- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 132: การเก็บหลักฐาน ณ สถานที่เกิดเหตุ
บทที่ 132: การเก็บหลักฐาน ณ สถานที่เกิดเหตุ
บทที่ 132: การเก็บหลักฐาน ณ สถานที่เกิดเหตุ
หมู่บ้านหลงเต๋อ เขตหลงลี่
ที่นี่เป็นเขตชานเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตหลงลี่ เป็นมุมที่อุตสาหกรรมในพื้นที่ยืดหยุ่นที่สุดและทรัพยากรแรงงานหนาแน่นที่สุด
และในมุมเล็กๆ ของเมืองนี้นี่เอง ที่เป็นที่อยู่ของผู้เสียชีวิต กระท่อมเก็บของเก่าหลังเล็กๆหลังหนึ่ง มีลานบ้านเล็กๆ ที่ปิดล้อมด้วยเศษวัสดุก่อสร้างหลากหลายชนิด
บริเวณนี้เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวที่มีลักษณะคล้ายๆกัน บางหลังก็สร้างได้ดูดีเป็นระเบียบหน่อย บางหลังก็สร้างคล้ายคลึงกับบ้านไร่แต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ไปซะทีเดียว ออกแนวคล้ายๆเพิงพักเสียมากกว่า
กระท่อมของผู้เสียชีวิตจัดว่าเป็นหลังที่ดูเป็นระเบียบเล็กน้อย ตั้งอยู่ริมถนนสายรองของเขต ใกล้ๆกันนั้นยังมีร้านอาหารตามสั่งและโฮมสเตย์
สภาพแวดล้อมที่เข้าออกสะดวกเช่นนี้เอง เป็นต้นทุนให้ผู้ตายสามารถดำรงชีวิตด้วยการเก็บของเก่าขายได้
ด้วยอายุที่มากขึ้น บวกกับเขาพอมีเงินเก็บบ้าง ผู้เสียชีวิตจึงรับซื้อของเก่าจากเพื่อนร่วมอาชีพมาขายต่ออีกทอด จัดว่าเขาเป็น
"คนเก็บของเก่าระดับสูง"
แต่ลานบ้านที่ดูเหมือนจะดูดีเมื่อมองจากภายนอก แต่พอเดินเข้าไปกลับเต็มไปด้วยความรกรุงรัง
ในที่เกิดเหตุยังคงเห็นร่องรอยเลือดกระเซ็นเป็นจุดๆอยู่
เจียงหยวนมองไปรอบๆ เขาพบว่ารอยเลือดส่วนใหญ่ที่กระจายอยู่ เป็นรูปแบบของการกระเซ็น
ลักษณะเลือดกระเซ็นเช่นนี้มักเกิดจากการใช้ของแข็งทุบตี ผู้ก่อเหตุใช้ของแข็งฟาดผู้ตาย เลือดจึงติดอยู่บนอาวุธ เมื่อผู้ก่อเหตุเหวี่ยงฟาดซ้ำ เลือดก็กระเซ็นออกไปรอบๆ
รอยเลือดลักษณะนี้จะแผ่กระจายในทิศทางต่างๆ โดยขนาดของรอยเลือดมักจะใกล้เคียงกัน
เราสามารถจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่เกิดเหตุได้ง่ายๆ พอที่จะสามารถแสดงให้เห็นรอยเลือดแบบกระเซ็นได้ดี โดยหาไม้หนึ่งอันเอาไว้สำหรับคน เอากล้วยมาบดให้ละเอียด เติมน้ำและแป้งลงไป แล้วลองคนๆให้ได้ความข้นหนืดคล้ายกับเลือด หลังจากนั้นก็ใช้ไม้จุ่มลงในส่วนผสมที่ผสมไว้ แล้วเหวี่ยงมันออกไป เราก็จะเห็นลักษณะของเลือดกระเซ็นในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันได้
เมื่อดูจากร่องรอยเลือดแล้ว เห็นภาพเลยว่าผู้ตายจะต้องถูกของแข็งฟาดหลายครั้งจนทำให้เสียชีวิต
“เก็บตัวอย่างเลือดไว้แล้วนะ แต่จะเก็บเพิ่มอีกก็ได้”
หวังหลานกล่าวขึ้นเมื่อเห็นเจียงหยวนกำลังสังเกตรอยเลือด
ตำรวจท้องถิ่นส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสนใจกับการวิเคราะห์รอยเลือดเท่าไรนัก เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือเบาะแสของคนร้าย เช่น ดีเอ็นเอหรือลายนิ้วมือที่บ่งชี้ได้ชัดเจนมากกว่า
เช่นเดียวกับตอนนี้ที่เจียงหยวนและทีมกำลังทำอยู่
แม้ไม่แน่ใจว่าคนร้ายจะทิ้งร่องรอยไว้หรือไม่ แต่ด้วยความหวังอันน้อยนิด ก็ทุ่มกำลังคนและทรัพยากรอย่างเต็มที่ในการค้นหาเบาะแส
ในคดีฆาตกรรมของจีน มักจะใช้วิธีที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา อาจเป็นเพราะการที่มีทรัพยากรบุคลากรและอุปกรณ์อย่างมากมาย ทำให้แนวทางแบบนี้กลายเป็นแนวทางหลักในการไขคดี
เช่น กาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ การเก็บลายนิ้วมือ รวมถึงการเก็บดีเอ็นเอของคนในพื้นที่
ในประเทศตะวันตกอย่างเช่นอังกฤษหรืออเมริกา เรื่องแบบนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย รัฐจะไม่ยอมให้เก็บข้อมูล DNA หรือพิมพ์ลายนิ้วมือของคนในพื้นที่ โดยอาจจะมองถึงเรื่องของการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
แต่ในประเทศจีน มีกฎว่า "คดีฆาตกรรมต้องไขได้" กรณีเช่นนี้ หากตรวจเก็บ DNA แล้วหาเบาะแสไม่ได้ ก็อาจต้องเก็บ DNA ทั้งพื้นที่ชานเมืองรอบๆ นี้
ถึงแม้จะรู้ว่าอาจไม่ให้ผลดีเท่าใดนัก แต่ก็จำเป็นต้องทำ และนี่เองคือเหตุผลที่อัตราการคลี่คลายคดีฆาตกรรมของจีนมีสูงมากในระดับโลก
เจียงหยวนไม่จำเป็นต้องอธิบายความรู้เรื่องการวิเคราะห์รอยเลือดให้หมอหวังฟัง เพราะแค่ดูก็เข้าใจแล้ว
ในหัวของเขาเริ่มสร้างภาพเหตุการณ์คร่าวๆ ขึ้นมา
หลังจากได้รับบาดเจ็บ ผู้ตายคงถูกตีซ้ำหลายต่อหลายครั้ง ผู้ตายคงวิ่งหนีไปมาทั่วลานบ้าน เพื่อที่จะพยายามหลบหนี
ในระหว่างนั้น ชั้นวางของในลานบ้านที่ผู้ตายสร้างขึ้นเองจากไม้เก่าๆ ตู้เสื้อผ้าครึ่งตัว หรือราวแขวนเสื้อแบบเปิดก็ถูกชนล้มระเนระนาด
ทุกชิ้นล้วนถูกดัดแปลงโดยผู้ตาย และมันถูกเอากองไว้เต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าเสียมากกว่า
ขณะนี้ของทั้งหมดกระจัดกระจายไปทั่วลาน บางชิ้นมีคราบเลือด บางชิ้นอาจมี DNA ของคนร้ายอยู่ก็เป็นได้
ตำรวจท้องถิ่นคนหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นเจียงหยวนสนใจเสื้อผ้า ก็กล่าวว่า
“พวกสิ่งทอเก่าๆ พวกนี้ขายได้เงินไม่น้อยเลยนะ ผู้ซื้อจะเป็นคนกำหนดปริมาณที่แน่นอนในแต่ละครั้งที่มารับซื้อ ทำให้ผู้ตายที่มีอายุมากขนาดนี้ต้องเก็บสะสมของเก่าไว้ให้มากพอเพื่อที่จะขาย”
เจียงหยวนพยักหน้า
“นึกว่าจะมีแต่พวกกระดาษ”
“นั่นน่ะเปรียบเสมือนของมีค่าในวงการเก็บของเก่าเลยนะ ผู้ตายเก็บไว้ในบ้านนู่น”
ตำรวจว่าแล้วก็เปิดประตูเข้าไป
บ้านหลังนี้สร้างเอง ความสูงไม่ถึงสองเมตร เตียงก็เป็นเตียงดินแบบบ้านๆ สมัยหนุ่มๆผู้ตายน่าจะมีฝีมือดีทีเดียว
ภายในห้องเต็มไปด้วยกระดาษลัง รองมาคือเศษโลหะ และของใช้เล็กๆน้อยๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
“ในบ้านก็ต้องเก็บ DNA เหมือนกัน แต่ตอนนี้ให้ความสำคัญที่จุดเกิดเหตุก่อน”
ตำรวจว่าแล้วหันมาทางเจียงหยวน
“รู้ว่าอาจารย์เจียงยุ่งมาก ทั้งงานเขต งานจังหวัด งานนี้เราเลยต้องร้องขอความช่วยเหลือจากหนิงไท่”
เจียงหยวนตอบด้วยความสุภาพ
“เราก็ช่วยเหลือกันเป็นเรื่องปกติครับ”
“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ตอนร้องขอเราก็เจาะจงเลยว่าอยากให้หนิงไท่ช่วย”
ตำรวจแนะนำตัว
“คุณอาจจะจำไม่ได้ แต่ก่อนคุณเคยช่วยเราคลี่คลายคดีเก่าได้ด้วยเบาะแสจากลายนิ้วมือ ตอนนั้นผมก็เป็นคนรับผิดชอบคดีนี้เองด้วย”
“มันช่างเป็นวาสนาจริงๆครับ”
เจียงหยวนจำคดีนั้นได้ดี เป็นคดีแรกๆ สมัยเริ่มงานลายนิ้วมือเลย
ตำรวจพยักหน้า แล้วแนะนำตัว
“ผมเจิ้งเซี่ยงเฉียน หัวหน้าชุดสืบสวนคดีร้ายแรงของเขตนี้ คดีนี้ผมดูแลโดยตรง ถ้าคุณต้องการอะไร ติดต่อผมได้โดยตรง จะเก็บลายนิ้วมือ หรือเก็บหลักฐานอื่น ๆ ทางนิติเวชก็สั่งการมาได้เลย”
ว่าแล้วเขาก็ยื่นนามบัตรให้เจียงหยวน
ในทางเทคนิค การเก็บ DNA ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของนิติเวช แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน
แต่ที่สถานีตำรวจชิงเหอ ถ้าพูดถึงฝีมือ และความเชี่ยวชาญในเรื่องการเก็บดีเอ็นเอของทีมพิสูจน์หลักฐาน อาจจะยังสู้แพทย์นิติเวชไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องลายนิ้วมือที่เจียงหยวนชำนาญ ซึ่งตำรวจมักให้ความเชื่อถือมากกว่า
เจียงหยวนรับนามบัตรไว้ แล้วแลกวีแชตกับอีกฝ่าย จากนั้นก็ย้อนกลับไปที่ลาน ถามว่า
“ว่าแต่...ผู้เสียชีวิตสูงเท่าไหร่ครับ?”
“ไม่สูงครับ ราวๆ 150 ซม. แกหลังค่อมๆหน่อยด้วย”
เจิ้งเซี่ยงเฉียนหยุดเดิน หันมาถามว่า
“คุณคิดอะไรอยู่หรือครับ?”
“อย่าเรียกผมว่า ‘คุณ’ แบบนั้นเลย ฟังแล้วมันขนลุก”
เจียงหยวนว่า
“ผมแค่คิดว่า ถ้าตอนที่ผู้ตายโดนทำร้ายจนล้มลง มีโอกาสที่ผู้ตายจะไปชนเข้ากับชั้นวางของ ทำให้พวกชั้นวางของเหล่านั้นล้มลง ถ้าความสูงพอดีกัน น่าจะต้องมีของตกใส่ฆาตกรด้วย บริเวณแถวๆนั้นก็มีโอกาสที่จะเก็บดีเอ็นเอได้มากขึ้น”
“ใช่เลย”
เจิ้งเซี่ยงเฉียนพยักหน้าเห็นด้วย แต่สีหน้าไม่ได้แสดงออกมากนัก
เจียงหยวนจับความรู้สึกนั้นได้ จึงถาม
“เคยมีคนคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้วใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
เขาตอบ
“ตอนต้นก็ให้ความสำคัญกับการเก็บ DNA จากของพวกนี้ แต่ก็กลัวว่าจะเก็บไม่ครบ เลยขอทีมเสริมมาด้วยส่วนนึง”
ของธรรมดาทั่วไปจะเก็บ DNA ได้ง่าย โดยเฉพาะของในบ้านที่ไม่มีใครใช้มาเป็นเวลานาน ถ้ามี DNA ก็ไม่น่าจะเป็นของคนนอก
แต่กรณีนี้ ผู้ตายเก็บของที่คนอื่นทิ้งมา โดยเฉพาะเสื้อผ้า มันทำให้ DNA บนของเหล่านี้ปะปนกันไปหมด
และการเก็บตัวอย่างก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด ที่ว่าเอาเสื้อผ้าชิ้นนึงมาตรวจแล้วจะเจอ DNA ทั้งหมดเลย
แต่ความเป็นจริงคือ ต้องเก็บตัวอย่างทีละจุด ต้องตัดชิ้นผ้าส่งเข้าห้องแล็บเป็นร้อยๆครั้ง
สรุปง่ายๆ คือ การตรวจ DNA จากเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น ต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก และยังมีโอกาสผิดพลาดในบางตัวอย่างอีกด้วย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ยิ่งเก็บได้มากก็ยิ่งดี
เจียงหยวนร่วมมือกับอู๋จวิน จัดการกับสิ่งของที่มีคราบเลือดก่อน
ถึงแม้ว่าเลือดส่วนใหญ่จะเป็นของผู้ตาย แต่มันก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่มีรอยเลือดของฆาตกร
เพราะการมุ่งเป้าทำร้ายคน โดยหวังผลถึงขั้นให้เสียชีวิตนั้น มันมีโอกาสสูงที่ตัวผู้ก่อเหตุจะได้รับบาดเจ็บไปด้วย
เจียงหยวนยังคงใช้ความสามารถในการวิเคราะห์รอยเลือดอย่างเต็มที่ เพื่อจะพยายามหาเบาะแสบางอย่าง
และแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้ที่เกิดเหตุจะดูเล็ก แต่ว่ามันมีความซับซ้อนมากยิ่งกว่าที่เกิดเหตุทั่วไป4-5แห่งรวมกันอีก
ตอนนี้เจียงหยวน อู๋จวิน และคนอื่นๆ กำลังถูกกองทัพของวัตถุพยานกลืนกินเข้าไป
-----
(จบบทที่ 132)