- หน้าแรก
- ฝ่าวิบัติภัยวันสิ้นโลก ตุนเสบียงสองพันล้านรอวันล้างแค้น
- บทที่ 11 การทำน้ำแข็ง
บทที่ 11 การทำน้ำแข็ง
บทที่ 11 การทำน้ำแข็ง
บทที่ 11 การทำน้ำแข็ง
หลังจากทานกล้วยไป 4 ลูก เสิ่นสวินก็ลองชิมผลไม้อื่นๆ ซึ่งทุกอย่างล้วนมีรสชาติดีกว่าที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปมาก
เธอเริ่มนำอาหารออกมาจากมิติกินทีละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหมูผัดพริกหยวก ไก่ผัดพริกแห้ง ผัดคะน้า และซุปปลาตะเพียน เสิ่นสวินไม่ยอมให้มีอาหารเหลือทิ้งแม้แต่น้อย หลังจากจัดการทุกอย่างจนเรียบ เธอก็รู้สึกอิ่มแปล่และเอนตัวลงนอนบนโซฟาเพื่อช่วยย่อย
ของในคลังสินค้าส่วนกลางถูกย้ายออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงคลังสินค้าที่ตลาดค้าส่งริมทะเล ซึ่งมีถ่านหินและเกลืออยู่เต็มคลังครึ่ง อีก 3 วัน เธอค่อยออกไปเก็บพวกมัน
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจองตั๋วเครื่องบินมุ่งหน้าสู่ประเทศมหาอำนาจ หลังจากผ่านไป 3 วัน เธอจะไปที่เมืองบีเพื่อซื้อบ้านในโครงการสวรรค์พำนัก จากนั้นจึงค่อยเดินทางไปยังประเทศมหาอำนาจเพื่อกักตุนน้ำมันและอาวุธ
เสิ่นสวินถือโอกาสพักผ่อนที่หาได้ยาก เปิดแอปพลิเคชันวิดีโอยอดนิยมเพื่อเลื่อนดูข่าวสารล่าสุด หัวข้อร้อนแรงส่วนใหญ่ที่ติดเทรนด์ไม่ได้ทำให้เธอสนใจเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหน้าใหม่คนไหนไปออกรายการวาไรตี้ หรือดาราคนไหนนอกใจกัน ล้วนเป็นข่าวซุบซิบไร้สาระ เสิ่นสวินขมวดคิ้วและเลื่อนลงไปจนสุดขอบล่าง จนกระทั่งเจอหัวข้อที่เธอต้องการจะดู
ยิ่งไปกว่านั้น หัวข้อเหล่านี้ถูกระบุด้วยตัวอักษรสีแดงเข้ม
มีการแจ้งเตือนสภาพอากาศอย่างเป็นทางการบ่อยครั้ง
อุณหภูมิในประเทศเอ็มลดต่ำลงทุบสถิติอีกครั้ง
วงโคจรของโลกเกิดการเบี่ยงเบน
ธารน้ำแข็งกำลังละลาย
เสิ่นสวินกดเข้าไปดูหัวข้อข่าวอุณหภูมิที่ลดลงของประเทศเอ็ม เพราะเธอต้องเดินทางไปที่นั่นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นิ้วของเธอเลื่อนดูบทความและรูปภาพที่ถูกตัดต่อ "เพียงแค่สัปดาห์เดียว อุณหภูมิก็ลดลงถึงลบ 40 องศาแล้ว และยังคงลดลงเรื่อยๆ"
หลังจากอ่านข่าวยอดนิยมทั้งหมด เสิ่นสวินก็รู้สึกสะเทือนใจ หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตก่อนหน้านี้มีร่องรอยให้สืบหาได้เสมอ เพียงแต่ตอนนั้นเธอไม่ได้ใส่ใจเลย
มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์มากมายนับหมื่นราย คอมเมนต์เหล่านั้นก็มีเรื่องทฤษฎีวันสิ้นโลกปะปนอยู่ด้วย แต่เสิ่นสวินสังเกตเห็นว่า หลังจากมีคนโพสต์ได้ไม่ถึง 10 นาที รูปโปรไฟล์ของคนนั้นก็กลายเป็นสีดำ
ร้านขายส่งชุดชั้นในรายใหญ่ถูกผู้ดูแลระบบเตะเข้าห้องมืด ตามมาด้วยการรุมด่าทอว่าคนผู้นั้นพูดจาเพ้อเจ้อ นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่แล้ว ใครจะไปเชื่อเรื่องแบบนั้น?
เสิ่นสวินปิดโทรศัพท์ จิตสำนึกของเธอจมดิ่งลงไปในมิติ เธอจัดระเบียบทุกอย่างที่เก็บเข้ามาเมื่อคืนอย่างพิถีพิถัน โดยแยกประเภทเนื้อสัตว์ออกจากกัน
ตู้เย็น เครื่องทำน้ำแข็ง เครื่องโม่แป้ง เตาแม่เหล็กไฟฟ้า และเครื่องซักผ้า สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ต้องใช้งานเป็นประจำ เธอจึงจัดกองไว้ด้วยกัน
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า กล่องเก็บพลังงาน แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ทำความร้อนใต้พื้น และเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า ถูกแยกประเภทและจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ
น้ำเป็นทรัพยากรที่ต้องใช้แล้วหมดไป เสิ่นสวินมองดูน้ำดื่มบรรจุขวดจำนวนมหาศาลในมิติ รวมถึงถังเก็บน้ำที่เติมจนเต็มเปี่ยม มันเพียงพอที่จะใช้ไปได้ถึง 3 ชาติ
เธอหยิบเครื่องทำน้ำแข็งออกมา 6 เครื่องและเริ่มผลิตน้ำแข็ง เสิ่นสวินจำได้ว่าในปีที่ 3 ของวันสิ้นโลก เมื่อความร้อนสุดขีดมาเยือน อุณหภูมิสูงสุดพุ่งสูงถึง 80 องศา ผู้คนในตอนนั้นไม่กล้าก้าวเท้าออกจากบ้านเลยแม้แต่นิดเดียว
โรคลมแดดคร่าชีวิตผู้คน บางคนถึงกับเดินอยู่ดีๆ ก็ถูกย่างสดจนกลายเป็นมัมมี่ แล้วถูกแบ่งส่วนนำไปกิน
ในตอนนั้น เธอต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวของลุงและอาในหอพักขนาดใหญ่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นร้อย ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ในตอนกลางคืน เธอได้แต่ฝันว่าจะได้ดื่มน้ำแข็งสักอึก
เสียงครางกระหึ่มของเครื่องทำน้ำแข็งเริ่มดังขึ้นในห้อง เสิ่นสวินเก็บน้ำแข็งที่ทำเสร็จแล้วเข้าสู่มิติ เครื่องทำน้ำแข็งทำงานได้ดีมาก ผลิตออกมาได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว แต่เสิ่นสวินก็ยังไม่หยุด เครื่องจักรยังคงทำงานต่อไป
เสิ่นสวินเปิดโทรศัพท์เช็คเวลา ตอนนี้เป็นเวลา 15 นาฬิกา เธอสวมแว่นกันแดด หยิบกุญแจรถสปอร์ต และขับรถเบนท์ลีย์ออกจากวิลล่า
เมื่อติดสัญญาณไฟแดง เสิ่นสวินก็เปิดประทุนลง ลมที่พัดผ่านถนนช่วยระบายความร้อนไปได้บ้าง
เมืองอีมีอากาศร้อนตลอดทั้งปี ไม่เคยมีหิมะตก และอุณหภูมิอาจสูงถึงกว่า 40 องศา
คนเดินเท้าบนทางม้าลายอดไม่ได้ที่จะหันมามองเสิ่นสวินในรถสปอร์ตสีขาว เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาวเข้ารูป กางเกงยีนส์ทรงสลิมฟิต และมีรูปร่างที่งดงาม "คนสวย ขอวีแชทหน่อยได้ไหม"
เสียงของชายคนนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างโห่ร้องและผิวปากตาม เสิ่นสวินมองเวลาที่เหลืออีก 1 วินาที เธอเหยียบคันเร่งมิด รถสปอร์ตก็ส่งเสียงคำรามพุ่งทะยานทิ้งห่างจากชายคนนั้นไปทันที
เวลาผ่านไป 4 ปี แต่ความรู้สึกกลับเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เสิ่นสวินขับรถเข้าไปในที่จอดรถใต้ดินของห้างสรรพสินค้า ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 1 และหยิบรถเข็นมาช้อปปิ้ง 2 คัน
ในโซนถั่วและขนมขบเคี้ยว เสิ่นสวินเริ่มกวาดซื้อเพื่อกักตุน หลังจากเติมจนเต็มรถเข็นทั้ง 2 คัน เธอก็ชำระเงินและจากไป โดยเข็นรถลงลิฟต์ไปยังลานจอดรถ เธอจัดเก็บถั่วและขนมเหล่านั้นไว้ในรถ แล้วจึงเข็นรถกลับเข้าไปในห้างอีกครั้ง
พนักงานต่างพากันตกตะลึงเมื่อเห็นเสิ่นสวินเป็นครั้งที่ 3 เด็กสาวคนนี้คิดจะกวาดล้างแผนกขนมและผลไม้อบแห้งให้เกลี้ยงเลยหรืออย่างไร? ความเร็วในการเติมสินค้ายังไล่ตามความเร็วในการซื้อของเธอไม่ทันเลย
"คุณจะกินหมดนี่จริงๆ เหรอคะ?" พนักงานสาวที่สแกนบาร์โค้ดเริ่มรู้สึกปวดมือไปหมดแล้ว
"อ๋อ พอดีลูกของญาติๆ มาเยี่ยมที่บ้านน่ะค่ะ แล้วปกติที่บ้านไม่ค่อยมีขนม พวกเขามากันเยอะมาก สิกว่าคนได้ ฉันยังกังวลอยู่เลยว่าแค่นี้จะพอให้พวกเขากินหรือเปล่า" เสิ่นสวินพูดปดโดยไม่กะพริบตา
พนักงานสาวไม่อยากเห็นหน้าเสิ่นสวินอีกต่อไปแล้ว เธอจึงแนะนำร้านขนมอื่นๆ ในห้างให้ โดยเฉพาะร้านที่ขายขนมเฉพาะทาง หลังจากกล่าวขอบคุณ เสิ่นสวินก็นำขนมไปเก็บที่รถแล้วเข็นรถไปยังร้านที่พนักงานคนนั้นแนะนำ
ร้านซานซงสู่ ไป่เฉ่าเว่ย และอีก 2 ร้านที่อยู่ติดกัน เสิ่นสวินเดินขึ้นเดินลงอีกหลายรอบ สองรอบสุดท้ายเธอซื้อเพียงคุกกี้และเนื้อแห้งเท่านั้น
เธอเข็นรถเข็นกลับไปคืนที่เดิม วันนี้เธอกักตุนไว้เพียงพอแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปห้างอื่น เธอเช็คเวลาซึ่งประจวบเหมาะกับมื้อเย็นพอดี เสิ่นสวินขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 5 ของห้าง ซึ่งเต็มไปด้วยร้านอาหารนานาชนิด หลายอย่างไม่ใช่เมนูท้องถิ่นของเมืองอี
เสิ่นสวินเดินเข้าไปในร้านปลาหม้อหิน และสั่งปลาขนาด 3 ชั่ง พร้อมกับเครื่องเคียงอีกมากมายจนอิ่มหนำ
เธอมองดูเมนูแล้วสั่งปลาขนาด 4 ชั่งเพิ่มอีก 10 ตัว โดยกำชับให้ปรุงสุก แพ็คลงกล่อง และนำไปส่งที่จิ่วหยวนวิลล่า
เมื่อเธอออกจากร้านปลาหม้อหินก็เริ่มดึกแล้ว และท้องฟ้าก็มืดสนิทลงพอดี