- หน้าแรก
- บันทึกตำนานผ่าสวรรค์
- บทที่ 50: ในหมู่มวลบุปผาและพฤกษาซ่อนปราณวิญญาณ
บทที่ 50: ในหมู่มวลบุปผาและพฤกษาซ่อนปราณวิญญาณ
บทที่ 50: ในหมู่มวลบุปผาและพฤกษาซ่อนปราณวิญญาณ
บทที่ 50: ในหมู่มวลบุปผาและพฤกษาซ่อนปราณวิญญาณ
หลี่เฉิงเฟิงมิได้เข้าใจอย่างถ่องแท้นัก แต่เขาก็พอจะจับใจความสำคัญได้เลาๆ ว่า นี่คือหลักการแห่งวิชาบำเพ็ญเพียรของสำนักหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงสรรพสิ่งในใต้หล้า ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณไม้ หรือคน สัตว์ วิหค แมลง ล้วนมีต้นกำเนิดและเชื้อสายเดียวกัน มิได้แบ่งแยกจากกัน พลังระหว่างฟ้าดินดำเนินไปตามหลักการ "ทอนส่วนเกินชดเชยส่วนขาด" เมื่อพลัง ณ ที่แห่งหนึ่งอ่อนด้อยลง ก็จะยืมพลังจากที่อื่นมาเติมเต็ม และด้วยเหตุที่พลังในใต้หล้าล้วนถือกำเนิดจากแหล่งเดียวกัน การไหลเวียนถ่ายเทระหว่างกันจึงราบรื่นไร้สิ่งกีดขวาง สามารถแปรเปลี่ยนรูปได้อย่างอิสระ การไหลเวียนและแปรเปลี่ยนนี้ดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด ไร้จุดจบ นี่คือแก่นแท้ของการบำเพ็ญเพียรตาม "วิถีสวรรค์"
ส่วนวิธีการบำเพ็ญเพียรตาม "วิถีมนุษย์" นั้น ยึดหลักการ "ทอนส่วนขาดบำรุงส่วนเกิน" โดยการช่วงชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในขอบเขตหนึ่งระหว่างฟ้าดินมาเสริมสร้างพลังแก่ตนเอง วิธีการนี้แยกมนุษย์ออกจากสรรพสิ่ง ยอมรับเพียงว่าในสรรพสิ่งมีแก่นแท้พลังงานที่มนุษย์สามารถกอบโกยได้ และเชื่อมั่นว่ามนุษย์นั้นอยู่เหนือสรรพสิ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประเสริฐที่สุด และเป็นผู้ควบคุมทุกชีวิต
หลักการในจารึกนี้เชื่อมั่นว่าวิถีสวรรค์นั้นเหนือล้ำกว่าวิถีมนุษย์ เพราะอย่างแรกคือการหลอมรวมตนเองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งในจักรวาล "จักรวาลคือข้า ข้าคือจักรวาล" ไม่ว่าจะเป็นพลังส่วนตนหรือพลังแห่งจักรวาล ล้วนเป็นเนื้อเดียวกัน การไหลเวียนและแปรเปลี่ยนของพลังปราณวิญญาณระหว่างกันจึงไร้ซึ่งอุปสรรค เป็นไปโดยอิสระ ต่างฝ่ายต่างเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้แก่กัน หมุนเวียนเปลี่ยนผันเช่นนี้ไปชั่วกัลปาวสาน
ในขณะที่วิถีมนุษย์ แม้จะเน้นย้ำคำกล่าวที่ว่า "หมื่นวิถีคืนสู่หนึ่ง" ทว่า "หนึ่ง" ที่หมื่นวิถีหวนคืนไปนั้น ท้ายที่สุดก็ยังคงตกอยู่ที่ตัวบุคคลผู้นั้นเพียงผู้เดียว บุคคลผู้นี้จะคอยดูดกลืนและเรียกร้องพลังจากสรรพชีวิตรอบกายในจักรวาลอย่างไม่หยุดหย่อน โดยมิได้ส่งคืนพลังใดๆ กลับไปเลย ส่งผลให้ผู้บำเพ็ญเพียรกลายเป็นจุดสิ้นสุดของพลัง พลังระหว่างฟ้าดินและจักรวาลกลายเป็นเส้นทางเดินรถทางเดียว และนี่คือวงจรแห่งความตายที่จะนำไปสู่การดับสูญอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
หากในยามนี้มียอดคนผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงมาเห็นบทบัญญัตินี้ เข้าคงต้องตกตะลึงพรึงเพริด และยกย่องให้ชุดวิชาบำเพ็ญเพียรตามวิถีสวรรค์นี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่หาใดเปรียบมิได้ เพราะสำนักบำเพ็ญเพียรทั่วหล้าในปัจจุบัน ล้วนยึดถือวิธีการบำเพ็ญตาม "วิถีมนุษย์" ทั้งสิ้น!
ทว่าหลังจากหลี่เฉิงเฟิงอ่านจบ เขากลับรู้สึกเพียงความมึนงง ไม่เข้าใจในตรรกะเหตุผลของมันเลยแม้แต่น้อย หลังจากไล่อ่านตัวอักษรบนด้านหนึ่งของเสาหินจนครบถ้วน เขาก็ปีนป่ายไปยังอีกด้านเพื่อดูภาพแกะสลัก ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นอันดับแรกกลับเป็นตัวอักษรแถวหนึ่ง
การบำเพ็ญวิถีสวรรค์ชั้นฟ้าที่หนึ่ง: ภายในหญ้าซ่อนปราณวิญญาณ!
หลี่เฉิงเฟิงชะงักงัน กวาดสายตามองต่ำลงไป ก็เห็นว่าภาพที่วาดอยู่เบื้องล่างนั้นคือแผนภาพเส้นชีพจรลมปราณภายในร่างกายมนุษย์ทีละภาพ
หลี่เฉิงเฟิงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ พลันบังเกิดความลังเลขึ้นในใจ
หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์การโจมตีของเมิ่งก้วน หลี่เฉิงเฟิงก็ตระหนักถึงปมปัญหาหนึ่ง... เหตุใดบรรพชนรุ่นก่อนๆ ของตระกูลจึงล่วงรู้ดีว่าการบำเพ็ญเพียรของตนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดธาตุไฟเข้าแทรก แต่พวกท่านก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับนี้อย่างไม่ย่อท้อ?
เพราะพวกเขาต่างมุ่งมาดปรารถนาที่จะฟื้นฟูเกียรติภูมิของตระกูลหลี่ให้กลับคืนมา
แต่ทว่า... หากเกิดธาตุไฟเข้าแทรกเล่าจะทำเยี่ยงไร?
หลี่เฉิงเฟิงรำพึงในใจ หรือว่า... ข้าควรจะลองดูสักตั้งก่อนแล้วค่อยว่ากัน?
หลี่เฉิงเฟิงมีความคิดอ่านเป็นของตนเอง แม้เขาจะไม่เคยบำเพ็ญเพียร แต่ก็ฝึกฝนวรยุทธ์มาแต่วัยเยาว์ ย่อมรู้ดีว่าสรรพวิชาในใต้หล้าล้วนมีรากฐานเชื่อมโยงถึงกัน เป็นไปไม่ได้ที่คนผู้หนึ่งจะตรัสรู้ได้เองโดยกำเนิด จากคนไม่รู้หนังสือสักตัว จู่ๆ จะกลายเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ย่อมเป็นไปไม่ได้
อักขระต้องมีคนสอนสั่ง วรรณกรรมต้องมีคนชี้แนะ หากไร้ครูบาอาจารย์ ต่อให้เป็นอัจฉริยะล้ำเลิศเพียงใด ก็มิอาจบรรลุผลสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
การฝึกยุทธ์ก็เฉกเช่นกัน หากเพียงเห็นกระบวนท่าแล้วฝึกตามอย่างเดียว ต่อให้ฝึกไปชั่วชีวิตก็เป็นได้เพียงนักเลงหัวไม้ มิอาจเข้าถึงเคล็ดลับการเดินพลังที่แท้จริงได้ อย่าว่าแต่เรื่องการใช้สมุนไพรเสริมสร้างเส้นเอ็นและกระดูกเลย
การบำเพ็ญเพียรยิ่งละเอียดอ่อนกว่านั้น หากไร้อาจารย์ชี้แนะ ภาวะธาตุไฟเข้าแทรกอาจเกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา เส้นชีพจรในกายมนุษย์มีมากมายดุจดวงดาว จะชักนำลมปราณไปที่ใด? เคลื่อนย้ายเมื่อใด? กักเก็บไว้ที่ไหน? และจะเก็บรักษาอย่างไร? ยามโคจรพลังควรผ่านเส้นทางใด?
การรู้แจ้งในวิถีนั้นยากเย็น ยิ่งยากที่วิธีการ
ลำพังเพียงดูแผนภาพไม่กี่รูปอาจไร้ประโยชน์ ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าปรมาจารย์ผู้ทิ้งมรดกเหล่านี้ไว้ ได้ซ่อนกลไกหรือเคล็ดลับลวงตาอันใดไว้หรือไม่?
เรื่องอื่นไม่แจ้ง แต่หลี่เฉิงเฟิงรู้ดีว่า เพียงแค่วิชาลับประจำตระกูลหลี่ ต่อให้แสดงกระบวนท่าให้คนนอกดูเป็นสิบครั้ง พวกเขาก็ไม่อาจลักจำไปฝึกเองได้ นั่นเพราะภายในกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยเคล็ดเดินพลังที่ละเอียดอ่อนยิ่ง หากไม่ได้รับการถ่ายทอดด้วยวาจาและสอนสั่งตัวต่อตัว คนนอกไม่มีวันเข้าใจได้อย่างเด็ดขาด
แม้ใจหนึ่งจะระแวดระวังอย่างสูง แต่อีกใจกลับเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้า เขากวาดตามองภาพเหล่านั้นทีละภาพ แผนภาพเส้นชีพจรเหล่านี้มีท่วงท่าแตกต่างกันไป เส้นชีพจรทั่วร่างมนุษย์ล้วนถูกระบุตำแหน่งไว้ชัดเจน โดยเส้นทางที่ลมปราณไหลผ่านจะถูกเน้นด้วยสีแดง ที่น่าสนใจคือ บนจุดชีพจรต่างๆ มีการกำกับด้วยตัวเลขลำดับ แสดงให้เห็นทิศทางและลำดับขั้นตอนการโคจรพลังอย่างแจ้งชัด
หลี่เฉิงเฟิงจดจำแผนภาพเหล่านั้นไว้ในใจ แต่ยังไม่กล้าเสี่ยงทดลองทำตาม ทว่าด้วยความที่เขาเพ่งสมาธิจดจำอย่างตั้งใจ จึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
เส้นแสงสีเขียวใสราวดวงแก้วเริ่มปรากฏขึ้นทีละเส้นบนผิวหนัง ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรของหลี่เฉิงเฟิง เริ่มจากปลายนิ้วสู่ท่อนแขน ลามเข้าสู่หน้าอก ก่อนจะแยกสายขึ้นลงมุ่งสู่ศีรษะและปลายเท้า จากนั้นวกกลับไปด้านหลังรวมตัวกันที่จุดจงซู และแยกสายอีกครั้งเพื่อไหลย้อนกลับมารวมบรรจบกันที่จุดตันเถียนบริเวณท้องน้อย กลายเป็นจุดสว่างเจิดจ้า
หลี่เฉิงเฟิงหารู้ตัวไม่ เขายังคงจดจ่ออยู่กับการจดจำแผนภาพ เพียงรู้สึกว่าภายในกายซาบซ่านเย็นสบาย ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอันใด จะมีก็เพียงหูที่แว่วเสียงสวบสาบดังมาจากใต้ฝ่าเท้า
ครั้นเมื่อได้สติและก้มลงมอง ภาพที่เห็นทำเอาเขาตะลึงลาน เถาวัลย์เขียวขจีนับไม่ถ้วนกำลังเลื้อยพันเสาหินจากเบื้องล่างตรงเข้ามาหาเขา บนเถาวัลย์เหล่านั้นมีใบหญ้าอ่อนงอกเงยออกมาไม่ขาดสาย พร้อมด้วยดอกไม้ดอกเล็กหลากสีสันที่ทยอยบานสะพรั่งส่งกลิ่นอายแห่งชีวิต
หลี่เฉิงเฟิงมองเห็นเถาวัลย์เขียวขจีเลื้อยพันขึ้นมาถึงฝ่าเท้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรัดพันข้อเท้าแน่น ยอดหญ้าและดอกไม้นับไม่ถ้วนชำแรกผ่านรองเท้าผ้าและขากางเกง เจาะทะลุผิวหนัง แทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อ แล้วมุดไชเข้าสู่ร่างกายของหลี่เฉิงเฟิงไปตามเส้นเลือดอย่างรวดเร็ว
หญ้าและดอกไม้เหล่านั้นเจริญเติบโตและลุกลามไปทั่วร่างของหลี่เฉิงเฟิงอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกราวกับมีแมลงตัวเล็กๆ นับหมื่นนับพันกำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง ใบหน้าเริ่มรู้สึกคันยุบยิบและชาหนึบขึ้นมาทันที เมื่อยกมือลูบคลำดูโดยสัญชาตญาณ ก็พลันพบว่าบนใบหน้าของตนมีต้นหญ้าและดอกไม้งอกเงยออกมาเช่นกัน!
ความตื่นตระหนกในครานี้มิใช่เรื่องเล่นๆ!
หลี่เฉิงเฟิงกรีดร้องก้องในใจ ตระกูลหลี่ของพวกเราคงไร้วาสนากับการบำเพ็ญเพียรจริงๆ สินะ แค่นึกสนุกฝึกวิชาส่งเดช ก็ยังฝึกจนหญ้างอกเต็มตัว หน้าบานเป็นดอกไม้ได้!!
ธาตุไฟเข้าแทรกจนมีสภาพเช่นนี้ นี่คงจะเป็น ‘แมงป่องขี้ พิษล้วนๆ’ แล้วกระมัง!
ต่อให้หลี่เฉิงเฟิงจะใจกล้าบ้าบิ่นเพียงใด แต่สถานการณ์วิปริตตรงหน้าก็ทำเอาเขาขวัญหนีดีฝ่อ เขากรีดร้องเสียงหลง สองมือพยายามตะเกียกตะกายฉีกทึ้งต้นหญ้าและดอกไม้บนใบหน้า ทว่าทันทีที่อ้าปากร้อง ร่างก็พลัดตกลงมาจากเสาหิน ร่างลอยละลิ่วกลางอากาศแต่กลับถูกเถาวัลย์และรากไม้ที่ชอนไชอยู่ในกายดึงรั้งเอาไว้ เขาถูกเหวี่ยงกลับไปครึ่งรอบ ก่อนจะกรีดร้องโหยหวนลากยาว แล้วร่างก็เหวี่ยงกลับไปกระแทกกับเสาหินเข้าอย่างจัง!