- หน้าแรก
- นิติเวชขวัญใจมหาชน
- บทที่ 32: ตามฉันมา
บทที่ 32: ตามฉันมา
บทที่ 32: ตามฉันมา
เหว่ยเจิ้นกั๋วสอบถามซ้ำไปซ้ำมานานกว่าครึ่งชั่วโมง กว่าจะเรียบเรียงไทม์ไลน์และพยานหลักฐานของคดีวางเพลิงสถานีรับซื้อของเก่าจนครบถ้วน ก่อนจะหยุดพักดื่มน้ำสักหน่อย
คดีนี้ยังคงเป็นคดีเล็ก เกิดขึ้นในเขตซีหง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลี่ซินด้วย
เมืองเหวินเซียงเป็นบ้านของตาและยายเขา เขาเองก็รู้ดีว่า 'กระต่ายไม่กินหญ้าหน้ารัง' พอคันไม้คันมือขึ้นมา ก็เลยไปจุดไฟเล่นที่หมู่บ้านริมแม่น้ำใต้เมืองเหวินเซียง สุดท้ายพอเผาอะไรใหญ่ ๆ เข้าหน่อย ก็หนีหัวซุกหัวซุน
ส่วนในเขตซีหงนั้น 'หลี่ซิน' โดยรวมแล้วถือว่าประพฤติตัวดี เพียงแต่ช่วงนี้ทนไม่ไหวจริง ๆ ถึงได้ไปเผาสถานีรับซื้อของเก่า มูลค่าความเสียหายอาจแค่ไม่กี่พันหยวน
ในมุมมองของตำรวจ คดีเล็ก ๆ แบบนี้มีเป็นร้อยเป็นพัน การที่สถานีรับซื้อของเก่าถูกไฟไหม้ ไม่ถึงกับต้องตั้งคดีด้วยซ้ำ
แต่พอมีนโยบายเรื่อง 'อัตราการไขคดี' มาบังคับ สถานีตำรวจท้องถิ่นก็เลยต้องไขคดีก่อนแล้วค่อยตั้งคดีทีหลัง…ซึ่งเหว่ยเจิ้นกั๋วเองก็ไม่ใช่คนที่จะไปสั่งอะไรเขาได้
ต่อให้ให้เขาเป็นหัวหน้า เขาก็ไม่มีทางจัดประเภทคดีที่อธิบายได้ไม่ชัดเจนเป็น 'คดีวางเพลิง' นั่นมันหาเรื่องใส่ตัวเปล่า ๆ…
แน่นอน ถ้าคดีสืบจนกระจ่างแล้ว ถ้ามันคือวางเพลิง ก็ต้องนับเป็นวางเพลิง คะแนนใน 'ตารางจัดลำดับพลังรบ' ที่จะต้องเพิ่ม ก็ห้ามตกแม้แต่แต้มเดียว แถมพอเป็นคดีต่อเนื่อง คะแนนรวมก็ยิ่งพุ่งขึ้นอีก
เหว่ยเจิ้นกั๋วหรี่ตามองหนุ่มตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำ
“นอกจากคดีนี้ ลองเล่าคดีอื่นๆ ด้วย”
“ไม่มีแล้วครับ” หลี่ซินตอบเสียงเบา
เหว่ยเจิ้นกั๋วยิ้มแห้ง
“นึกว่าเราจับได้คดีเดียวรึไง?”
"ถ้าเป็นแค่คดีเดียว ฉันจะถ่อสังขารมาดักนายถึงร้อยลี้ตอนกลางดึกเรอะ?”
ถ้าเป็นนิสัยเดิมของหลี่ซิน ตอนนี้เขาคงสวนกลับไปแล้วสักแปดร้อยประโยค
แต่พอขยับตัวที เสียงโซ่เหล็กที่ข้อมือก็ดังขึ้น พร้อมกับความเย็นเยียบที่ข้อเท้า คำพูดที่เคยกลั่นแกล้งคนได้แบบปกติ มันกลับกลืนไม่ลง
“ความผิดฐานวางเพลิง โทษสูงสุดสิบปีนะ รู้มั้ย...ในกฎหมายอาญา โทษวางเพลิงเรียกว่าความผิดฐานวางเพลิงเลย นายจุดไฟ ก็ต้องรับผิดตามนั้น ถ้ายอมรับดี ๆ อาจติดไม่กี่ปี ถ้าประพฤติตัวดี อาจออกมาภายในปีสองปี แต่ถ้านายดื้อดึง ไม่พูดไม่จา สิ่งที่ฉันจะรายงานให้อัยการก็จะเปลี่ยนไปล่ะ”
"สิบปี...ตอนนี้นายเพิ่งอายุ 20 เอง อีกสิบปีข้างหน้าก็จะ 30 แล้ว ช่วงสิบปีที่ดีที่สุดของชีวิต จะฝากไว้ในคุกแบบนี้ นายต้องการแบบนี้เหรอ?”
เหว่ยเจิ้นกั๋วที่ผ่านการสอบปากคำผู้ต้องหามานับไม่ถ้วน จี้จุดอ่อนของหลี่ซินได้อย่างแม่นยำ
การที่หลี่ซินยอมรับคดีเล็ก ๆ ก็เพื่อจะผ่านการสอบสวนครั้งนี้ให้ได้ด้วยต้นทุนต่ำที่สุด
แต่สำหรับเหว่ยเจิ้นกั๋วกับพวก นี่แหละคือการเจาะเขื่อน
เหมือนพวกมิจฉาชีพที่เริ่มจากหลอกเงินเล็กน้อย เพื่อจะได้หลอกต่อยาว ๆ
สีหน้าของหลี่ซินตอนนี้ควบคุมไม่อยู่แล้ว ศีรษะเริ่มโน้มมาข้างหน้าอย่างห้ามไม่ได้
รู้สึกเสียใจ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเสียใจเรื่องอะไร เรื่องไหน
“พูดมา”
เสียงกดดันของเหว่ยเจิ้นกั๋วส่งถึงหูอีกครั้ง
“ผม...ผมยังมีอีกคดีนึง…”
น้ำเสียงของหลี่ซินยิ่งสารภาพยิ่งเร็วขึ้น แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งขึ้น
เหมือนรองเท้าที่รอจะตกลงมานานในที่สุดก็ตกซะที กับความกลัวที่ได้ระบายออกไปแล้ว
เหว่ยเจิ้นกั๋วมองหลี่ซินด้วยสายตาสงบนิ่ง รอฟังจนเขาสารภาพคดีที่สองจบ แล้วค่อยพูดอย่างใจเย็น
“พูดต่อไป”
“จำคดีนี้ได้ไหม?”
เหว่ยเจิ้นกั๋วหยิบภาพหนึ่งจากกองรูปหนา ๆ ยื่นให้หลี่ซินดู คราวนี้เป็นคดีเผารถแทรกเตอร์
ตรงจุดที่ไฟเริ่มไหม้ มีลายนิ้วมือของหลี่ซินอยู่ เป็นหลักฐานที่แน่นหนามาก
หลี่ซินไม่มีแรงจะต้านแล้ว พอเห็นกองภาพในมือของเหว่ยเจิ้นกั๋วก็ยิ่งรู้ตัวว่าหนีไม่พ้น จำใจต้องสารภาพต่อ
อย่างที่เหว่ยเจิ้นกั๋วคาดไว้ หลี่ซินมีลักษณะของบุคลิกต่อต้านสังคมมาตั้งแต่เด็ก ชอบจุดไฟ เล่นไฟ เผาแมลง พอโตมาก็ชอบเผาของใหญ่ ๆ ถึงขั้นเผาบ้านเผาเรือน
แต่เพราะเป็นการเผาเพราะ “ชอบ” ล้วน ๆ เวลาและสถานที่ก็เลยคาดเดายากมาก ทำให้ตามจับลำบาก เขาเองก็ไม่เคยโดนจับ เลยบานปลายขึ้นทุกที
แต่พอได้มานั่งบน “เก้าอี้เสือ” เย็นเฉียบ ความกล้าทั้งหลายที่สะสมมาก็ร่วงหายเหมือนลูกโป่งโดนเข็มจิ้ม
---
#ช่วงกลางคืน
เหว่ยเจิ้นกั๋วเดินออกจากห้องสอบสวนด้วยอารมณ์ดีจนหน้าดำ ๆ ของเขามันแวววาวไปหมด แถมยังหิวจนท้องร้องอีก
คดีวางเพลิงเป็นหนึ่งใน 'คดีใหญ่' ทั้งแปด ถึงแม้คดีที่หลี่ซินก่อจะมีมูลค่าไม่สูง แต่จำนวนคดีก็ไม่น้อย รวบรวมได้ตั้ง 5 คดี เฉลี่ยแล้วก็เท่ากับคนร้ายระดับต้น ๆ ไหนจะคดีเผาโรงเรือนที่มูลค่าเสียหายหลักล้านอีก
มีแค่คดีเผาป่าเท่านั้นที่ดูจะไม่ใช่ฝีมือหลี่ซิน แถมยังไม่มีหลักฐานพอจะโยนคดีให้เขาได้
อย่างไรก็ตาม การไขคดีชุดวางเพลิงแบบนี้ ถือว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่ ตามระบบคะแนนในตารางจัดลำดับพลังรบ คดีเผาโรงเรือนที่เมืองเหวินเซียง ให้คะแนนถึง 30 คะแนน คดีอื่น ๆ อย่างน้อยก็ได้ 20 คะแนน
ตัวหลี่ซินเองในฐานะผู้ต้องหา ยังมีค่าคะแนนอีกสิบคะแนน แปดคะแนน
รวม ๆ แล้ว เหว่ยเจิ้นกั๋วสามารถเพิ่มคะแนนให้ทีมสืบสวนได้ห้าสิบถึงหกสิบคะแนน
แม้ความจริงอาจไม่ถึงขนาดนั้น เพราะแต่ละคดีมีคะแนนสูงสุดจำกัดไว้ แต่ผลรวมก็ยังถือว่าสูงมาก
อาจได้แต้มมากกว่าการทำงานทั้งปีของเขาเสียอีก
มองจากมุมไหน วันนี้ก็เหมือนสวรรค์โปรยโชคลงมา ขอแค่ยิ้มรับไว้ก็พอ
แม้แต่ตอนนึกถึงแววตาของหลี่ซิน เขายังรู้สึกอบอุ่น
“ผู้ต้องหาที่ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ ถ้าทุกคนเป็นแบบนี้ ตำรวจก็คงเป็นอาชีพยอดนิยมแล้วล่ะ”
พอหันมามองเจียงหยวน สายตาของเหว่ยเจิ้นกั๋วก็อ่อนโยนกว่าเดิมอีก
“คุณหมอเจียง รบกวนออกใบรับรองลายนิ้วมือทีนะ”
“ครับ”
เจียงหยวนตอบรับทันที แล้วหันไปมองหวังจง
“เดี๋ยวทำด้วยกัน”
หวังจงพอเห็นสายตา ก็เข้าใจทันที รีบตอบรับ
เหว่ยเจิ้นกั๋วหัวเราะร่า
“เดิมทีต้องเลี้ยงข้าวพวกคุณนะ แต่ลูกสาวฉันเอาข้าวกล่องมาให้ซะก่อน คราวหน้า ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ!”
“ไม่เกรงใจหรอกครับ ไม่เกรงใจ”
หวังจงรีบตอบ แล้วดึงเจียงหยวนออกไปสองก้าว พูดเบา ๆ ว่า
“เดี๋ยวดูให้ดี ฉันไม่ได้โม้จริง ๆ”
---
ไม่นาน ตำรวจหญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา
เธอไว้ผมสั้น ท่าทางคล่องแคล่ว ผิวขาวเนียน เมื่อเทียบกับตำรวจชายคนอื่นๆ ที่ดูหยาบกร้าน เธอโดดเด่นและเปร่งประกาย
เธอเดินตรงมาหาเหว่ยเจิ้นกั๋ว ส่งเสียงใส ๆ เรียก “พ่อ” แล้วยื่นกล่องข้าวขนาดใหญ่ให้
“โอเค ครั้งหน้าไม่ต้องลำบากมาส่งแล้ว พ่อจัดการเองก็ได้”
เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดไปงั้น แต่ก็เปิดกล่องข้าวอย่างมีความสุข ไม่สนว่าเป็นอาหารโรงอาหาร กลับหันไปยิ้มภูมิใจใส่ทุกคน แล้วยกมือทุบหัวเบา ๆ
“ลืมแนะนำไป เจียงหยวน นี่หมอนิติเวชคนใหม่ของทีมเรา เหว่ยอิ๋น ลูกสาวฉันเอง”
“สวัสดีครับ”
เจียงหยวนพยักหน้าให้เหว่ยอิ๋นอย่างสุภาพ
“รู้สึกว่าหน้าไม่เหมือนกันใช่ไหม?”
เหว่ยเจิ้นกั๋วจ้องดูสีหน้าเจียงหยวน
เจียงหยวนมองใบหน้าคล้ำ ๆ ของเขาแล้วอดพูดไม่ได้
“อาจจะได้ผิวจากคุณแม่…”
“ผิวหน้าน่ะเหมือนฉันนี่แหละ!” เหว่ยเจิ้นกั๋วพูดพลางดึงเสื้อขึ้น โชว์พุงขาวเนียน
“หน้าฉันแค่โดนแดดเผาเท่านั้น!”
-----
(จบบทที่ 32)