- หน้าแรก
- บันทึกตำนานผ่าสวรรค์
- บทที่ 5: ภัยมาเยือนโดยมิคาดฝัน… จะหันหน้าไปพึ่งพิงผู้ใด
บทที่ 5: ภัยมาเยือนโดยมิคาดฝัน… จะหันหน้าไปพึ่งพิงผู้ใด
บทที่ 5: ภัยมาเยือนโดยมิคาดฝัน… จะหันหน้าไปพึ่งพิงผู้ใด
บทที่ 5: ภัยมาเยือนโดยมิคาดฝัน… จะหันหน้าไปพึ่งพิงผู้ใด
จากสวรรค์ร่วงหล่นสู่นรก ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา ก่อนหน้านี้ยังเป็นห้องหอรอรักอบอวลด้วยบรรยากาศสีชมพูชวนฝัน ทว่าเพียงชั่วอึดใจกลับกลายเป็นกับดักมรณะที่คลาคล่ำด้วยประกายดาบและจิตสังหาร
การถูกจับได้คาหนังคาเขาในห้องเดียวกับอนุภรรยาคนโปรดของเจ้าเมือง ซ้ำอีกฝ่ายยังอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย นี่มันมิใช่อื่นไกล นอกจาก ‘โคลนหล่นใส่กางเกง ต่อให้ไม่ใช่ขี้ก็เหมือนขี้’ บนศีรษะของท่านเจ้าเมืองมีทุ่งหญ้าเขียวขจีทอดตัวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา จิตใจของเขาย่อมมิอาจราบเรียบดั่งพื้นราบเป็นแน่แท้ เมื่อขุนนางผู้ปกครองเมืองเฉิงอันพิโรธ ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก
หลี่เฉิงเฟิงชะงักงันไปเพียงครู่ ก็พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือของซูจือเซียนไว้ เขาตวาดเสียงต่ำด้วยแววตาเกรี้ยวกราด “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
ซูจือเซียน “อู้อู้อู้อู้อู้...”
หลี่เฉิงเฟิงถึงได้สติ เขาจึงกระชากผ้าที่อุดปากซูจือเซียนออก แล้วแก้เชือกที่มัดมือของนาง จ้องเขม็งพลางคาดคั้น “รีบพูดมา!!”
ดวงตาทั้งสองข้างของซูจือเซียนเอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา นางส่ายหน้าอย่างแรงด้วยความตื่นตระหนก “บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว ท่าน...เป็นใครหรือเจ้าคะ?”
หลี่เฉิงเฟิงคำรามอย่างเดือดดาล “ข้าเป็นใครรึ? มันสำคัญด้วยหรือ! ที่สำคัญคือ อีกเดี๋ยวท่านเจ้าเมืองจางจะคิดว่าข้าเป็นใครต่างหาก! เจ้าว่า...ถ้าข้าบอกท่านเจ้าเมืองว่าข้าเข้าห้องผิด...ถุย! ข้าถูกคนใส่ร้าย เขาจะเชื่อหรือไม่?”
ซูจือเซียนจ้องมองหลี่เฉิงเฟิงตาแป๋ว น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม ท่าทางช่างน่าสงสารจับใจยิ่งนัก ยิ่งเห็นนางทำท่าจะปล่อยโฮออกมา หลี่เฉิงเฟิงก็ปวดเศียรเวียนเกล้าจนหัวแทบระเบิด “พอแล้วๆ อย่าร้องไห้ ห้ามร้องนะ!”
ซูจือเซียนสะอึกสะอื้น “แล้วเช่นนี้จะให้บ่าวทำเยี่ยงไรดีเจ้าคะ?”
สิ้นเสียงนาง ด้านนอกพลันแว่วเสียงบุรุษผู้ทรงอำนาจดังขึ้นแผ่วเบา “ล้อมไว้แน่นหนาดีแล้วหรือยัง?”
“ล้อมไว้แน่นหนาแล้วขอรับ แม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็มิอาจเล็ดลอด!”
“หากเกิดข้อผิดพลาด พวกเจ้าย่อมรู้กฎดีอยู่แล้ว!”
“ขอรับ นายท่าน!”
หลี่เฉิงเฟิงได้ยินก็ใจหายวาบ เขาค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ตัวหนึ่งไปขวางประตูไว้ แล้วเดินกลับมาที่หน้าเตียง กดเสียงต่ำ “นี่มันเรื่องอันใดกันแน่? แค่จับชู้ ไฉนต้องทำเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้? ไม่จำเป็นเลยนี่! นี่แน่ะ เจ้าแอบนัดชายชู้มาพลอดรักกันที่นี่ใช่หรือไม่?”
ซูจือเซียนร้องไห้คร่ำครวญ “คุณชายกล่าวหาบ่าวแล้วเจ้าค่ะ ตอนเที่ยงบ่าวยังพักผ่อนอยู่ที่สวนหลังบ้าน ตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”
หลี่เฉิงเฟิงกำลังจะเอ่ยปากต่อ ก็ได้ยินเสียงบุรุษผู้ทรงอำนาจด้านนอกออกคำสั่งเฉียบขาด “ค้น!!”
หลี่เฉิงเฟิงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ไม่คิดว่าความประมาทเพียงชั่ววูบในวันนี้ จะทำให้ต้องมาจบชีวิตลงที่นี่หรือไร?
หลี่เฉิงเฟิงรีบตะโกนก้อง “ช้าก่อน!!”
บุรุษด้านนอกก็ชะงักงันเช่นกัน เขาสั่งการทันที “หยุดมือ!”
หลี่เฉิงเฟิงได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอกหยุดลงฉับพลัน แสดงให้เห็นถึงวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
บุรุษด้านนอกตวาดถาม “ผู้ใดอยู่ข้างใน!”
หลี่เฉิงเฟิงกลอกตาไปมา “แล้วผู้ใดอยู่ข้างนอก?”
บุรุษผู้นั้นแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าจับกุมตัวผู้ใดไว้?”
หลี่เฉิงเฟิงค่อยๆ ชะโงกหัวออกมาเล็กน้อย แอบมองผ่านช่องหน้าต่าง “แล้วเจ้ารู้หรือไม่เล่า?”
บุรุษผู้นั้นหัวเราะด้วยโทสะ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังเจรจาอยู่กับผู้ใด?”
หลี่เฉิงเฟิงย้อนถามอย่างไม่ยี่หระ “แล้วเจ้ารู้หรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นั้นถูกยั่วจนโทสะพุ่งพล่าน เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มกลั้นความโกรธแล้วกล่าวว่า “สหายที่อยู่ข้างใน ปล่อยคนออกมา แล้วข้าจะทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ดีหรือไม่?”
หลี่เฉิงเฟิงพลันครุ่นคิด ซูจือเซียนที่อยู่ข้างๆ มองเขาตาแป๋ว พลางเกาะแขนอ้อนวอนเสียงสั่น “คุณชายช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ!”
หลี่เฉิงเฟิงตีหน้าขึงขังวางมาดองอาจ “วางใจเถอะ ข้าไม่มีทางยอมให้พวกมันทำร้ายเจ้าได้แม้แต่ปลายเส้นผม!”
ซูจือเซียนยังมิทันได้ดีใจ รอยยิ้มเพิ่งจะแต้มมุมปาก ก็เห็นหลี่เฉิงเฟิงล็อกคอของนางแล้วลากถูลู่ถูกังไปที่ริมหน้าต่าง ส่วนตัวเขาเองรีบมุดเข้ามุมอับอย่างรวดเร็ว ดันร่างซูจือเซียนโผล่หน้าออกไปที่หน้าต่างแวบหนึ่ง แล้วตะโกนก้อง “อนุภรรยาสุดที่รักของเจ้าเมืองอยู่ที่นี่ พวกเจ้าอย่าได้ผลีผลาม!”
บุรุษผู้นั้นแค่นหัวเราะ “โอ้? ยามนี้กลายเป็นอนุภรรยาสุดที่รักของเจ้าเมืองแล้วรึ?” สิ้นเสียง ชายชุดดำโดยรอบก็ยกหน้าไม้ขึ้นเล็งไปที่ซูจือเซียนเป็นจุดเดียว
หลี่เฉิงเฟิงลอบมองผ่านช่องหน้าต่าง เห็นเพียงหน้าไม้เหล่านั้นสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง ส่วนรางยิงมีขนาดเล็กแต่สามารถบรรจุลูกดอกได้คราละสองดอก ที่สำคัญที่สุดคือ ลูกดอกทั้งสองดอกนั้นเปล่งแสงเรืองรองจางๆ ปรากฏอักขระสีน้ำเงินวูบไหว
ดวงตาของหลี่เฉิงเฟิงเบิกโพลงทันที ‘นี่มัน... หน้าไม้มืออักขระ!’
นี่คือยุทโธปกรณ์สำคัญของราชสำนัก! กลไกประณีตพิสดาร สามารถพับเก็บซ่อนในแขนเสื้อหรือพกติดตัวได้มิดชิด ใช้งานง่ายดายแม้แต่เด็กสิบขวบก็สามารถขึ้นสายบรรจุลูกดอกได้ อานุภาพร้ายกาจสามารถเจาะทะลุเกราะหนักได้ในระยะร้อยก้าว
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เมื่อผสานกับลูกดอกลงอักขระชนิดต่างๆ มันจะกลายเป็นอาวุธสังหารที่น่าสยดสยอง ไม่เพียงคร่าชีวิตมนุษย์ แม้แต่ภูตผีปีศาจก็มิอาจรอดพ้น!
ตามกฎหมายแห่งต้าฉี คลังอาวุธแต่ละมณฑลจะมีหน้าไม้มือสำรองไว้ได้ไม่เกินสามร้อยคัน การเบิกใช้นั้นยุ่งยากซับซ้อนต้องผ่านการลงทะเบียนถึงสามด่าน ลูกดอกอักขระแต่ละดอกยิ่งถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ขุนนางที่บังอาจซุกซ่อนหน้าไม้และลูกดอกอักขระไว้เป็นส่วนตัวเกินสามคันสิบดอก จะต้องโทษกบฏ ประหารล้างโคตรโดยไม่มีการละเว้น!
ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุขมาเนิ่นนาน แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดจำนวนมากก็ไม่เคยพานพบยุทโธปกรณ์สังหารร้ายแรงเช่นนี้!
นี่มันผู้ยิ่งใหญ่จากขุมไหนกัน ถึงสามารถพกพาหน้าไม้อักขระนับสิบคันมาอาละวาดที่นี่ได้?
ในสมองของหลี่เฉิงเฟิงความคิดแล่นพล่านดุจสายฟ้าฟาด ทันใดนั้นลูกดอกในมือของชายคนหนึ่งก็ดีดผึงออกจากสาย หลี่เฉิงเฟิงกระชากร่างซูจือเซียนหลบตามสัญชาตญาณ ลูกดอกคู่พุ่งเฉียดศีรษะนางไปอย่างหวุดหวิด ตัดปอยผมสีดำขลับขาดกระจุยไปกระจุกหนึ่ง
ทั้งสองล้มก้นจูบพื้น ได้ยินเพียงเสียง ‘ฉึกๆ’ สองครา ลูกดอกอักขระปักตรึงเข้าที่เสาเตียงในห้องนอนของแม่นางจื่อซี อักขระบนลูกดอกเปล่งแสงวาบ เพียงชั่วลมหายใจ ไม้สาลี่ที่แข็งแกร่งพลันยุบตัวลงและผุกร่อนเป็นวงกว้าง โดยมีจุดที่ลูกดอกปักอยู่เป็นศูนย์กลาง
หลี่เฉิงเฟิงเห็นภาพนั้นก็ขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์ หันขวับไปตวาดถามซูจือเซียน “เจ้าเป็นใครกันแน่ แล้วไปแหย่หนวดเสือผู้ยิ่งใหญ่จากที่ไหนมา?”
ซูจือเซียนตกใจกลัวจนตัวสั่นงันงกประหนึ่งลูกนกตกน้ำ “บ่าว... บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ! บ่าวเป็นคนตงหยางชิงสุ่ย มีหัวนอนปลายเท้า มีทะเบียนราษฎร์ถูกต้อง ท่านเจ้าเมืองตรวจสอบประวัติบ่าวอย่างละเอียดแล้วตอนรับเข้ามา! บ่าวจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกมันเป็นใคร! คุณชาย เรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่เจ้าค่ะ!”
บุรุษด้านนอกคำราม “ส่งนังนั่นออกมา มิฉะนั้น ข้าจะฆ่าล้างตระกูลเจ้า!”
หลี่เฉิงเฟิงแค่นเสียง “ถุย! รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมาสามหาวเช่นนี้?”
บุรุษด้านนอกสวนกลับ “เจ้ากล้าบอกรึ?”
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะร่า ตะโกนโพล่งออกมา “จงฟังให้ชัด! บิดาคือผู้บำเพ็ญแห่งสำนักหลิงซาน นามว่า ‘ซุนป๋อเหริน’! เคยได้ยินกิตติศัพท์ของบิดาหรือไม่!”
บุรุษด้านนอกชะงักกึก สีหน้าแปรเปลี่ยน แน่นอนว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อซุนป๋อเหริน แต่ชื่อเสียงของสำนักหลิงซานนั้น ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ไม่มีผู้ใดไม่เคยได้ยิน
หลี่เฉิงเฟิงเห็นว่าการคุยโตโอ้อวดส่งเดชของตนสัมฤทธิ์ผล ก็ตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายยังมีความยำเกรงต่อบารมีของสำนักหลิงซานอยู่บ้าง
หลี่เฉิงเฟิงหันขวับเตรียมจะเอ่ยปากกับซูจือเซียน แต่กลับเห็นนางตีหน้าเศร้าสร้อย น้ำตาคลอหน่วย กล่าวว่า “คุณชาย บ่าวไม่ได้ปดคุณชายจริงๆ นะเจ้าคะ คุณชายอดทนอีกสักนิด รอให้ท่านเจ้าเมืองของบ่าวมาช่วย พวกเราก็รอดกันหมดแล้วเจ้าค่ะ!”
หลี่เฉิงเฟิงพลันขนลุกชันไปทั้งสรรพางค์ “มารดามันเถอะ! บุรุษสตรีอยู่ร่วมห้องตามลำพังในสถานการณ์ล่อแหลมชวนครหาเช่นนี้ ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำเหลืองก็ล้างมลทินไม่หมดแล้ว!”
ซูจือเซียนน้ำตาไหลพราก “แล้วจะทำเยี่ยงไรดีเจ้าคะ? ไฉนชะตาชีวิตบ่าวถึงได้อาภัพเช่นนี้ เดิมทีคิดว่าแต่งงานเข้าจวนเจ้าเมืองแล้วจะได้เสวยสุข ใครจะคิดว่านั่งอยู่เรือนดีๆ ภัยกลับหล่นตุบมาจากฟากฟ้า!” พูดจบ นางก็ยึดกุมชายเสื้อของหลี่เฉิงเฟิงไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น “คุณชาย ท่านต้องช่วยบ่าวนะเจ้าคะ!”
หลี่เฉิงเฟิงปวดเศียรเวียนเกล้าจนหัวแทบระเบิด ในใจสบถด่าลั่น ‘ช่วยน้องสาวเจ้าสิ! แล้วผู้ใดจะมาช่วยข้าเล่า!’