางเย่เหลือบมองไปตามทางแล้วก็เห็นว่าคนที่ยังซู้ดบะหมี่อยู่ในชามเมื่อครู่นี้ล้วนแต่เป็นคนที่คุ้นเคย “อ้าว หัวหน้าชุย หัวหน้าหูด้วย? แล้วก็ผู้กองหลี่… พวกคุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ?”

“มาขอข้าวกินครับ” คนที่ถูกเรียกชื่อหัวเราะและทักทายอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ฉี่ชางเย่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

เมื่อวางสายแล้ว ฉี่ชางเย่ก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “หัวหน้าสวีสั่งเรียกพลแล้วครับ”

“มีความคืบหน้า?” เจียงหยวนรู้ดีว่าสวีไท่หนิงไม่ใช่คนที่จะขยับ “กองหนุนใหญ่” ง่ายๆ

ฉี่ชางเย่เห็นว่าในรถมีคนเยอะ เขาจึงกระแอมสองครั้งแล้วไม่ตอบ “ผมจะไปก่อนนะครับ คุณก็ระวังเรื่องการรักษาความลับด้วย”

ฉี่ชางเย่พูดจบก็ลงจากรถไป

ในไม่ช้า โทรศัพท์ของเจียงหยวนก็ดังขึ้น

เสียงของสวีไท่หนิงดังชัดเจน “เจอโพรงสุสานป่าครับ อย่างน้อยมีศพ 6 ศพ คนเป็นที่ถูกขังเอาไว้ก็ยังคงต่อต้านอยู่ โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต ส่วนรายละเอียดว่ามีกี่คนยังไม่ชัดเจน!”

----------

(จบบทที่ 740)

จบบทที่ บทที่ 740: ซู้ด

คัดลอกลิงก์แล้ว