เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - นายน้อย

บทที่ 1 - นายน้อย

บทที่ 1 - นายน้อย


‘เฮ้อ... ชีวิตมันสู้กลับชะมัด’

เด็กหนุ่มริมแม่น้ำจ้องมองเงาสะท้อนใบหน้าอันอ่อนเยาว์ในลำธาร ก่อนจะเหม่อมองท้องฟ้าสีครามที่มีระลอกคลื่นจางๆ พาดผ่าน

เด็กหนุ่มกางแขนออก ร่างผอมบางค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนพื้นหญ้าเขียวขจี ยกมือขึ้นหมายจะคว้าจับท้องฟ้า แต่แล้วก็ตกลงข้างตัวอย่างหมดเรี่ยวแรง

ทะลุมิติมาอยู่โลกเถื่อนๆ นี่สิบสองปีแล้ว

สิบสองปีเชียวนะ! รู้ไหมว่าสิบสองปีนี้เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง! เขา!

“นายน้อย!”

เสียงตะโกนหยาบหนาดังขึ้นจากด้านข้าง

รอบตัวเด็กหนุ่มที่นอนแผ่อยู่ริมลำธารในรัศมีร้อยวา มีกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ขี่หมาป่ายักษ์ขนยาวสีฟ้าน้ำแข็งเดินลาดตระเวนไปมา

ชายวัยกลางคนร่างบึกบึนราวกับหมีสวมชุดเกราะหนัง ก้มลงมองเด็กหนุ่มที่ล้มตัวลงนอน แล้วตะเบ็งเสียงถามด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอะไรไปหรือเปล่าขอรับนายน้อย!?”

เด็กหนุ่มโบกมืออย่างอ่อนแรง ตอบกลับไปแบบซังกระตาย “ไม่เป็นไร ขอข้าพักสักเดี๋ยว”

กะจะดราม่าเรียกคะแนนสงสารสักหน่อย ดันโดนขัดจังหวะซะงั้น

แต่ก็นะ ถึงเขาจะเป็นนายน้อยผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าเพียงหนึ่งเดียวของ ‘เผ่าอ้อมกอดหมี’ หนึ่งในสิบเผ่าใหญ่ทางตอนเหนือของภูเขาตานหู... แล้วมันน่าดีใจตรงไหน?

ที่นี่ไม่มีเน็ต ไม่มีเกมให้เล่น แม้แต่หนังสือดี ๆ สักเล่มยังหาอ่านยาก!

ถึงจะเป็นนายน้อย แต่ลูกสมุนก็มีแต่พวกเด็กโข่งน้ำมูกย้อยสวมชุดหนังเก่า ๆ อย่าหวังเลยว่าจะมีสาวใช้หน้าตาน่ารัก ตัวนุ่มนิ่มมาคอยนวดไหล่คุยเล่นตอนกลางคืน!

อู๋วั่งไม่รู้เลยว่า การที่สวรรค์ให้เขาเกิดใหม่พร้อมความทรงจำจากโลกศิวิไลซ์ในชาติที่แล้ว มันเป็นรางวัลหรือบทลงโทษกันแน่

ไอ้เรื่องความบันเทิงส่วนตัวน่ะยังพอทน อยู่ ๆ ไปเดี๋ยวก็ชิน

แต่ความทรมานที่แท้จริงน่ะ... มันอยู่ที่เรื่องผู้หญิงต่างหาก

ถึงแม้คนในเผ่าตั้งแต่ระดับหัวหน้ายันลูกกระจ๊อกจะยึดถือผัวเดียวเมียเดียว แต่ด้วยความที่เป็นยุคโบราณ ผู้คนเลยค่อนข้างเปิดเผย หนุ่มสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานสามารถมีความรักได้อย่างอิสระเสรี

อิสระแบบสุดเหวี่ยงเลยล่ะ

ไม่ว่าจะดงอ้อริมแม่น้ำ ป่าละเมาะข้างเขา กระท่อมพักแรม หรือบ้านน้ำแข็งใต้ภูเขาหิมะ คุณสามารถพบเห็นหนุ่มสาวพลอดรักกันได้ทุกที่

แต่พอแต่งงานแล้ว ทุกคนจะซื่อสัตย์ต่อกันมาก เพราะชีวิตที่นี่มันโหดร้าย ต้องช่วยกันทำมาหากิน

ในเผ่าจะมีประเพณี ‘งานทุบหัวเข้าหอ’ จัดขึ้นทุกสามปี สาวโสดจะงัดอาวุธคู่กายออกมา ไม่ว่าจะเป็นไม้หน้าสาม กระดูกสัตว์ ท่อนหิน หรือกระบองหนาม แล้วย่องไปหาชายหนุ่มที่หมายปอง...

โป๊ก! ฟาดเข้าที่ท้ายทอย!

ยิ่งเสียงดังฟังชัด แสดงว่ากะโหลกของฝ่ายชายยิ่งแข็งแกร่ง น่าจะพันธุ์ดี

แน่นอนว่าเสียงไม่ใช่ประเด็นหลัก

ประเด็นคือสาวเจ้าจะแบกผู้ชายที่สลบเหมือดกลับบ้าน แล้วช่วยกัน ‘ทำงาน’ ทั้งคืน พอรุ่งเช้าเดินออกมาพร้อมกัน ก็ถือว่าเป็นผัวเมียกันโดยสมบูรณ์

การแต่งงานที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง... เริ่มต้นด้วยไม้หน้าสามเสมอ

ต้องขอบอกก่อนว่า ถึงคนเผ่าอ้อมกอดหมีจะดูซื่อบื้อไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ป่าเถื่อนขนาดจะทุบใครก็ได้ ส่วนใหญ่หนุ่มสาวเขาจะตกลงปลงใจกันไว้ก่อนแล้ว พอถึงงานก็แค่ทำตามพิธี

ไอ้แบบที่เห็นปุ๊บถูกใจปั๊บแล้วทุบหัวลากเข้าห้องเลยก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ฝ่ายชายจะชิงหนีไปตั้งแต่กลางดึก

อู๋วั่งสงสัยตงิด ๆ ว่า ที่ผู้ชายในเผ่าดูสมองทึบๆ กันหมด น่าจะเป็นเพราะโดนเมียทุบหัวตอนแต่งงานนี่แหละ!

แน่นอน เขาเป็นถึงนายน้อย แม้จะไม่มีม้าขาวให้ขี่ มีแต่หมาป่าขาว แต่ศักดิ์ศรีก็เทียบเท่าเจ้าชาย

แม่คนสวยของเขาเคยปลอบว่า วันแต่งงานแค่แกล้งสลบให้เจ้าสาวทุบเบาๆ ก็พอ

แต่... แต่ว่า...

“เฮ้อ”

เด็กหนุ่มเอามือก่ายหน้าผาก สีหน้าหมองหม่นสุดขีด

ร่างกายเขาก็ปกติดี จิตใจก็ไม่ได้วิปริต รสนิยมทางเพศก็ชายแท้แน่นอน แถมยังมีจินตนาการตามประสาวัยรุ่นอยู่บ่อยๆ แล้วทำไมเขาถึงเป็นโรคประหลาดแบบนี้ได้?

เป็นเพราะตอนสามขวบดันไปได้ยินพวกป้าๆ คุยเรื่องวิธีทำกระบองหนามหรือเปล่า?

หรือเพราะชาติที่แล้วใช้ชีวิตคุ้มเกินไป สวรรค์เลยแกล้งกัน?

ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย!

‘อู๋วั่งเอ๋ย อู๋วั่ง นายไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย!’

เอาเถอะ โลกต้าฮวง (มหาทุรกันดาร) แห่งนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ เขาคงเป็นหนึ่งในเรื่องแปลกพวกนั้น

ตอนก่อนเจ็ดแปดขวบ อู๋วั่งแค่อยากเป็นนายน้อยธรรมดาๆ ที่แข็งแรง ไม่ต้องเก่งกาจ ไม่ต้องทะเยอทะยาน แค่มีชีวิตรอดไปสักสามสี่ร้อยปีก็พอแล้ว (อายุขัยเฉลี่ยคนโลกนี้คือ 300-500ปี)

ตอนนั้นเขามีความสุขมาก คอยดูแลรักษาท้ายทอยตัวเองเป็นอย่างดี เผื่อไว้รับแรงกระแทกจากความรักในอนาคต

แต่พออายุเจ็ดแปดขวบ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ไอ้โรคบ้านั่นจู่ๆ ก็โผล่มา...

วู้ววว——

เสียงแตรเขาสัตว์ทุ้มต่ำดังแว่วมาจากขอบฟ้า

อู๋วั่งหยุดเพ้อเจ้อ ดีดตัวลุกขึ้นมองไปทางต้นเสียง เห็นควันไฟลอยขึ้นเป็นสายตรงลิบๆ

โลกต้าฮวงไม่ได้สงบสุข และมนุษย์ก็ไม่ใช่เจ้าโลก

ตรงกันข้าม มนุษย์ที่ถูกเทพธิดาหนี่วา (เทพมารดร) สร้างขึ้น ถือเป็นเผ่าพันธุ์ที่มาทีหลังสุด ในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ทางเหนือของเทือกเขาชางซานนี้ สิบเผ่าใหญ่มีแค่สองเผ่าที่มีมนุษย์เป็นผู้นำ

เผ่าพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ผสมปนเปกันไป พอมีสติปัญญาก็แปลงร่างเป็นคนกันหมด

ถึงเผ่าอ้อมกอดหมีจะแข็งแกร่ง แต่ภัยอันตรายในทุ่งหญ้าก็มีรอบด้าน ฝูงสัตว์อสูรพร้อมจะขย้ำคนในเผ่าได้ทุกเมื่อ

เสียงแตรและควันไฟคือสัญญาณเตือนภัย

ฟังจากเสียงแตรที่ค่อนข้างเนิบนาบ และควันไฟแค่สายเดียว น่าจะเป็นหน่วยลาดตระเวนเจออะไรเข้า แต่ไม่ร้ายแรงนัก

“นึกว่าจะมีสัตว์อสูรระดับบิ๊กบึ้มโผล่มาซะอีก”

อู๋วั่งหาวหวอด ทำปากแจ๊บๆ อย่างเบื่อหน่าย เตรียมจะล้มตัวลงนอนต่อ พลางสั่งงานไปงั้นๆ

“ท่านนายพลสาม ส่งคนไปดูหน่อยซิว่าเกิดอะไรขึ้น”

“นายน้อย! ข้าใช้สายตาพญาอินทรีส่องดูแล้ว!”

คุณลุงร่างยักษ์คนเดิมโบกแขนที่ใหญ่กว่าตัวอู๋วั่ง ตะโกนเรียกอย่างกระตือรือร้น

“นายน้อยอยากจะยืดเส้นยืดสายหน่อยหรือไม่? มีฝูงสัตว์อสูร ‘ชูเจียน’ อายุแค่ไม่กี่ร้อยปีแตกตื่นมาจากไหนไม่รู้ กำลังไล่กวดอะไรบางอย่างอยู่ห่างไปร้อยลี้ คนของเรากำลังโอบล้อมเข้าไปแล้ว”

“ไม่ไป” อู๋วั่งหาวอีกรอบ “น่าเบื่อ”

นายพลหมีสามเกาหัว กระโดดลงจากหลังหมาป่ายักษ์สูงหนึ่งวา วิ่งตึกๆ เข้ามาหาอู๋วั่ง ถูมือไปมาพลางกระซิบด้วยเสียงที่พยายามจะเบาที่สุด (แต่ก็ยังดังอยู่ดี)

“นายน้อยขอรับ ท่านเป็นถึงว่าที่ผู้นำเผ่าใหญ่นะขอรับ อายุขนาดนี้ควรจะแสดงพลังบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวลูกน้องจะไม่ยำเกรง ข้ารู้ว่านายน้อยเก่ง แต่พวกเด็กๆ ในเผ่ามันไม่รู้นี่นา ท่านต้องออกแรงตบเกรียนพวกมันบ้างถึงจะเอาอยู่!”

อู๋วั่ง: ……

ถ้าเป็นเรื่องความมั่นคงของเผ่าก็ช่วยไม่ได้แฮะ ถึงเขาจะขี้เกียจบริหารเผ่า แต่ก็ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องขายหน้า

“เอารถม้ามา”

“ได้เลยขอรับ!”

นายพลหมีสามรับคำอย่างดีใจ ทุบหน้าอกตัวเองปึก ๆ แล้วหันไปคำรามสั่งการ

เสียงฝ่าสายลมดังขวับๆ กองทหารหมาป่าริมแม่น้ำเคลื่อนไหวพร้อมกันรวดเร็วปานเงาตามตัว

ครึ่งชั่วยามต่อมา

รถม้าที่ปูด้วยหนังหมีหิมะสีขาวบริสุทธิ์สามชั้น ถูกลากโดยหมาป่ายักษ์ขนสีฟ้าน้ำแข็งสี่ตัว ล้อสนิมเกรอะสี่ล้อบดขยี้พื้นหญ้าแฉะๆ จนโคลนกระเด็น

อู๋วั่งสวมผ้าคลุมหนังสัตว์อสูรราคาแพง บนหัวมีหมวกทำจากกะโหลกสัตว์วัยอ่อน นั่งเอนกายอยู่บนกองขนหมีนุ่มนิ่ม ร่างกายโยกคลอนไปตามจังหวะรถ

ในมือถือม้วนหนังแกะเก่าๆ กำลังแกะรอยอักขระยึกยืออย่างตั้งใจ

รอบรถม้ามีทหารองค์รักษ์สวมเกราะเต็มยศขี่หมาป่าประกบติด สายตาของพวกเขาดุดันยิ่งกว่าหมาป่าใต้ร่าง ร่างกายกำยำแฝงพละกำลังมหาศาล

นายพลหมีสามควบหมาป่าอ้อมมาเทียบข้างรถ ตะโกนรายงาน

“นายน้อย! พวกชูเจียนกำลังไล่ล่าผู้ฝึกตนจากแดนมนุษย์สามคน! ไม่ผิดแน่ พวกนั้นแต่งตัวสีฉูดฉาด ผู้หญิงใส่กระโปรงสู้รบ ใช้คาถาปาหี่! เสกไม้จิ้มฟันบินไปบินมา ฝีมือก็งั้นๆ ของวิเศษบินได้น่าจะพังไปแล้ว วิ่งหนีกันตีนแตกเร็วกว่าหนูยักษ์อีก แต่ดูท่าจะไม่ไหวแล้วขอรับ เราจะช่วยหรือไม่?”

“ท่านพ่อเคยบอกไว้ เจอคนตกทุกข์ได้ยาก ถ้าช่วยได้ก็ช่วย” อู๋วั่งตอบโดยไม่เงยหน้า “ท่านนายพลสามจัดการได้เลย”

“จัดไปขอรับท่าน!”

นายพลหมีสามทุบหน้าอกคำรามลั่น “นายน้อยจะลงมือแล้ว! เบิ่งตากันให้กว้างๆ! กลับไปเล่าให้ลูกหลานฟังด้วย ใครไม่ฟังจับกรอกหูร้อยรอบ!”

เหล่าทหารหมาป่าโห่ร้องฮึกเหิม

ขบวนรถเคลื่อนไปข้างหน้า เสียงการต่อสู้ดังสนั่นทุ่งหญ้า เสียงหมาป่าหอน เสียงตะโกน เสียงสัตว์คำราม เสียงสายธนูดีดผึง เปลวไฟลุกท่วมฟ้า

โบราณว่าไว้ รวยก็ถล่มด้วยอาวุธ จนก็ใช้ยุทธวิธี

เมื่อรถม้าของอู๋วั่งไปถึง ฝูงสัตว์อสูรชูเจียนนับสิบตัวก็ถูกทหารหมาป่าล้อมไว้หมดแล้ว

เจ้าสัตว์พวกนี้ตอนยังไม่โตเต็มที่หน้าตาประหลาด ตัวเท่าวัว ลายเหมือนเสือดาว แต่หัวคล้ายคน มีตาเดียว หูวัว หางยาวเท่าตัว

นิสัยดุร้าย ชอบอยู่เป็นฝูง ปล่อยคลื่นเสียงโจมตีได้ เป็นสัตว์เจ้าถิ่นในแดนเหนือ

แต่ว่า... เนื้อไม่อร่อย

ความเก่งกาจของสัตว์อสูรดูที่สายพันธุ์และอายุ ชูเจียนพันปีจะวิวัฒนาการร่างกายท่อนล่างให้คล้ายคน สามพันปีถือเป็นระดับ ‘สัตว์ร้าย’ (อสูรดุร้าย) เสียงคำรามทีเดียวฆ่าสัตว์อื่นตายได้เป็นเบือ

เผ่าอ้อมกอดหมีเคยล่าชูเจียนระดับสัตว์ร้ายได้ ตายกันไปเยอะ แต่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า แก่นอสูรเม็ดเดียวแลกเสบียงเลี้ยงคนได้ทั้งเผ่า

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน

ยิ่งวงล้อมกระชับเข้ามา เสียงคำรามของพวกชูเจียนก็ยิ่งดังแก้วหูแตก อู๋วั่งเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนสามคนถูกกันไว้วงใน หญิงสอง ชายหนึ่ง ผู้หญิงใส่กระโปรงยาวรุ่มร่าม ผู้ชายใส่ชุดคลุมยาวสีเขียวฟ้า ทุกคนสะบักสะบอม

การแต่งตัวแบบนี้ เป็นเอกลักษณ์ของผู้ฝึกตนจาก ‘แดนมนุษย์’

พวกเขาจ้องมองเงาดำที่วิ่งวนรอบตัวอย่างตื่นตระหนก ชายหนุ่มถือกระบี่ยาวปกป้องหญิงสาวสองคนไว้ข้างหลัง ก็ดูเป็นลูกผู้ชายดี

แดนมนุษย์อยู่ทางใต้ของโลกต้าฮวง เป็นแหล่งรวมอารยธรรมมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด ส่วนเผ่าอ้อมกอดหมีอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างไกลกันคนละโยชน์ การได้เจอผู้ฝึกตนที่นี่ถือเป็นเรื่องแปลก

อู๋วั่งอดมองผู้หญิงสองคนนั้นไม่ได้

อืม—— การบำเพ็ญเพียรช่วยเรื่องผิวพรรณจริงๆ สาวๆ เผ่าเราผิวสีน้ำผึ้งสุขภาพดี แต่สองคนนี้ขาวจั๊วะ

สาวแดนมนุษย์ดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ผอมไปหน่อย สาวเผ่าเราสิ แน่นตั้บ...

“นายน้อย! ไอ้ตัวพวกนี้หลายสิบตัว ท่านคนเดียวไหวหรือไม่?” นายพลหมีสามขี่เข้ามาถามกระซิบ “ให้ข้าเอาหมอผีมาช่วยร่ายเวทย์ไหม?”

“ไม่ต้อง”

อู๋วั่งลุกขึ้นยืนบนรถม้า มือจับราวหน้า หมาป่าขาวสี่ตัวหอนรับ ทหารหมาป่าแหวกทางออกราวกับน้ำลด เปิดทางให้อู๋วั่งเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์

รถม้าพุ่งไปข้างหน้า อู๋วั่งสีหน้าเรียบเฉย ผมยาวปลิวไสวใต้หมวกกะโหลกสัตว์ เขายกมือซ้ายขึ้น หันฝ่ามือไปทางฝูงชูเจียน

พวกสัตว์สัมผัสได้ถึงอันตราย อ้าปากคำรามส่งคลื่นเสียงอัดกระแทกใส่อู๋วั่งเหมือนกำแพงที่มองไม่เห็น

อู๋วั่งไม่สะทกสะท้าน กลางฝ่ามือปรากฏดวงดาวสิบสองดวงส่องแสงเชื่อมโยงกัน

นี่คือ ‘ศาสตร์ดารา’ (วิชาบูชาดาว) วิชาลับของหมอผีแดนเหนือและเป็นรากฐานความยิ่งใหญ่ของเผ่าอ้อมกอดหมี

บนท้องฟ้า ดวงดาวสิบสองดวงส่องแสงสว่างวาบครอบคลุมพื้นที่ร้อยลี้

เสียงร้องของชูเจียนเงียบลง ดวงตาเดียวของพวกมันฉายแววสับสนและหวาดกลัว พากันถอยกรูดไปรวมกลุ่ม

รู้จักกลัวด้วยเหรอ? ใช่สิ โลกนี้สัตว์ก็มีปัญญา ในหลายพื้นที่มนุษย์ต้อยต่ำกว่าสัตว์

แสงแห่งอารยธรรมยังริบหรี่ รอยเท้ามนุษย์ยังก้าวไปไม่ถึงจุดสูงสุดของโลก

มนุษย์ในแดนมนุษย์ กับมนุษย์ที่กระจัดกระจายในเก้าดินแดน เลือกเดินเส้นทางที่ต่างกัน

กฎเกณฑ์, วิถีเต๋า; บูชาดาว, เวทมนตร์.

อู๋วั่งปรายตามองสามคนที่ถูกล้อม กำมือซ้ายแน่น ฉับพลัน! แท่งน้ำแข็งผุดขึ้นรอบฝูงสัตว์ ดอกบัวน้ำแข็งเบ่งบานพรึบพรับ เชื่อมต่อกันเป็นทุ่งน้ำแข็ง

ศาสตร์ดารา... มหาบึงน้ำแข็ง!

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 1 - นายน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว