- หน้าแรก
- หนึ่งวิญญาณ สองร่าง จิงหยวนและเฟยเสี่ยว
- บทที่ 24 การปรากฏของซากโบราณสถาน
บทที่ 24 การปรากฏของซากโบราณสถาน
บทที่ 24 การปรากฏของซากโบราณสถาน
บทที่ 24 การปรากฏของซากโบราณสถาน
"เอ่อ... พี่หยวน ข้ามีเรื่องจะถามหน่อย"
เหยียนหลินจู่ๆ ก็ขยับเข้าไปใกล้จิ่งหยวน ใบหน้าดูเจ้าเล่ห์ขณะเอ่ยปาก
"ว่ามา"
จิ่งหยวนชำเลืองมองเขา พลางรู้ได้ทันทีว่าหมอนี่ต้องมีแผนร้ายอะไรอยู่ในหัวแน่ๆ
"น้องสาวพวกเราสวยไหม?"
หลังจากเหยียนหลินถามจบ เขาก็ยักคิ้วให้ทีหนึ่ง ประกอบกับเสื้อผ้าที่ฉูดฉาดบาดตาจนเกินเหตุของเขาแล้ว มันช่างดูน่าประเคนหมัดใส่หน้าเสียเหลือเกิน
"ถ้าเจ้าไม่กลัวว่าพ่อข้าจะหักขาเจ้า ก็ลองดูได้นะ"
จิ่งหยวนเบะปาก น้องสาวพวกเรา งั้นหรือ? เจ้ากำลังพูดกับใครกัน?
"ข้าก็แค่ถามดูเฉยๆ ดูเจ้าพูดเข้าสิ! กระต่ายไม่กินหญ้าหน้าคอก ตัวข้าเป็นคนประเภทนั้นที่ไหนกัน?"
เหยียนหลินหดหัวกลับอย่างเก้อเขิน พลางยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตนไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย
"เจ้าอิ่ง ข้าเพิ่งตระหนักได้ว่าถ้าเจ้าเป็นผู้หญิงนะ เจ้าต้องมีศักยภาพที่จะเป็นยอดภรรยาและแม่ที่ดีได้แน่ๆ"
เหยียนหลินคีบเนื้อชิ้นหนึ่งที่เย่เทียนอิ่งย่างเสร็จแล้วมาวางในชามของตน ทุกครั้งที่พวกเขาทานบาร์บีคิวด้วยกัน เย่เทียนอิ่งจะเป็นคนทำหน้าที่ย่างเสมอ ส่วนพวกเขามีหน้าที่เพียงแค่กินอย่างเดียว
"เหยียนหลิน ข้าว่าวันนี้เจ้าชักจะลอยชายเกินไปหน่อยแล้วนะ เหล้าก็ยังไม่ได้เริ่มดื่มสักหยด แต่เจ้ากลับพ่นไฟซะสูงเชียว"
"เจ้าเชื่อไหมว่าข้าสามารถทำให้เจ้าไปวิ่งแก้ผ้าอยู่กลางถนนได้?"
อาชีพที่เย่เทียนอิ่งปลุกพลังขึ้นมาคือ จอมพิณสารพัดลักษณ์ เนื่องจากมันครอบคลุมไปถึงการโจมตีทางจิต การสะกดจิตให้ใครสักคนไปเดินแก้ผ้าจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
แน่นอนว่าพละกำลังของเหยียนหลินเองก็นับว่าไม่ธรรมดา การจะสะกดจิตเขาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
"ชิ ทำไมพวกเจ้าสองคนต้องรุมข้าด้วยล่ะ?"
เมื่อถูกทั้งสองคนโต้กลับอย่างต่อเนื่อง เหยียนหลินก็รู้สึกว่าหัวใจอันบอบบางของเขามันได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว
"นั่นก็เพราะเจ้าชอบพ่นวาจาไร้สาระอยู่เรื่อยไงล่ะ" เซียวไป๋เสริมขึ้นมา ช่วยซ้ำเติมได้ถูกจังหวะพอดี
ส่วนหลิวเจิ้นยังคงนิ่งเงียบ จดจ่ออยู่กับการกินอย่างตะกละตะกลามเพียงอย่างเดียว
หลังจากมื้อกลางวันผ่านไป จิ่งหยวนและเย่เทียนอิ่งก็นั่งลงเล่นหมากรุกด้วยกัน
เซียวไป๋ชวนหลิวเจิ้นไปเล่นเกม
ส่วนเหยียนหลินหยิบชุดอุปกรณ์ตกปลาแล้วเดินไปที่สระน้ำ ตั้งใจจะไปนั่งตกปลาที่นั่น
"เจ้ามาทีไรก็ต้องมาป่วนปลาคาร์พที่ข้าเลี้ยงไว้ทุกที มันสนุกนักหรือไง?"
เมื่อเห็นเหยียนหลินวิ่งไปตกปลาอีกครั้ง จิ่งหยวนจึงเอ่ยด้วยความรำคาญใจ
"จะขี้เหนียวไปทำไมกัน? พวกเราไม่ได้จะเอามันไปไหนเสียหน่อย พอตกได้เดี๋ยวก็ปล่อยคืนลงไปเหมือนเดิมนั่นแหละ"
เหยียนหลินวางเก้าอี้ตัวเล็กของเขาลง พลางเตรียมจะโยนเหยื่อล่อลงไปในสระเพื่อสร้างจุดล่อปลา
"มันไม่ได้เกี่ยวว่าจะเอาไปหรือไม่เอาไปหรอก แต่มันอยู่ที่เจ้ามาทีไรก็ ‘กินแห้ว’ ทุกที เจ้าไม่เบื่อบ้างหรือไง?"
หมอนี่มาทีไรก็นั่งปักหลักอยู่ตรงนี้สองชั่วโมง และจบลงด้วยการที่ตกไม่ได้แม้แต่ลูกปลาตัวเล็กๆ
"ถ้าข้ากินแห้วทุกที แสดงว่าปลาของเจ้าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ จิ่งหยวน บอกความจริงมาเถอะ ปลาพวกนี้เป็นปลานำโชคที่มีพลังวิญญาณใช่ไหม?"
สิ่งที่เรียกว่า ปลานำโชค คือปลาที่ได้รับพลังวิญญาณเข้าไป พวกมันฉลาดกว่าปลาทั่วไปมาก และวิธีการตกปลาแบบธรรมดาจะไม่มีทางจับพวกมันได้เลย
"ถ้าคนมันไม่ได้เรื่อง ก็อย่าไปโทษว่าถนนมันขรุขระเลย"
แม้ว่าการจะซื้อปลานำโชคมาใส่ในสระจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา แต่เดิมทีเขาตั้งใจให้สระนี้มีไว้สำหรับตกปลาเล่นๆ คลายเครียด แล้วเขาจะซื้อปลานำโชคมาใส่ไว้ทำไมกัน?
"ข้าไม่เชื่อหรอก! ไม่มีเด็กคนไหนร้องไห้ได้ทุกวัน และไม่มีนักตกปลาคนไหนจะกินแห้วได้ทุกวันเหมือนกัน"
เหยียนหลินเกี่ยวเหยื่อเข้ากับตะขอ เหวี่ยงเบ็ด แล้วหย่อนสายลงไป
ทันทีที่สายเบ็ดลงน้ำ ปลาคาร์พสีแดงตัวหนึ่งก็ว่ายเข้ามาหา
หรือว่าวันนี้ดวงของเขาจะเริ่มเปลี่ยนแล้ว?
พอหย่อนเบ็ดปุ๊บปลาก็ว่ายมาปั๊บ เหยียนหลินคิดด้วยความตื่นเต้น
ทว่าในไม่ช้าเขาก็ต้องตกตะลึง เมื่อเห็นว่าปลาคาร์พตัวนั้นไม่ได้งับเบ็ดของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มันกลับค่อยๆ ตอดเหยื่อออกจากตะขออย่างนุ่มนวล และหลังจากกินเหยื่อจนหมด มันยังชำเลืองมองมาทางเหยียนหลินอีกด้วย
"เจ้ายังจะบอกว่านี่ไม่ใช่ปลานำโชคอีกเหรอ? ข้าว่าตัวนี้มันใกล้จะกลายเป็นสมิงปลาแล้วนะ!"
แล้วไอ้สายตาตอนสุดท้ายนั่นมันคืออะไร? มันกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่ใช่ไหม?
"เป็นเพราะเจ้ามา ‘ให้อาหาร’ พวกมันบ่อยเกินไปหรือเปล่า จนพวกปลามันชินกับการถูก ‘เลี้ยง’ แบบนี้ไปแล้ว?"
ปกติเวลาจิ่งหยวนมาตกปลาเอง เขาก็ไม่เห็นว่ามันจะตกยากตรงไหน
"เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเด็ดขาด"
แม้ว่าเขาจะยังสัมผัสไม่ได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณจากปลาเหล่านี้ แต่เหยียนหลินไม่เชื่ออีกต่อไปแล้วว่าพวกมันคือปลาคาร์พธรรมดา
ทันใดนั้น ปลาคาร์พตัวที่เพิ่งกินเหยื่อของเหยียนหลินไปก็ว่ายกลับมาใกล้ผิวน้ำแล้วพ่นฟองอากาศใส่เขา
ใบหน้าของเหยียนหลินมืดครึ้มลงทันที มันเยาะเย้ยใครกัน?
เขาเหวี่ยงเบ็ดอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้ใส่เหยื่อ ทันทีที่ตะขอลงน้ำ มิติรอบๆ ก็บิดเบี้ยวไปชั่วขณะ และตะขอก็เข้าไปอยู่ในปากของปลาคาร์พตัวนั้นในพริบตา
อาชีพของเหยียนหลินคือ จอมขมังเวทย์มิติ เขาเพิ่งจะใช้พลังแห่งมิติเคลื่อนย้ายตะขอเข้าไปในปากของปลาโดยตรง
เสียง "จ๋อม!" ดังขึ้น ปลาคาร์พถูกเหยียนหลินกระชากขึ้นมาจากน้ำ หางสีแดงของมันสะบัดพริ้วไปมากลางอากาศอย่างบ้าคลั่ง
"เห็นไหมล่ะ? ข้าตกได้แล้ว"
เหยียนหลินถือสายเบ็ดแล้ววิ่งไปอวดจิ่งหยวนและเย่เทียนอิ่ง
"พวกโรคจิต"
"คนว่างงานชัดๆ"
ในเมื่อขอบเขตการบ่มเพาะของพวกเขาใกล้เคียงกัน มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้สึกถึงความผันผวนของพลังวิญญาณเมื่อครู่?
"ครืนนนน!!!"
ทันใดนั้น เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากที่ไกลๆ ตามมาด้วยการสั่นสะเทือนของพื้นดิน
ลำแสงจากสรวงสวรรค์พุ่งทะยานขึ้นมาจากทางทิศตะวันออก ระเบิดออกเป็นรัศมีหลากสีสันเจิดจ้าไปทั่วท้องฟ้า
จิ่งหยวนและคนอื่นๆ หันไปมองตามทิศทางของเสียง เห็นมอกควันพวยพุ่งและแสงสีรุ้งจากสวรรค์ที่ก่อตัวเป็นชั้นม่านแสงในอากาศ ช่างดูงดงามและตระการตายิ่งนัก
ทันทีหลังจากนั้น ร่างของผู้ทรงพลังหลายคนก็ทะยานขึ้นจากตัวเมือง ราวกับดวงตะวันอันโชติช่วงที่พาดผ่านท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังแสงสีรุ้งนั้น
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"
ทั้งห้าคนเดินไปที่ริมขอบคฤหาสน์เพื่อมองออกไปข้างนอก แต่จุดเกิดเหตุนั้นอยู่ไกลเกินไป นอกจากม่านแสงสวรรค์ที่ดูราวกับความฝันแล้ว พวกเขาก็มองไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีกเลย
"รอกันก่อนเถอะ เดี๋ยวคงมีข่าวส่งมาถึงในไม่ช้า"
เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นในเขตภาคกลาง เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลของพวกเขาย่อมต้องไปตรวจสอบอย่างแน่นอน
พวกเขาทุกคนล้วนเป็นลูกหลานสายตรงของตระกูล ดังนั้นคงไม่นานเกินรอที่จะได้รับข้อมูล
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสี่คนก็เห็นพ้องและเดินกลับไปยังจุดเดิมอย่างไม่รีบร้อน พร้อมกับทำกิจกรรมของตนเองต่อไป
"เฮ้ย! ปลาข้าหายไปไหนแล้ว?"
เหยียนหลินกลับมาที่ริมสระแล้วหยิบเบ็ดขึ้นมา พบว่าปลาที่เขาตกได้หายไปนานแล้ว
เมื่อประเมินว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรแล้ว กลุ่มพี่น้องต่างก็ส่งข้อความไปถามทางครอบครัวเกี่ยวกับม่านแสงสวรรค์นั้น
ข่าวที่พวกเขาได้รับกลับมาก็คือ โบราณสถานซากอารยธรรมของสำนักใหญ่ในสมัยโบราณได้ปรากฏขึ้น และรายละเอียดต่างๆ ยังคงอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
มันเป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วนับตั้งแต่ที่ ดาวอควา เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งดาราจักร ในช่วงเวลาอันยาวนานมหาศาลนี้ มีขุมกำลังที่ทรงพลังมากมายถือกำเนิดขึ้นและเลือนหายไปในสายธารแห่งกาลเวลา
แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีสำนักต่างๆ หลงเหลืออยู่บนดาวอควาแล้วก็ตาม แต่ในอดีตอันไกลพ้น เมื่อตอนที่ดาวอควาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น สำนักต่างๆ เคยตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ และนิกายที่ทรงพลังบางแห่งถึงขั้นทำให้ในระดับประเทศต้องยอมอ่อนข้อให้
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป สาธารณรัฐตี้เซี่ยยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แต่นิกายที่เคยรุ่งเรืองเหล่านั้นกลับค่อยๆ เสื่อมถอยลง
ในที่สุด รัฐบาลก็ได้เข้ามาแทรกแซง รวบรวมตำราและคัมภีร์โบราณของนิกายเหล่านี้ และจัดตั้งเป็น สถาบันผู้มีอาชีพ ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม นิกายบางแห่งถูกปกป้องด้วยค่ายกลที่ทรงพลัง หลังจากที่พวกเขาเสื่อมสลายลง ค่ายกลเหล่านั้นก็ได้พรางตาตัวเองไว้ ทำให้ไม่สามารถค้นหาได้หากไม่มีวิธีการที่ถูกต้อง
พวกเขาทำได้เพียงรอให้ค่ายกลเหล่านั้นเสื่อมสภาพลงตามการกัดกร่อนของกาลเวลา จนในที่สุดก็ปรากฏตัวออกมาให้ชาวโลกได้เห็นอีกครั้ง