- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 131: ออกปฏิบัติงาน
บทที่ 131: ออกปฏิบัติงาน
บทที่ 131: ออกปฏิบัติงาน
หน่วยฝึกสุนัขตำรวจ
อิฐแดงกระเบื้องดำที่เห็นเป็นสิ่งปลูกสร้าง มีแสงแดดลอดผ่านใบไม้หนาทึบสาดเข้ามาในลานฝึก
ต้าจ้วงเพลิดเพลินกับแสงแดดอันละมุนในขณะเฝ้ารออย่างตั้งใจ
ไอน้ำร้อนฉ่ากำลังลอยขึ้นสู่หลังคา ดูคล้ายคานไม้กำลังน้ำลายไหล
เจ้าต้าจ้วงเองก็น้ำลายไหล นั่งหมอบอยู่หน้าประตู มันมองไปยังเงาของเจียงหยวนที่อยู่ในห้องครัว
สุนัขทั่วไปมักจะมีไอคิวเทียบเท่าเด็กอายุสามขวบ ส่วนสุนัขตำรวจที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี อย่างเจ้าต้าจ้วงนั้นมันมีสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กห้าหรือหกขวบได้เลยทีเดียว
ต้าจ้วงเงยหน้ามองเจียงหยวนด้วยสายตาที่เปี่ยมสุข ใบหน้าปนด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
มันส่งเสียงครางเบาๆ ขนบนท้องมันกระเพื่อมขึ้นลง ทำให้เห็นว่าตอนนี้มันมีความสุขและตื่นเต้นเป็นที่สุด
จริงๆ แล้วต้าจ้วงมองไม่เห็นหม้ออาหาร หรือแม้แต่อุปกรณ์ในครัวเลย มันเห็นเพียงแค่ร่างของเจียงหยวนที่กำลังวุ่นอยู่
ร่างนั้น…เปล่งประกายสว่างไสวดั่งเทพ!
แค่เห็นเจียงหยวน น้ำลายของต้าจ้วงก็ไหลออกมาไม่หยุด
“เจ้าเด็กบ้า รอจะกินอีกแล้วสินะ”
หลี่ลี่เดินออกมา ลูบหัวต้าจ้วงเบาๆ
ต้าจ้วงทำเอียงหัวนิดๆ
ต้าจ้วงในชุดเสื้อกั๊กตำรวจดูหล่อเท่ไม่เบาเลย ยิ่งทำท่าเอียงหัวยิ่งดูน่ารัก แต่ว่าสายตาของมันนั้นไม่ได้หันไปมองหลี่ลี่เลย
หลี่ลี่ที่ก้าวเท้าเดินไปแล้วสองก้าวถึงกับชะงัก
เจ้าหมานี่…แปลกๆ นะ
“ต้าจ้วง!”
น้ำเสียงของหลี่ลี่เริ่มจริงจัง สายตาจ้องมองเขม็ง
“โฮ่ง!”
ต้าจ้วงหันขวับกลับมา มองเธออย่างเต็มไปด้วยความนอบน้อมและเชื่อฟัง เทียบกับเมื่อครู่ราวกับเป็นหมาคนละตัว
“เจ้าเด็กบ้า แถมยังฉลาดอีกนะเรา”
นิ้วยาวเรียวของหลี่ลี่ขยี้ลงบนหัวที่ขนเริ่มบางลงของต้าจ้วงอย่างแรง
ต้าจ้วงก็ปล่อยให้เธอขยี้หัวอย่างว่านอนสอนง่าย
สำหรับมันแล้ว ครูฝึกมักจะมีบางวันในแต่ละเดือนที่ดูจริงจังและรับมือยาก มันเคยดมกลิ่นออกว่าช่วงไหนไม่ควรเข้าใกล้ ถึงคราวนี้จะไม่ได้กลิ่นชัด แต่น้ำเสียงของครูฝึกก็บอกอารมณ์ได้ดี
ต้าจ้วงดีใจที่รอดพ้นวิกฤตอีกครั้ง
ต่อไป…คือช่วงเวลาแห่งความสุข
เจียงหยวนทำอาหารหมาชามใหญ่ให้ต้าจ้วง เป็นเมนูที่เพิ่มพลังงานหม้อใหญ่ มีทั้งเนื้อ ซี่โครงหมู ไก่ตุ๋นรวมกัน และวันนี้เจียงหยวนก็ควักเงินซื้อสเต็กชิ้นโตมาเพิ่มให้อีกด้วย
ต้าจ้วงได้กลิ่นแล้วน้ำตาคลอด้วยความสุข จริงๆแล้วก็เปียกชุ่มเลยทีเดียว
“กินได้แล้ว”
หลี่ลี่ที่ทนดูไม่ไหว โบกมืออนุญาตให้ต้าจ้วงกิน
ต้าจ้วงก้มหัวลงอย่างแรง จนหัวพุ่งเข้าไปในชามอาหาร พร้อมกับเสียงดังโครม!
มันไม่รู้สึกเจ็บ หรืออาจเจ็บแต่ไม่สนใจ ปากขนาดใหญ่ของมันเปิดออก และเริ่มกินอย่างบ้าคลั่ง
น้ำซุปผักหอมเข้มข้น ซี่โครงหมูปนกับสเต็กวัว กลิ่นแรงหอมกรุ่น รวมถึงรสชาติที่เข้มข้นซึมซับผ่านประสาทการดมกลิ่นที่ดีกว่ามนุษย์ถึง 1,200 เท่า ความฟินของต้าจ้วงทะลุจักรวาล
ชีวิตหมา…ไม่มีอะไรต้องเสียดาย!
เจียงหยวนแบ่งสเต็กให้หลี่ลี่และอาจารย์อู๋จวินด้วย แล้วเขาก็เริ่มก้มหน้าก้มตากิน
หลี่ลี่นั่งที่โต๊ะอาหาร นั่งหลังตรงเพราะต้องใช้มีดหั่นสเต็ก ทำให้ทรวดทรงรูปร่างดูสง่างาม แสงแดดตกกระทบต้นคอและเรือนร่างดูนุ่มนวลสวยงามอย่างมาก
เธอก็ยังก้มหน้าก้มตากินสเต็กต่อไป มวยผมของเธอส่ายไปมา น่ารักเหมือนต้าจวง
อู๋จวินหั่นขอบสเต็กออกก่อน แล้วเรียงไว้เป็นกอง จากนั้นค่อยๆ หั่นชิ้นส่วนที่เหลือเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเท่ากันราวกับกำลังผ่าศพ!
เจียงหยวนเห็นภาพที่อู๋จวินทำอยู่ข้างหน้า ทำให้เขานึกถึงตอนที่อาจารย์ชำแหละศพ...
ช่างเถอะ คิดไปก็ทำให้กินไม่อร่อยเปล่าๆ เขาก้มหน้ากินสเต็กของตัวเองต่อ
ในจานมีสเต็ก หัวหอม เห็ด บรอกโคลี และแครอทสองชิ้น (ผักทั้งหมดแอบเอาจากอาหารต้าจ้วง)
เนื้อที่ย่างกรอบนิดๆ เมื่อเข้าปากแล้วรู้สึกดีมาก ตอนกัดก็รู้สึกฟิน
เจียงหยวนแม้ไม่ได้มีจมูกที่ดีอย่างสุนัข แต่เขาก็เป็นนักกินคนหนึ่ง
คนสามคนกับหมาหนึ่งตัว ล้วนตั้งอกตั้งใจกิน ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบ
หลังมื้ออาหาร อู๋จวินนั่งเอนหลังแคะฟัน...ต้าจ้วงนอนแผ่หลาอย่างเกียจคร้าน
หลี่ลี่ลุกขึ้นเก็บจานชาม ครั้นเมื่อเธอเดินยกจานเข้าไปเก็บครัว แผ่นหลังของเธอก็ยังคงสวยงามน่ามอง เข้ากับชุดฝึกตำรวจที่พอดีตัว ช่วงขาน่าจะยาวเกือบ 120 เซนติเมตร
อู๋จวินเห็นเจียงหยวนมอหลี่ลี่ เลยแซวว่า
“นายชอบสาวน้อยเหรอ? หลี่ลี่ก็ดีนะ เป็นคนจริงจัง ขยันทำงาน”
เจียงหยวนแอบใจสั่นนิดหน่อย แต่พอนึกถึงตอนเธอกินอาหาร ก็เหมือนมีต้าจ้วงเพิ่มมาอีกตัว เลยรีบส่ายหัว
หลังอาหาร เจียงหยวนได้แอปเปิลแดงอีกลูกจากต้าจ้วง เขาถือแอปเปิลกลับออฟฟิศ
อู๋จวินก็ได้แอปเปิลอีกลูก พึมพำว่า
“แอปเปิลดี มีโชคปลอดภัย ถ้าไม่มีคดี เราก็พักผ่อนได้สบาย กินมื้อเที่ยงเสร็จก็เลิกงานเลย”
เจียงหยวนคิดว่าแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน กลับไปจะอ่านนิยายที่ยังอ่านไม่จบต่อ
ตอนเรียนหนังสือยังอ่านนิยายได้เยอะ พอทำงานผ่านมาตั้งนานแล้วยังอ่านไม่จบสักเล่ม โดยเฉพาะเรื่อง ‘ยอดหมอหลิงหรัน’
อู๋จวินเริ่มเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน
เจียงหยวนจัดการทิ้งก้นบุหรี่จากกระถางพลูด่าง แล้วรดน้ำให้มัน จากนั้นเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่
"ติ๊งหลิงหลิง..."
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น...อู๋จวินขมวดคิ้วรับสาย สีหน้าก็จริงจังขึ้นทันที
“ครับ”
“รับทราบครับ”
“ได้ครับ ออกเดินทางทันทีครับ”
เจียงหยวนรีบออกจากหน้าอ่านนิยาย
“เสี่ยวหยวน เตรียมของ เราจะไปปฏิบัติงานที่อำเภอหลงลี่กัน”
เจียงหยวน: …
“คดีฆาตกรรมเหรอครับ?”
เจียงหยวนถาม
“ใช่ คดีนี้ค่อนข้างซับซ้อน ฝ่ายนิติเวชจากเขตเมืองก็ไปด้วย เขาเรียกพวกเราไปช่วย”
เจียงหยวนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย พร้อมที่จะแสดงฝีมือ
เห็นอาจารย์อู๋จวินทำหน้าครุ่นคิด แล้วพูดว่า
“จำได้ว่าที่อำเภอหลงลี่มีร้านไก่ตุ๋นเครื่องในอร่อยมาก...ชื่ออะไรนะ… แก่แล้วลืมอีกแล้ว เดี๋ยวค่อยไปกินด้วยกัน”
เจียงหยวน: …
---
เพราะต้องออกปฏิบัติงานต่างพื้นที่ไกลหลายสิบกิโลเมตร เจียงหยวนเลยแวะที่บ้านไปบอกกับพ่อก่อน รีบไปหยิบเสื้อผ้าเผื่อไว้เปลี่ยน แล้วก็โดนพ่อยัดของกินมาให้เต็มไม้เต็มมือ
พวกเขาออกเดินทางโดยใช้รถสโกด้าของหน่วยงาน...ไม่มีแอร์!
อู๋จวินก็เคยชินอยู่แล้ว แต่พอขับรถผ่านหน้าหมู่บ้านเจียง เห็นรถหรูจอดเต็มไปหมด แล้วมองดูศิษย์ของตัวเองก้าวขึ้นรถสโกด้าอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ก็อดสงสารไม่ได้ รู้สึกเอ็นดูเจียงหยวนเพิ่มขึ้นมาอีกนิด
เจียงหยวนกับอู๋จวินเดินทางตรงสู่กองปราบอำเภอหลงลี่ มาถึงพร้อมกับแพทย์นิติเวชจากสำนักงานตำรวจเมืองพอดี
‘หมอหวังหลาน’ แพทย์นิติเวชหญิงจากสำนักงานตำรวจเมืองชิงเหอ ผมสั้นเท่าติ่งหู อายุราวสี่สิบกว่า รูปร่างผอมแห้งดูราวกับมัมมี่ แต่ทว่าดวงตาช่างคมเข้ม
สำนักงานเมืองชิงเหอเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของอำเภอหลงลี่ หากเกิดคดีฆาตกรรม เจ้าหน้าที่นิติเวชจากสำนักงานเมืองจะถูกส่งมาช่วยก่อนเสมอ
ความจริงแล้ว สำนักงานตำรวจเมืองแทบไม่ได้สืบสวนคดีด้วยตนเองโดยตรง หน้าที่หลักของแพทย์นิติเวชคือสนับสนุนการชันสูตรศพในเขตต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ ทำให้สั่งสมประสบการณ์ได้รวดเร็ว ทำให้ความสามารถในการทำงานก็ยิ่งพัฒนาได้ดีขึ้น
ต่างจากอำเภอเล็กๆ อย่างหนิงไท่ ที่ทั้งปีมีคดีเสียชีวิตผิดธรรมชาติแค่สิบกว่าคดี คดีฆาตกรรมจริงๆ ก็แค่ปีละสามสี่คดี จำนวนศพที่ต้องชันสูตรจึงไม่มาก
แต่หมอนิติเวชจากสำนักงานตำรวจเมืองชิงเหอนั้นแตกต่างกัน พวกเขาวิ่งพล่านไปทั่วทั้งเมือง อำเภอมีคดีฆาตกรรม ก็วิ่งไปที่อำเภอ เขตมีคดีฆาตกรรม ก็วิ่งไปที่เขต มีทั้งปริมาณและคุณภาพ
หากให้หมอหวังหลานทำหน้าที่แทนทั้งหมดแบบที่อู๋จวินเคยทำ เธอคงรับไม่ไหว เพราะยังมีงานใช้แรงค่อนข้างมากอยู่พอควร
แต่ในฐานะแพทย์นิติเวชของเมือง หวังหลานถึงแม้ภาระงานหนักไม่ต่างกัน แต่ทว่างานที่ต้องใช้แรงอาจจะน้อยกว่า ทำให้สามารถใช้ความละเอียดถี่ถ้วนในแบบฉบับของแพทย์นิติเวชหญิงได้เต็มที่ ทำให้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการชันสูตร
ซึ่งจริงๆ แล้ว การชันสูตรศพส่วนใหญ่ หากทำละเอียดเพียงพอก็ถือว่าดีแล้ว
แต่รอบนี้…ต่างออกไป
หวังหลานเจอหน้าอู๋จวิน ก็พูดตรงทันทีว่า
“คราวนี้ต้องรบกวนพวกคุณหน่อย”
“ทำไมล่ะ ศพเน่าเละมากเหรอ?”
อู๋จวินที่ทำงานมากว่าสามสิบปี ยังไงก็ไม่อยากตรวจศพเน่าหนัก ทำทีไรอ้วกไปหลายวัน กินข้าวกินปลาไม่ลง แต่ด้วยเพราะหน้าที่จึงต้องฝืน
หวังหลานส่ายหัว
“ศพยังไม่เน่าหรอก เพิ่งผ่านไปวันเดียวเท่านั้น แต่ปัญหาคือ สภาพแวดล้อมตอนเสียชีวิตมันซับซ้อนมาก ฝ่ายแพทย์นิติเวชและทีมเก็บหลักฐานของหลงลี่จัดการไม่ไหว ก็เลยต้องเรียกพวกคุณมาช่วย”
“ซับซ้อนยังไง?”
อู๋จวินถาม
แพทย์นิติเวชประจำอำเภอหลงลี่ ที่มีนาม ‘แซ่เย่’ เป็นคนขึ้นชื่อในรื่องความสะเพร่า
ตามลักษณะวิชาชีพ แพทย์นิติเวชควรเป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ แต่หมอเย่คนนี้ผิดขั้วไปเลย ความผิดใหญ่ ๆ ถึงแม้จะไม่เคย แต่ไอ้ที่ผิดเล็กผิดน้อยไม่เคยเว้น ใครก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะงั้น ตอนหวังหลานบอกว่าคดีซับซ้อน อู๋จวินก็ยังไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ยังคงมีท่าทางสุขุมเยือกเย็น
หวังหลานเองก็รู้ดีว่าหมอเย่เป็นยังไง ก็เหมือนในห้องเรียน ที่มักมีนักเรียนที่คะแนนแย่
ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะสะเพร่า ขี้เกียจ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไล่ออก
หวังหลานอธิบายต่อว่า
“คราวนี้ไม่เหมือนก่อน ศพเป็นชายชราที่เก็บของเก่าขาย เสียชีวิตในลานบ้านตัวเอง บนร่างมีร่องรอยถูกทำร้าย ลานบ้านก็มีชั้นวางของหลายจุดล้มระเนระนาด…”
ได้ยินถึงตรงนี้ อู๋จวินก็เข้าใจแล้วว่าโดนเรียกมาช่วย “แบกของ” แน่นอน
“ของที่เก็บมาขาย คงมี DNA เพียบสินะ”
อู๋จวินถอนใจ
หวังหลานพยักหน้า
“ทั้ง DNA และลายนิ้วมือเต็มไปหมด ที่แย่กว่านั้นคือ ชายชราคนนี้มีรสนิยมส่วนตัว เก็บสะสมกางเกงชั้นในผู้หญิงไว้จำนวนมาก ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยข้อมูล DNA เช่นกัน”
“แบบนี้…ต้องตรวจทั้งหมดเลยเหรอ?”
“ใช่ ตอนนี้ไม่มีเบาะแสอะไรเลย เราต้องตรวจทุกหลักฐานที่คนร้ายอาจสัมผัส”
หวังหลานย้ำอีกครั้ง
“ต้องละเอียดเป็นพิเศษ”
“อืม…” อู๋
จวินพยักหน้าเข้าใจ ในอำเภอหลงลี่นี่เจอเหมือง DNA เข้าซะแล้ว
นึกภาพก็รู้ งานตัดชิ้นตัวอย่างชีวภาพยังไม่ยากเท่าไหร่ แต่ถ้าต้องจับคู่ DNA หรือพิมพ์ลายนิ้วมือแล้วตามตัวมาสอบสวนอีก นั่นหล่ะที่จะปวดหัว
“งานแบบนี้นี่นะ…”
อู๋จวินส่ายหัวแรงๆ
หวังหลานก็ได้แต่ให้กำลังใจ
“เรามาช่วยกันทำให้เสร็จภายใน 72 ชั่วโมงเถอะ”
จากนั้นเธอก็มองไปยังชายหนุ่มร่างสูงข้างๆ อู๋จวิน
เธอยิ้มแห้งเล็กน้อย
“คุณคือหมอเจียงหยวนใช่ไหม ครั้งก่อนที่แข่งสืบลายนิ้วมือจนได้รางวัลเกียรติยศระดับสอง เก่งมากจริงๆ”
เจียงหยวนพยักหน้าด้วยความนอบน้อม
“ขอบคุณครับอาจารย์ ผมจะตั้งใจทำงานครับ”
-----
(จบบทที่ 131)