เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 – เข้ารอบโดยไม่สะดุด

บทที่ 35 – เข้ารอบโดยไม่สะดุด

บทที่ 35 – เข้ารอบโดยไม่สะดุด


การประลองเริ่มต้นขึ้น มันมีสนามประลองทั้งหมด 20 เวที แต่ละเวทีมีอาจารย์ผู้ตัดสินเวทีละ 2 คนคอยดูแล คนแรกจะรับผิดชอบเวทย์กำแพงป้องกัน (แต่ละสนามประลองจะมีค่ายกลเวทย์อยู่ตรงกลาง อาจารย์จะเพียงมีหน้าที่ทำให้มันเริ่มทำงาน และรักษามันไว้ตลอดการประลองเท่านั้น) ส่วนอีกคนจะมีหน้าที่ตัดสินแพ้ชนะ

การประลองเวทย์มนต์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว คุณต้องการเพียงแค่โชว์ความสามารถที่เหนือกว่า แล้วผลลัพธ์ก็จะสามารถตัดสินได้ทันที

ในที่สุดก็ถึงเวลาของผม เทียนฟงและผมเดินขึ้นไปที่กลางของเวที ทักทายกัน

“มา ให้ฉันดูความแข็งแกร่งของนายหน่อย” ผมพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม

“ได้เลย ฉันไม่ออมมือแน่ ๆ” เทียนฟงร่ายเวทย์วายุล่องให้กับตัวเอง แล้วเริ่มวนไปรอบ ๆ ตัวผม จากนั้นพุ่งมาด้านข้างของผม ก่อนเริ่มร่ายคาถาโจมตี

ผมหัวเราะอยู่ในใจ เขาคิดไม่ถึงแน่ ๆ ว่าผมเก่งเรื่องความเร็ว ผมตามเขาทันได้อย่างง่าย ๆ ผมร่ายเวทย์โล่ผลึกแสงคลุมตัวเองไว้รอบด้าน และให้ความสนใจเต็มที่กับเวทย์โจมตีที่เขาจะใช้กับผม

“สายลมอันเป็นอิสระ ฟังคำข้า เปลี่ยนเป็นพายุหมุนอันรุนแรง!” หึ! ปรากฏว่ามันเป็นเวทย์ลมโจมตีระดับกลาง “พายุหมุน” ดูเหมือนจะเป็นการลองเชิง

หลังจากร่ายเวทย์แล้ว เขาถอยกลับไปที่กลางเวที ปล่อยให้พายุหมุนพุ่งเข้ามาหาผม

ผมหัวเราะเบา ๆ “ถ้าเวทย์โจมตีระดับกลางคือทั้งหมดที่นายทำได้ นายแพ้แล้ว”

ผมโบกคทาเวทย์ของผมเบา ๆ “ฉีกอากาศตรงหน้าให้เปิดออก กลืนกินทุกอย่างที่แปลกแยก” นี่คือเวทย์มิติ “เฉือนมิติ” ตอนนี้ผมควบคุมมันได้อย่างเชี่ยวชาญแล้ว

รอยแยกสีดำปรากฏขึ้นระหว่างผมกับพายุหมุน เพียงพริบตาพายุหมุนถูกดูดกลืนไปทั้งหมด เหตุการณที่เกิดขึ้นทำให้เทียนฟงหายใจสะดุด ความเร็วของเขาเริ่มตกลงอย่างมาก

นักเรียนที่ดูอยู่รอบ ๆ ส่งเสียงอย่างแปลกใจ “เวทย์มิติโจมตี!”

ผมเรียก ‘เฉือนมิติ’ กลับ “นายยังอยากสู้ต่อมั้ย?”

เทียนฟงหยุดเคลื่อนไหว จ้องมาที่ผม “ไม่ต้องแล้ว ฉันยอมแพ้!”

เวทย์เฉือนมิติมีพลังเทียบเท่ากับเวทย์ระดับสูง แต่มันยากที่จะควบคุม พอเห็นผมใช้เวทย์นี้ได้อย่างง่าย ๆ เขารู้ทันทีถึงความแตกต่างของพลังระหว่างพวกเรา แทนที่จะโดนอัดจนน่วม การยอมแพ้เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่ามาก

“นายมีความแข็งแกร่ง แค่โชคร้ายที่มาเจอฉัน พยายามต่อไปให้ดีที่สุด”

“แล้วฉันจะกลับมาท้าทายนายอีกในอนาคต”

“ฉันพร้อมทุกเมื่อ” ตัวผมในตอนนี้ไม่กลัวการถูกท้าทายแล้ว ไม่ว่าจะจากใคร ตอนนี้ผมมีความมั่นใจพลังของตัวเองอย่างเต็มที่

ตามกฎของรอบจัดกลุ่ม ทุกคนจะต้องทำการประลองวันละ 2 รอบ นั่นทำให้ผมเจอกับหม่าเคอตอนผมกำลังเดินกลับไปที่ห้องพัก

“การประลองของนายเป็นยังไงบ้าง หม่าเคอ?” มองไปที่ชุดคลุมเวทย์ใหม่เอี่ยมของเขา ผมถามยิ้ม ๆ

“มีอะไรให้พูดถึง? ก็แค่ร่ายเวทย์ ‘เพลิงคลั่งแห่งสวรรค์’ แล้วทุกอย่างก็จบ” หม่าเคอก็มีพรสวรรค์สูงในการเรียนรู้เวทย์มนต์ ด้วยความรู้ของอาจารย์เขา รวมถึงความพยายามของเขาเอง คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับเขานั้นหาได้ยากมากในหมู่นักเรียนชั้นปี 2

“ไปเถอะ! ไปหาอะไรกินกันก่อน แล้วค่อยกลับมาพักผ่อน เรายังเหลือการประลองอีกรอบตอนบ่าย”

การประลองรอบบ่ายที่ผมกังวลถึงนั้น ยังปรากฏว่าเป็นการชนะอย่างง่ายดาย ความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ไม่แตกต่างจากเทียนฟงมากนัก หลังจากปะทะกันเล็กน้อย อีกฝ่ายก็ยอมแพ้

มาถึงการประลองรอบจัดกลุ่มครั้งสุดท้ายของผม ผมพบกับนักเวทย์ไฟที่ดูมีความแข็งแกร่งมาก

“นายมาจากห้อง A” ผมคุ้น ๆ หน้าเขา

“ถูกต้อง! ฉันรู้ว่าฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาย แต่ฉันยังต้องการที่จะประลองกับนายสักหน่อย” เขายังไม่เคยแพ้เลยจากการประลองที่ผ่านมา

“เริ่มเลยเถอะ!”

ไม่เหมือนเทียนฟง เขาไม่ลองเชิงใด ๆ ทั้งสิ้น เริ่มด้วยเวทย์ป้องกัน แล้วตามติดมาด้วยเวทย์โจมตีระดับสูงทันที

“ไฟอันร้อนแรง ฟังคำข้า และปรากฏตัวออกมาเป็นเพลิงคลั่งที่ไร้สิ้นสุด เผาไหม้ทุกอย่างที่อยู่ต่อหน้า”

‘เพลิงคลั่งแห่งสวรรค์’ เวทย์นี้อีกแล้ว น่าเบื่อจริง ๆ ให้ตายเถอะ!

ผมยกมือขึ้น และเงยหน้า “ธาตุแสงผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อนของผม ใช้แสงอันอ่อนโยนของท่าน ชำระล้างทุกอย่างตรงหน้า” เวทย์ที่ผมใช้คือ ‘แสงชำระล้าง’ แสงชำระล้างนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน เป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมา เดิมทีมันเป็นเวทย์การป้องกันศักดิ์สิทธิ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อการล้างผลของทุกอย่างที่ไม่ดีเป็นวงกว้าง เมื่อผมปรับปรุงมันขึ้นใหม่ ผมได้เพิ่มการสร้างกำแพงป้องกันหนาขึ้นมาด้วย มันกลายเป็นเวทย์ป้องกันระดับสูงไปเรียบร้อยแล้ว

เขาใช้พลังทั้งหมดของเขากระตุ้นให้เพลิงคลั่งพุ่งเข้ามาใส่แสงชำระล้างอย่างต่อเนื่อง แต่! ผมยืนมองเขาอยู่อย่างสบาย ๆ ภายในกำแพงป้องกัน ผมคิดอยู่เสมอว่าการทำให้คนอื่นตกลงจากเวที เป็นการทำให้เขาอับอาย พวกเขาควรจะรู้ว่าเมื่อไรควรจะยอมแพ้ ผมรอให้พลังเวทย์ของเขาหมด แล้วเขาก็จะยอมแพ้ไปเอง

แต่ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ศรีษะที่เต็มไปด้วยผมสีแดงยกขึ้นและร่าย “ไฟแห่งชีวิตของข้า จงเผาไหม้!”

เหล่าอาจารย์ที่อยู่ในหมู่ผู้ชมจ้องเข้ามาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ทำไมนักเรียนคนนั้นต้องเผาไฟชีวิตของเขาด้วย?” นี่มันจะลดอายุไขของเขา เป็นเด็กที่อยากเอาชนะจริง ๆ” ไฟชีวิตคือไฟที่นักเวทย์ไฟใช้พลังชีวิตเป็นเชื้อเพลิง เพื่อที่ระดับของเวทย์มนต์จะได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก พูดอีกอย่างคือ เพลิงคลั่งของเขาจากเวทย์ระดับ 6 หลังจากเผาไฟชีวิต มันจะสามารถยกระดับขึ้นในทันที ไปเป็นเวทย์ระดับ 7

เปลวเพลิงที่อยู่ด้านนอกของกำแพงป้องกัน จากสีแดงเพลิงเริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มมีสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันเปลี่ยนไปจนกลายเป็นเพลิงสีฟ้าเข้มอันแสนมืดมัว แรงกดดันที่พุ่งเข้ามาสู่ผมเพิ่มมากขึ้นในทันที

“ช่างคาดไม่ถึง! นายยังมีทักษะแบบนี้อยู่ ดูนี่ นี่คือความสามารถที่แท้จริงของฉัน อย่างเพิ่งยอมแพ้ล่ะ” ที่ผมสัมผัสได้ตอนนี้คือเขาไม่ด้อยกว่าไห่รื่อเลย

“ธาตุแสงผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรดอนุญาตให้ผมขอยืมความแข็งแกร่งอันไร้ที่เปรียบของท่าน ทำให้แสงอันไร้สิ้นสุดบนโลกนี้ส่องแสงขึ้น!” เวทย์แสงโจมตี ‘อาณาจักรพิสุทธิ์’ เวทย์แสงระดับ 7 นี่เป็นเวทย์แสงที่ทรงพลังที่สุดที่ผมใช้ได้ในตอนนี้แล้ว

หลังจากผมร่ายเวทย์จบ ร่างของผมลอยขึ้นจากพื้น แสงสีขาวที่สว่างจนทำให้มองไม่เห็นอะไรปกคลุมไปทั่วตัวผมจากหัวจรดเท้า เสื้อคลุมเวทย์เริ่มสะบัดไปด้านหลัง หินเวทย์มนต์สีทองบนหน้าอกปล่อยแสงสีทองออกมา แสงสีขาวที่ผมปล่อยออกมาเริ่มพุ่งไปทำให้เวทีสว่างจ้า ผมยกศรีษะขึ้น จากภายในจุดสะสมพลังของผม ดวงเวทย์สีทองปล่อยพลัง 1 ใน 3 ของผมออกมาปกคลุมร่างกาย แสงที่อยู่รอบ ๆ ตัวผมหดตัวกลับชั่ววินาทีก่อนที่จะระเบิดพลังพุ่งออกไป เพลิงสีฟ้าถูกกลืนกินในทันทีด้วยลำแสงสีขาวของผม กำแพงป้องกันของเวทีสั่นสะเทือน หลังจากต้านทานได้สักพัก มันเริ่มมีรอยแยก

“นักเรียนปี 2 คู่นี้มีพลังเวทย์สูงมากจริง ๆ พวกเขาใช้เวทย์มนต์ระดับ 7 หรือว่าพวกเขาถึงระดับอาจารย์เวทย์แล้ว?” อาจารย์ผู้ตัดสินทั้งสองรีบเพิ่มพลังลงไปเพื่อรักษากำแพงเวทย์มนต์ไว้

หลังจากกำแพงเวทย์มนต์เริ่มคงตัว คู่ต่อสู้ของผมล้มลงไปกับพื้นเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีสัญญาณว่าจะลุกขึ้นมาได้  ส่วนคนอื่นรอบ ๆ ตอนนี้มองอะไรไม่เห็นเพราะแสงสีขาวที่ผมปล่อยออกมา

ในความเป็นจริง ผมแสดงพลังของเวทย์นี้ออกมาได้แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น นั่นเป็นเพราะผมสามารถปล่อยพลังเวทย์ได้แค่นั้น แต่ยังไงมันก็ยังอยู่ในระดับของเวทย์ระดับ 7 คู่ต่อสู้ของผมยกระดับเวทย์มนต์ของเขาอย่างยากลำบาก แต่ผมสามารถร่ายได้โดยไม่ต้องใช้ตัวช่วย และยังสามารถสร้างพลังโจมตีได้พอ ๆ กับเวทย์โจมตีตามปกติ ถ้าจะให้พูดตั้งแต่พื้นฐาน มีแต่ธาตุมืด และธาตุมิติเท่านั้นที่มีพลังโจมตีสูงกว่าธาตุเวทย์อื่นเล็กน้อย แต่มันต้องมีความแข็งแกร่งถึงจะใช้ได้

“ธาตุแสงผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อเพื่อนของท่าน ผมร้องขอให้ท่านรักษาสิ่งมีชีวิตตรงหน้า!” ผมรีบร่ายเวทย์ฟื้นฟูวิญญาณให้กับเขา เวทย์ฟื้นฟูวิญญาณของผมตอนนี้มีพลังอยู่ในขั้นของเวทย์ระดับสูงอย่างสมบูรณ์แบบ

ตอนที่ทุกคนกับมามองเห็นได้อีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผมเป็นผู้ชนะ

จบบทที่ บทที่ 35 – เข้ารอบโดยไม่สะดุด

คัดลอกลิงก์แล้ว