- หน้าแรก
- นารูโตะ : แข็งแกร่งขึ้นด้วยระบบสรุปรายวัน แถมยังโดนคุชินะตามจีบ
- บทที่ 13: ที่พักชั่วคราว
บทที่ 13: ที่พักชั่วคราว
บทที่ 13: ที่พักชั่วคราว
บทที่ 13: ที่พักชั่วคราว
ดวงตาของคุชินะเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินแบบนั้น
"งั้นฉันจะไปช่วยยูตะจัดห้องให้เรียบร้อยเอง"
พูดจบเธอก็รีบหันหลังวิ่งไปเตรียมห้องทันที
มิโตะเผยรอยยิ้มจางๆ ขณะมองตามแผ่นหลังของคุชินะไปพลางนึกในใจ
"ตั้งแต่ได้เจอกับยูตะที่โรงเรียน คุชินะดูร่าเริงขึ้นมากเลยนะ"
พอนึกถึงเรื่องดีๆ จบ เธอก็ลุกขึ้นเดินตามหลานสาวไป
ในบ้านของมิโตะยังมีห้องว่างเหลืออยู่อีกหลายห้อง
คุชินะเลือกห้องที่อยู่ติดกับห้องของตัวเองแล้วเริ่มลงมือจัดระเบียบข้าวของอย่างขยันขันแข็ง
มิโตะเองก็เข้ามาช่วยจัดการความเรียบร้อยให้อีกแรง
ในขณะเดียวกัน ยูตะกำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านบันทึกที่เซ็นจู โทบิรามะทิ้งไว้
บันทึกเล่มนี้มีรายละเอียดลึกซึ้งกว่าในคัมภีร์สะกดวิชาต้องห้ามคนละเรื่องเลย
ถ้าจะให้เปรียบเทียบ คัมภีร์วิชาต้องห้ามก็เหมือนตำราเรียนทั่วไป แต่บันทึกของโทบิรามะเล่มนี้เปรียบได้กับคู่มือครูฉบับเฉลยละเอียด
มันบันทึกปัญหาทุกอย่างที่โทบิรามะเจอระหว่างคิดค้นวิชานี้ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาในแบบฉบับของอัจฉริยะเอาไว้ครบถ้วน
ด้วยพลังจิตของยูตะที่เหนือกว่าคนทั่วไป ทำให้เขาสามารถเข้าใจหลักการทางทฤษฎีของคาถาเทพสายฟ้าเหินได้อย่างรวดเร็ว
ถึงอย่างงั้น เขาก็รู้ดีว่าภาคทฤษฎีนั้นง่ายที่สุด แต่การปฏิบัติจริงต่างหากที่เป็นของจริง
ขณะที่เขากำลังจะอ่านต่อ มิโตะก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ
"พักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ได้ เตรียมห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะ"
ยูตะโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณมากครับคุณยายมิโตะ"
มิโตะยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางลูบผมสีดำสนิทของเขา
"เด็กดี ตามมาสิ"
เธอพายูตะไปที่ห้องที่เตรียมไว้ให้
"นี่คือห้องของเธอ ลองดูนะว่าอยากได้อะไรเพิ่มรึเปล่า"
ยูตะเดินเข้าไปสำรวจ ความประทับใจแรกคือห้องนี้สะอาดและเป็นระเบียบสุดๆ
เขาหันไปบอกมิโตะด้วยความยินดี
"ขอบคุณครับคุณยายมิโตะ ผมชอบมากเลยครับ"
มิโตะตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ถ้าเธอชอบก็ดีแล้วล่ะ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มก็บอกได้เลยนะ คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง"
คำพูดนั้นทำเอาเขารู้สึกตื้นตันจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว
"ครับ"
มิโตะเห็นแววตาที่สั่นเครือของยูตะก็รู้ได้ทันทีว่าความเมตตาของเธอส่งไปถึงใจเขาแล้ว
อย่างน้อยตอนนี้ ยูตะก็ดูเป็นเด็กที่น่าเชื่อถือและควรค่าแก่การสนับสนุน
"งั้นก็นอนพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ เดี๋ยวฉันจะวางบันทึกของโทบิรามะไว้ให้ที่โต๊ะในห้องนี้แหละ"
มิโตะวางสมุดบันทึกลงแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
พอเสียงประตูปิดลง ยูตะก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
เขามองแสงไฟบนเพดานนิ่งๆ จนกระทั่งผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว...
เช้าวันรุ่งขึ้น ยูตะที่กำลังฝันหวานก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตู
"ยูตะ ได้เวลาตื่นแล้วนะ"
ยูตะลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงียพลางเอื้อมมือไปปิดไฟที่เปิดทิ้งไว้เมื่อคืน
หลังจากแต่งตัวเสร็จเขาก็เดินออกมาเจอคุชินะที่ยืนรออยู่
"มีอะไรหรอ"
คุชินะกลอกตาใส่เขาทันควัน
"จะไม่กินข้าวเช้ารึไง"
ยูตะเพิ่งนึกขึ้นได้เลยรีบเดินตามคุชินะไปที่โต๊ะอาหาร
พออิ่มแล้ว ยูตะก็กลับเข้าห้องไปหยิบบันทึกของโทบิรามะมาอ่านอย่างจริงจังอีกครั้ง
คุชินะเดินตามเข้ามาในห้อง โน้มตัวลงมาถามด้วยความอยากรู้
"อ่านอะไรอยู่หรอ"
ตอนแรกยูตะเกือบจะหลุดปากพูดว่า 'ต่อให้บอกไปเธอก็ไม่เข้าใจหรอก' แต่พอเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเธอ เขาเลยเปลี่ยนใจยื่นบันทึกในมือให้เธอดูใกล้ๆ
คุชินะนั่งลงข้างๆ เขาแล้วชะโงกหน้าเข้ามาดู
ไหล่ของทั้งคู่เบียดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น เส้นผมสีแดงของคุชินะคลอเคลียอยู่แถวคางและลำคอของยูตะจนเขารู้สึกคันยิบๆ
แถมกลิ่นหอมสดชื่นจากผมของเธอยังลอยมาเตะจมูกจนยูตะเผลอสูดหายใจเข้าไปลึกๆ
แต่คุชินะไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางของเขาเลย เธอตั้งสมาธิอยู่กับสมุดบันทึกอย่างเดียว
ทว่าหลังจากจ้องอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พองลมออกแก้มแล้วผลักสมุดออกไป
"อะไรเนี่ย ไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด"
เห็นท่าทางแบบนั้น ยูตะก็หลุดขำออกมาทันที
เขาอดใจไม่ไหวจนเผลอเอื้อมมือไปจะจิ้มแก้มป่องๆ ของเธอ แต่คุชินะหลบได้อย่างรวดเร็ว
เธอแลบลิ้นใส่เขาหนึ่งที ยูตะเลยได้แต่ส่ายหน้าขำๆ แล้วกลับไปตั้งใจอ่านบันทึกต่อ
การจะเรียนคาถาเทพสายฟ้าเหินมันยากกว่าที่คิดไว้เยอะ บันทึกระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจนว่าคนที่จะฝึกได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
มีปริมาณจักระมหาศาล
เชี่ยวชาญวิชาผนึกระดับสูง
มีประสาทสัมผัสในการรับรู้มิติที่ยอดเยี่ยม
นอกเหนือจากการรับรู้มิติที่ยังไม่แน่ชัด ยูตะมั่นใจว่าเขาผ่านเกณฑ์สองข้อแรกฉลุย
เพราะหลังจากผสานพลังของตระกูลอุสึมากิสมบูรณ์ ปริมาณจักระของเขาก็พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมหลายสิบเท่า
ถ้าเอาคาคาชิในอนาคตมาเป็นหน่วยวัด ปริมาณจักระของเขาน่าจะเทียบเท่าคาคาชิสักสิบคนได้เลย
และเขารู้ดีว่านี่นังไม่ใช่ขีดจำกัด เพราะร่างกายเขายังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องวิชาผนึก ตระกูลอุสึมากิคืออันดับหนึ่งในด้านนี้อยู่แล้ว และคนที่เก่งที่สุดในโคโนฮะก็นั่งอยู่ในบ้านหลังนี้เอง
ถ้าติดขัดตรงไหน เขาก็แค่เดินไปถามมิโตะได้ตรงๆ
สำหรับยูตะแล้ว นอกจากเรื่องการรับรู้มิติที่ดูเป็นนามธรรมไปหน่อย ส่วนอื่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
นึกถึงเรื่องวิชาผนึก ยูตะก็ตบหน้าผากตัวเองดังปึ้ง
คัมภีร์วิชาผนึกที่มิโตะให้ไว้ยังวางอยู่ที่บ้านเก่าของเขานี่นา
คิดได้ดังนั้น เขาเลยไปแจ้งมิโตะแล้วรีบวิ่งกลับไปเอาของที่บ้าน
พอถึงหน้าบ้าน เขาก็พบว่า ฮาตาเกะ ซากุโมะ ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ยูตะรีบเดินเข้าไปทักทาย
"ท่านซากุโมะ มีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ"
ซากุโมะยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
"อืม มีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อยนะ"
ยูตะเปิดประตูบ้านแล้วผายมือเชิญ
"เข้ามาคุยข้างในก่อนสิครับท่านซากุโมะ"
ซากุโมะยิ้มอย่างใจดีพลางบอกอย่างเป็นกันเอง
"ไม่ต้องเรียกฉันว่าท่านหรอก เรียกลุงก็ได้ ฉันเป็นเพื่อนร่วมรบของพ่อแม่เธอน่ะ"
พอนึกถึงพ่อแม่ของยูตะ แววตาของซากุโมะก็ฉายความเศร้าออกมาวูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้ปกติ
"ที่มาวันนี้เพราะจะบอกว่าสงครามแนวหน้าใกล้จะจบลงแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานคงมีการประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการ"
เห็นยูตะทำหน้าสับสน เขาก็รีบพูดขอโทษออกมา
"ฉันพยายามจัดการชิโยหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่สังหารลูกชายกับลูกสะใภ้ของเธอเท่านั้น... ฉันขอโทษจริงๆ นะ"
ยูตะมองเขาด้วยความซาบซึ้งและตอบกลับอย่างจริงใจ
"ลุงซากุโมะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของลุงเลยสักนิดครับ"
ซากุโมะส่ายหน้าอย่างเคร่งเครียด
"ฉันเป็นหัวหน้าทีมของพ่อแม่เธอ เพราะงั้นฉันต้องเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้"
ยูตะยังคงปลอบใจเขาต่อ
"แต่อย่างน้อยลุงก็ทำเต็มที่ที่สุดแล้วไม่ใช่หรอครับ"
พอเห็นความเห็นอกเห็นใจจากเด็กอย่างยูตะ ความรู้สึกผิดในใจของซากุโมะก็ยิ่งทวีคูณ
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง
"ถ้าวันหน้ามีเรื่องอะไรที่อยากให้ช่วย อย่าเกรงใจ รีบบอกฉันมาได้เลยนะ"
ยูตะพยักหน้าด้วยความเชื่อมั่นในคำสัญญาของชายคนนี้
เขารู้ดีว่าตระกูลฮาตาเกะสืบเชื้อสายมาจากซามูไร และซากุโมะเองก็มีวิถีปฏิบัติที่ไม่ต่างจากซามูไรเลย
และซามูไรคือกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับ 'คำสัตย์' ยิ่งกว่าชีวิต
ยูตะเลยก้มหัวให้ซากุโมะแล้วเอ่ยขอร้องออกมาตรงๆ
"ถ้าอย่างนั้น ผมก็มีเรื่องอยากจะรบกวนลุงหน่อยครับ"
"ว่ามาเลย ตราบใดที่ฉันทำได้ ฉันจะทำให้เต็มที่"
"ผมอยากให้ลุงซากุโมะช่วยสอนวิชาดาบให้หน่อยน่ะครับ"
กลัวว่าอีกฝ่ายจะลำบากใจ ยูตะเลยรีบเสริม
"แค่คำแนะนำพื้นฐานเบื้องต้นก็พอครับ"
ซากุโมะตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องคิด
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่ายูตะไม่มีเรื่องอื่นให้ช่วยแล้ว เขาก็ขอตัวลากลับไป