- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 342: หมู่บ้านซีบีดี (CBD)
บทที่ 342: หมู่บ้านซีบีดี (CBD)
บทที่ 342: หมู่บ้านซีบีดี (CBD)
ซ่งจินโหยวรู้จักหลิวเหวินไค่ แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรนัก พอถูกหลิวเหวินไค่ล้อเข้าให้ก็ทนไม่ไหว พูดว่า
“หัวหน้าหลิว เรากลับมาคุยเรื่องแกะกันเถอะครับ”
หลิวเหวินไค่กำลังจะเล่าเรื่องเก่าให้พวกเด็กใหม่จากกองสืบสวนฟัง พอเห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็ว่า
“ก็ได้ งั้นขอถามหน่อย ตอนนี้พวกคุณได้แกะคืนมาบ้างหรือยัง”
ซ่งจินโหยวถูกถามจนจนใจ มองไปเห็นมีคนมากันตั้งขนาดนี้ ก็พูดออกมาตรงๆ ว่า
“พูดตามตรง พวกเรามองข้ามคดีนี้ไปจริงๆ”
เขายอมรับความล้มเหลวแล้วหันไปมองเจียงหยวน
เขาเป็นแค่หัวหน้าสถานีตำรวจประจำท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลักในการสืบสวนคดี อีกทั้งเมื่อคดีลักษณะคล้ายกันเริ่มเกิดถี่ขึ้น การสืบสวนก็จะถูกโอนไปให้กองสืบสวนโดยตรง แทบไม่เกี่ยวกับสถานีเขาแล้ว
“งั้นเราไปดูที่เกิดเหตุกันไหมครับ” เจียงหยวนลุกขึ้น ถือเป็นการปิดการนำเสนอ PowerPoint
ซ่งจินโหยวพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนลุกจากที่นั่งดังกราว
“นี่... เอาเถอะ” ซ่งจินโหยวก็ไม่ได้ไม่เคยเห็นคนสิบกว่าคนไปดูที่เกิดเหตุพร้อมกัน แต่กรณีแบบนั้นมันต้องเป็นคดีใหญ่…
เขาส่ายหัว ไม่อยากคิดให้มากความอีก
จุดเกิดเหตุคดีขโมยแกะที่ใกล้สถานีที่สุดอยู่ห่างไปราวห้าหรือหกกิโลเมตร ถ้าในเมืองก็แค่ระยะทางที่แท็กซี่เริ่มต้น แต่ในเขตชนบทอย่างว่านเซียง ถือว่าเข้าสู่พื้นที่ชนบทลึกเต็มตัว
--
#หมู่บ้านซือหม่า
เมื่อขบวนรถมาถึง ผู้ใหญ่บ้าน เลขาฯ หมู่บ้าน สมุห์บัญชี และชาวบ้านจำนวนมากก็ออกมาต้อนรับ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่ปักหลักอยู่แถวศูนย์กลางหมู่บ้าน (CBD*) พวกเขาดูดีใจยิ่งกว่าตอนมีเนื้อแกะกิน
เมื่อเจียงหยวนมองไปรอบๆ ก็พบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นคนวัยเกษียณ หัวหน้าหมู่บ้านกับเลขาฯ อายุราวๆ ห้าสิบปี ดูแข็งแรงดี แต่ก็ยังไม่นับว่าเป็นคนหนุ่ม
ภาพที่เห็นแตกต่างจากหมู่บ้านเจียงชุนอย่างสิ้นเชิง
คอกแกะที่ถูกขโมยตั้งอยู่ริมถนน เป็นของหัวหน้าฝ่ายสตรีของหมู่บ้านกับสามี ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเป็นแกะ สุนัข หรือห่านที่ถูกขโมย ล้วนอยู่ใกล้ถนนทั้งสิ้น สะดวกต่อการขโมยและขนย้าย ซึ่งในมุมมองของตำรวจ นี่หมายถึงเวลาที่คนร้ายใช้ในการลงมือสั้น และหลักฐานก็น้อยลง
หัวหน้าฝ่ายสตรีของหมู่บ้านถือเป็นคนวัยกลางคนที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้าน ราวๆ สี่สิบต้นๆ แต่พอพูดถึงขโมยแกะ เธอกลับเหมือนมีประสบการณ์ด่าคนมาแปดสิบปี
ระหว่างเล่าเหตุการณ์ เธอก็ยังหันไปด่าคนขโมยเป็นระยะ
“ก็แค่ช่วงเวลากินข้าว แกะก็หายแล้ว ไม่มีแม้แต่เสียงร้อง… พวกมันเลือกแกะเก่งนะ แกะตัวนี้ตอนลูกเขยฉันมา ฉันยังไม่กล้าฆ่ามันกินเองเลย พวกสารเลวพวกนี้ดันมาขโมยไป ถ้ารู้แบบนี้ ฉันให้อาหารหมายังดีกว่าเก็บไว้ให้พวกมัน!”
หวังชวนซิงพูดเสริมว่า
“จากคดีอื่นๆ คนร้ายน่าจะมีประสบการณ์เลี้ยงหรือซื้อขายแกะมาก่อน เพราะมีลักษณะคล้ายกันหลายจุด”
เซินเหยาเว่ยว่า
“แกะที่โดนขโมยล้วนเป็นสีดำกับสีเหลือง คงโดนขโมยไปกินนั่นแหละ คนที่รู้รสนิยมจะบอกว่า หนึ่งดำ สองเหลือง สามลาย มีลำดับความอร่อย”
ถังเจียถามอย่างอดไม่ไหว
“ถ้างั้น ทำไมไม่ขโมยแต่แกะสีดำล่ะ?”
เซินเหยาเว่ยย้อนถาม
“ในหมู่บ้านนี้มีแกะสีดำไหมล่ะ?”
ถังเจียชะงักไปนิด แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าจริงๆ ตอนเข้าหมู่บ้านมา ไม่เห็นเลยสักตัว
“ทำไมล่ะ? ไม่มีใครเลี้ยงแกะสีดำเหรอ?”
“แกะสีดำมีความเชื่อต่างๆ เยอะ ชาวบ้านส่วนใหญ่เลยไม่ค่อยเลี้ยง อีกอย่าง คนในหมู่บ้านก็น้อยลง แกะที่เลี้ยงก็ปล่อยให้เดินเพ่นพ่าน กลางดึกถ้าอยู่ดีๆ โผล่มาตัวหนึ่ง มองไม่เห็นแล้วคนตกใจล้มลงไป จะไม่เป็นเรื่องเป็นราวเอาเหรอ”
เซินเหยาเว่อธิบาย แล้วก็เสริมว่า
“แต่เหตุผลหลักน่าจะเป็นเพราะเนื้อมันอร่อย พอเริ่มกินแต่แกะดำไปเรื่อยๆ พวกมันก็หมดไปเอง”
ระหว่างที่กลุ่มตำรวจพูดคุยกันเบาๆ หัวหน้าฝ่ายสตรีก็เกิดความหวังขึ้นมา
“ขอถามหน่อยค่ะ ถ้าคลี่คลายคดีได้ พวกเราจะได้แกะคืนไหม?”
หวังชวนซิงตอบ
“แกะอาจจะถูกกินไปแล้วครับ แน่นอน ถ้าคนร้ายยอมชดใช้ค่าเสียหาย คุณก็อาจจะได้ค่าชดเชยบางส่วน”
“แล้วจะได้เท่าไหร่?”
“บอกยากครับ อาจจะได้แค่เงินค่าแกะเท่านั้น” หวังชวนซิงเว้นวรรคก่อนเสริมว่า
“อันนี้ก็ยังไม่แน่นอนครับ”
“ได้ก็ดีแล้วค่ะ ชาวบ้านอย่างเราก็ไม่มีเงินมากมายอะไร” หัวหน้าฝ่ายสตรีพูดถึงตรงนี้ก็ดูเศร้าลง
“ผัวฉันสุขภาพก็ไม่ดี ออกไปทำงานใครเขาจะรับ เราเลี้ยงแกะกันทั้งปี สองคนถึงได้เงินสองหมื่นกว่าบาท ไม่ถึงสามหมื่นเลย แล้วอยู่ๆ ก็หายไปพันกว่าบาท ฉันใจจะขาด…”
ในคอกมีแกะอยู่ประมาณสามสิบกว่าตัว คำนวณแล้วก็ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ แต่สำหรับชาวบ้านในชนบท มันคือรายได้ตลอดทั้งปี ทำเอาตำรวจจากเมืองที่มาด้วยกันนิ่งไปพักหนึ่ง
ตำรวจจาก “กองสืบสวนย่อย” ไม่เหมือน “กองสืบสวนหลัก” ระดับอำเภอมักจะเจอผู้คนหลากหลาย มีประสบการณ์มากกว่า แต่คนจากเมืองใหญ่อาจจะทำคดีใหญ่มาไม่กี่คดี จึงไม่ค่อยได้สัมผัสชีวิตคนจนแบบนี้
เมื่อหัวหน้าฝ่ายสตรีเริ่มเล่า ก็เหมือนเปิดประตูระบาย
“พวกเรานั่งเฝ้าแกะอยู่บ้าน ได้เงินนิดเดียว ยังต้องแบ่งให้ลูกไว้ใช้ เตรียมของปีใหม่ งานแต่งงาน งานศพ ไหนจะซ่อมแซมบ้าน ซื้อของใช้ ปีนึงเหลือเงินไม่กี่พันบาท แกะตัวนี้ ฉันยังไม่กล้าฆ่ากินเองด้วยซ้ำ แม้แต่วันตรุษจีนยังไม่กล้ากินเลย…”
พูดไปก็เช็ดน้ำตาไป แล้วก็หันไปทุบสามี
“แต่งกับคนไร้ความสามารถ ทำงานทั้งปี ทั้งชีวิตก็ไม่เคยสบาย ไม่มีเงินบำนาญ ฉันทำงานอีกยี่สิบปี ถ้าฉันตายก็ช่าง แต่ลูกฉันจะไม่มีใครช่วยเลี้ยงหลาน…”
“ป้าคะ เดี๋ยวเราไปดูที่เกิดเหตุก่อน แล้วจะมาจดบันทึกคำให้การนะคะ” ถังเจียรีบเข้ามาพาเธอไปอีกทาง
เจียงหยวนเดินวนรอบคอกสองรอบ เปรียบเทียบภาพถ่ายกับของจริง
ในคดีนี้ จริงๆ มีเบาะแสอยู่พอสมควร:
#มีรอยเท้าชุดหนึ่ง ที่ “เหล่าเหยียน” เคยวิเคราะห์ไว้ แต่ไม่มีผลวิเคราะห์ที่ใช้ได้จริง แค่บันทึกไว้เฉยๆ
#มีร่องรอยการใช้เครื่องมือตัดเปิดประตูคอก ซึ่ง “เหล่าเหยียน” ก็เคยวิเคราะห์ไว้ แต่ไร้ประโยชน์เช่นกัน
#มีขนแกะของแกะที่หายไป ถ้าเจอแกะก็สามารถเปรียบเทียบได้ว่าใช่ตัวเดียวกันไหม แต่ถ้าโดนกินไปแล้ว ขนแกะก็กลายเป็นไร้ประโยชน์อีกเช่นกัน
ในคดีแบบนี้ วิธีสืบสวนตามปกติคือตรวจสอบกล้องวงจรปิด หรือสอบถามหาพยาน
ในอดีต พื้นที่ชนบทที่มีประชากรมาก การสอบถามมักจะได้เบาะแสบ้าง แต่ตอนนี้หมู่บ้านซือหม่าเหลือแต่อาวุโส ชีวิตประจำวันก็คล้ายกัน สายตาและหูก็ไม่ดี พื้นที่เคลื่อนไหวก็เล็กลง ไม่มีใครไปซุกตัวในมุมมืดเพื่อแอบดูอะไร ดังนั้นก็ไม่ค่อยมีใครเห็นหน้าคนร้ายโดยบังเอิญ…
แต่ถ้าไล่ตรวจสอบทั้ง 20 คดีอย่างละเอียด ก็อาจจะพบเบาะแสเพิ่มเติมได้
เจียงหยวนดูเสร็จก็ถามผู้ใหญ่บ้าน
“คนในหมู่บ้านมากันครบไหมครับ?”
ผู้ใหญ่บ้านหันมองรอบๆ แล้วเริ่มนับคน
เจียงหยวนหันไปทางเมิ่งเฉิงเปียว
“เรียกคนที่อยู่ในหมู่บ้านมาให้ครบเลยครับ”
เมิ่งเฉิงเปียวเข้าใจทันที ดึงคนสองสามคนมาแล้วกระซิบสั่งงาน
ผ่านไปพักใหญ่ ชาวบ้านก็มากันครบ
เจียงหยวนเดินดูเท้าทีละคน แล้วประกาศให้แยกย้ายกันไป ทำเอาคนงงกันเป็นแถว
เมิ่งเฉิงเปียวเดินเข้ามาถาม
“หัวหน้าเจียง คิดว่าคนร้ายอยู่ในหมู่บ้านเองเหรอครับ?”
“ไม่จำเป็นต้องเป็นคนหมู่บ้านนี้ แต่ต้องคุ้นเคยกับหมู่บ้านแน่นอน จากร่องรอยที่หน้างาน แทบไม่มีพฤติกรรมเกินเลย” เจียงหยวนหยุดพัก แล้วเสริม
“ดูจากรอยเท้า คนร้ายน่าจะอายุ 55–57 ปี เป็นผู้ชาย น้ำหนักประมาณ 75 กิโล ส่วนสูงต่ำกว่า 170 เซน ราวๆ 165–170 เซน”
ความจริงเขาเคยวิเคราะห์จากภาพถ่ายมาก่อนแล้ว แต่เพราะผลลัพธ์มันธรรมดาเกินไป เลยเอาไปใช้ไม่ได้
อายุ น้ำหนัก ส่วนสูงที่วิเคราะห์ได้ มันก็แค่ผู้ชายชาวชนบทธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
ถ้าเขาสามารถวิเคราะห์ว่าอายุ 35 หรือสูง 180 ซม. แบบไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ก็อาจคลี่คลายคดีได้เลย
แต่ดูจากสภาพดินที่หน้างาน ก็ไม่สามารถสรุปข้อมูลใหม่ได้ เขาจึงจำเป็นต้องมาดูเท้าโดยตรง
เมิ่งเฉิงเปียวเข้าใจแล้ว ก็สั่งให้คนมาถ่ายภาพเท้าทุกคน
“งั้นให้แต่ละหมู่บ้านส่งคนมาสองคน เอารูปเท้ามาเก็บไว้”
“ได้ แต่ไม่ต้องรีบ พวกนายยังไม่คุ้นพื้นที่ ไปตระเวนตามหมู่บ้านก็ลำบาก” เจียงหยวนย่นปาก
ตอนนี้ยังมีหัวหน้าสถานีว่านเซียงตามมาด้วย แต่ถ้าแยกคนไปแต่ละหมู่บ้าน ก็เท่ากับเป็นบททดสอบแล้ว
หมู่บ้านจำนวนมากขนาดนี้ แถมยังเป็นผู้สูงอายุทั้งหมด แม้แต่ให้ส่งตำรวจจากทีมสืบสวนคดีอาญาประจำอำเภอหนิงไท่ออกไปทีละสองคน ก็มีโอกาสเจอปัญหาได้ง่ายๆ
และที่สำคัญ การดูเท้ากับการดูรูปถ่ายเท้ามันไม่เหมือนกัน ถ้าเจียงหยวนดูหน้างาน แล้วเจอสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจ เขาก็ยังสามารถวิเคราะห์จากท่าทางการเดินได้ แต่รูปถ่ายทำไม่ได้
เจียงหยวนไม่ได้อธิบายอะไรมาก แค่บอกว่า “ขอดูที่เกิดเหตุให้ครบก่อน ผมยังอยากดูอย่างอื่นอีกนอกจากรอยเท้า”
ร่องรอยเครื่องมือก็เป็นอีกทิศทางหนึ่ง แต่ก็เหมือนกับรอยเท้า ตรงที่มันยังขาดของเปรียบเทียบ
พอเดินตรวจครบหมู่บ้านที่หนึ่ง ไปที่หมู่บ้านที่สอง จนมาถึงหมู่บ้านที่สาม ทุกคนก็เริ่มเหนื่อย
ทุกครั้งก็ทำเหมือนเดิม ดูที่เกิดเหตุ สอบถาม ทำบันทึก ถ่ายภาพ ฯลฯ
ถังเจียยังคงรับหน้าที่สอบปากคำเหยื่อ แล้วก็วิ่งมารายงานเบาๆ ว่า
“หัวหน้าเจียง ฉันมีบางอย่างจะรายงานค่ะ”
“อืม?”
“ฉันถามพวกเขาว่าตอนเกิดเหตุทำอะไรกันอยู่ พบว่าทั้งสามหมู่บ้านมีรถส่งของเล็ก ๆ เข้ามาค่ะ”
ถังเจียอธิบายว่า
"เพราะเป็นการส่งของให้ร้านค้าเล็กๆ ในหมู่บ้าน บางคนก็เลยไม่ค่อยใส่ใจ และไม่มีใครถามเป็นพิเศษด้วยค่ะ ยิ่งกว่านั้น รถพวกนี้วิ่งบนถนนในชนบท วันนั้นอาจจะไม่ได้วิ่งบนถนนหลวงด้วยซ้ำค่ะ"
จริงๆ แล้ว การสอบปากคำก่อนหน้านี้ค่อนข้างหยาบ ถังเจียต่างหากที่ถามละเอียดพอ
เบาะแสแบบนี้ ถือว่าเป็นความคืบหน้าและมีแนวโน้มทะลวงคดีได้ เจียงหยวนจึงพยักหน้า
“ลองตามหาคนขับรถส่งของพวกนั้นดู”
----------
(จบบทที่ 342)
*หมายเหตุ: ย่านซีบีดีของหมู่บ้านซือหม่า (CBD) ในบริบทนี้หมายถึงพื้นที่ใจกลางหมู่บ้านที่ผู้สูงอายุรวมตัวกัน