เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 - อะไรคือเกียรติยศ อะไรคือบารมี

บทที่ 41 - อะไรคือเกียรติยศ อะไรคือบารมี

บทที่ 41 - อะไรคือเกียรติยศ อะไรคือบารมี


บทที่ 41 - อะไรคือเกียรติยศ อะไรคือบารมี

★★★★★

"หงเฟย ทำไมกลับมาดึกป่านนี้ล่ะ ท่านผู้นำใช้งานหนักหรือไง ถ้างานยุ่งจริงๆ ลูกกลับไปทำงานก่อนก็ได้นะ ทางนี้ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อาซูบอกว่าเข้าสถาบันยุทธ์ได้ เราเลยมาฉลองกันล่วงหน้าเฉยๆ"

เจียงหย่งเหรินยกแก้วเหล้าขึ้น ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์

สายตาเขาพร่ามัว จนมองไม่ออกเลยว่าลูกชายตัวเองมีอาการผิดปกติ

"พี่คะ รับแขกเหนื่อยแย่เลยใช่ไหม นั่งพักก่อนสิ" เจียงอิ๋งเล่ยที่นั่งอยู่มุมห้องสังเกตเห็นอาการไม่สู้ดีของพี่ชาย จึงรีบลุกไปประคอง

เจียงหงเฟยถูกประคองมานั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุด

เขาก้มหน้าลง แล้วแอบชำเลืองมองเจียงซูแวบหนึ่งด้วยสายตาที่ซับซ้อนและสับสนอย่างที่สุด

"หงเฟย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า"

ถึงตอนนี้ ทุกคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของเจียงหงเฟยแล้ว

เพราะปกติแล้ว เวลาเจียงหงเฟยมาถึงโต๊ะอาหาร จะต้องเปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง หรือนโยบายรัฐบาลอย่างออกรสออกชาติ

แต่วันนี้ เขากลับไม่พูดอะไรสักคำ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เคยคึกคักเริ่มเงียบลง เจียงเซี่ยงหรงผู้เป็นปู่ที่นั่งหัวโต๊ะจึงเอ่ยปากถาม

"มะ... ไม่เป็นไรครับ"

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เจียงหงเฟยก็เลือกที่จะหุบปากเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา

วินาทีที่เจียงซูเอ่ยปากเรียกผู้อำนวยการเจิ้งว่า "ลุงเจิ้ง" สมองของเขาก็กลายเป็นแป้งเปียกไปหมดแล้ว

เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น รู้แค่ว่าทุกสิ่งที่เขาเคยทำอวดต่อหน้าลูกพี่ลูกน้องคนนี้ มันเหมือนเรื่องตลกฉากใหญ่!

ความสำเร็จในการสอบบรรจุข้าราชการ ความโปรดปรานจากหัวหน้า

เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงซูที่สามารถนั่งคุยกับผู้อำนวยการเจิ้งได้อย่างเป็นกันเอง

สิ่งเหล่านี้ที่เขามี... มันจะไปนับเป็นอะไรได้?

"เฮ้อ สงสัยจะรับแขกจนเพลีย ช่วงนี้หงเฟยงานยุ่งมาก วันก่อนยังบอกพ่ออยู่เลยว่าสำนักงานท่องเที่ยวอาจจะมีโปรเจกต์ใหม่ลงมา ต่อไปอาจจะต้องทำโอทีบ่อยๆ ช่วยไม่ได้นะ ทำงานเพื่อชาติ เพื่อประชาชนก็แบบนี้แหละ"

เห็นลูกชายเอาแต่ก้มหน้าเงียบ เจียงหย่งเหรินรีบลุกขึ้นแก้ต่างให้ทันที

"ยุ่งแค่ไหนก็ต้องพักผ่อนบ้าง ร่างกายคือต้นทุนของการปฏิวัตินะ หงเฟยเป็นหลานคนโตของตระกูลเจียง ในบรรดาหลานๆ หลานได้ดีที่สุด ถ้าหลานสุขภาพแข็งแรง ปู่ก็วางใจ"

"เอาล่ะ อาหารมาครบแล้ว อย่าไปคิดเรื่องงานเลย กินๆ ดื่มๆ กันเถอะ วันนี้ถือว่าเป็นวันมงคล อาอี้บอกว่าเสี่ยวซูใช้คะแนนวิชาการต่อสู้เข้าสถาบันยุทธ์ได้ ปู่อายุมากแล้วไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้หรอก"

"ก็หวังแค่ว่าพอเสี่ยวซูเข้าสถาบันยุทธ์ไปแล้ว จะตั้งใจเรียน จบออกมาจะได้สอบบรรจุข้าราชการเหมือนพี่หงเฟยเขา แบบนี้ตระกูลเจียงเราก็จะมีชามข้าวเหล็กสองใบ"

"ปู่จะได้ยืดอกคุยกับชาวบ้านเขาได้บ้าง!"

ปู่พูดจบก็หันไปมองเจียงซูด้วยสายตาคาดหวัง

ในสายตาของเขา ตอนเรียนจะได้เกรดดีแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าจบมาแล้วทำงานอะไร!

หลานสาวเจียงอิ๋งเล่ยจบมหาวิทยาลัยชั้นนำมาก็จริง แต่ไปทำงานบริษัทต่างชาติ เขาไม่ชอบเลย!

เงินเดือนสองสามหมื่นแล้วไง

มั่นคงไหมล่ะ?

ลูกคนโตเจียงหย่งเหรินทำธุรกิจรับเหมา ช่วงขาขึ้นปีนึงหาได้สี่ห้าแสน

แล้วยังไง เจอหัวหน้าแผนกตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ก็ต้องรีบจัดโต๊ะจีนเลี้ยงรับรองแทบไม่ทัน

เขาแก่แล้วก็จริง แต่ไม่ได้เลอะเลือน

ในอาณาจักรเซี่ย เงินทองหรือจะสู้มีอำนาจในมือ

หลานชายเจียงหงเฟยตอนนี้อาจจะเป็นแค่ข้าราชการธรรมดา ไม่มีอำนาจบารมีอะไร แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าล่ะ

เงินเดือนน้อยไม่เป็นไร

พอมีอำนาจแล้ว อยากได้อะไรก็ย่อมได้

"พ่อครับ เด็กเขามีความคิดของเขา ถึงเวลาเขาอยากทำอะไรก็ให้เขาทำเถอะครับ เราเป็นผู้ใหญ่แค่คอยสนับสนุนก็พอ"

สิ้นเสียงปู่ สวีลี่จือก็ขมวดคิ้วทันที เธอแอบเตะขาเจียงหย่งอี้ใต้โต๊ะ สามีเข้าใจสัญญาณทันที จึงเอ่ยปากแย้งพ่อตัวเองเป็นครั้งแรก

สองวันที่ผ่านมา หลังจากลูกชายเปิดอกคุยเรื่องอนาคตและการคาดการณ์ต่างๆ

พวกเขารู้ดีว่า ลูกชายไม่มีความคิดที่จะรับราชการเลยแม้แต่นิดเดียว

ใจของลูกมุ่งไปที่วิถียุทธ์เพียงอย่างเดียว

"อาอี้ แกพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ อย่างหงเฟยเขามีอุดมการณ์สูงส่ง พ่อแม่แค่สนับสนุนก็พอ เพราะวิสัยทัศน์เราอาจจะสู้เขาไม่ได้ แต่เจียงซูยังเด็ก การที่ฝึกยุทธ์แล้วเข้าสถาบันยุทธ์ได้ ก็เหมือนพวกอัจฉริยะหมากล้อม หรือเด็กเล่นเกมเก่งๆ ที่ได้โควตาพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยนั่นแหละ"

"นี่มันแค่โชคดีที่เกิดมาถูกจังหวะ แต่หลังจากนั้นล่ะ ที่พ่อพูดมาไม่ผิดเลย สมัยนี้อาชีพอะไรก็ไม่แน่นอน มีแต่ข้าราชการนี่แหละที่มั่นคงที่สุด!"

ปู่ยังไม่ทันอ้าปาก ลุงใหญ่เจียงหย่งเหรินก็ส่ายหน้าพูดแทรกขึ้นมา

"พี่ใหญ่ พี่หมายความว่าในอาณาจักรเซี่ย ต้องเป็นข้าราชการเท่านั้นเหรอถึงจะเรียกว่ามีอุดมการณ์?"

"ก็ใช่น่ะสิ หรือจะให้เหมือนแกที่ตกงานมาขับแกร็บ? หรือเหมือนน้องสะใภ้ที่โดนโรงงานเลิกจ้างมาเปิดร้านขายเสื้อผ้า? รู้ไหมว่าวุฒิการศึกษามันเฟ้อขนาดไหน ถ้าไม่จบโทจบเอก จบแค่ตรีต่อให้มหาลัยดังแค่ไหนก็หางานดีๆ ยาก! ไม่มีงานดีๆ ชีวิตก็ไม่มั่นคง พวกแกในตอนนี้ ก็คือตัวอย่างของเสี่ยวซูเสี่ยวเหยียนในอนาคตนั่นแหละ"

"พี่!"

"พอได้แล้ว! เลิกทะเลาะกัน! กินข้าว!"

ปู่ตบโต๊ะเสียงดังปัง

ในตระกูลเจียง ปู่เจียงเซี่ยงหรงมีอำนาจเด็ดขาด

งานแต่งงานของลูกชายทั้งสามคน ปู่เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด สร้างบ้านให้ เตรียมสินสอดให้ ถึงตอนนี้ลูกๆ จะมีครอบครัวกันหมดแล้ว แต่ต่อหน้าปู่ ก็ไม่มีใครกล้าหือ

ทันใดนั้น โต๊ะอาหารก็ตกอยู่ในความเงียบ

ทุกคนก้มหน้าก้มตากินข้าว

"พ่อ แม่ กลับกันเถอะ ผมอิ่มแล้ว"

เห็นเจียงเหยียนเยว่ไม่ยอมคีบกับข้าวอีกเลย เจียงซูก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้น

พ่อแม่ก็คือพ่อแม่

น้องสาวก็คือน้องสาว

แต่ญาติคนอื่น เขาไม่จำเป็นต้องนับญาติด้วยก็ได้

ถึงจะสายเลือดเดียวกันก็เถอะ

การที่ไม่ระเบิดอารมณ์ใส่กลางวง ก็ถือว่าไว้หน้าที่สุดแล้ว

"นานๆ เจอกันที นั่งต่ออีกหน่อยเถอะน่า"

เห็นปู่ทำหน้าตึง เจียงหย่งอี้รีบดึงแขนลูกชายให้นั่งลง

พวกเขานั่งกินข้าวกันต่ออีกครึ่งชั่วโมง

งานเลี้ยงจบลงด้วยความกร่อยและน่าขบขัน

เพราะการโต้เถียงเมื่อครู่ ตอนเดินออกจากห้องอาหาร ต่างคนจึงต่างแยกย้ายกันไป

ครอบครัวใครครอบครัวมัน

"เอ๊ะ หงเฟย นั่นหัวหน้ากัวของลูกไม่ใช่เหรอ" ทันใดนั้น เจียงหย่งเหรินที่กำลังเดินลงบันไดก็ตาเป็นประกาย ชี้ไปที่ชายวัยกลางคนร่างท้วมที่ยืนอยู่หน้าล็อบบี้

"พ่อ อย่าทักเลย กลับกันเถอะ" เจียงหงเฟยกระตุกชายเสื้อพ่อ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงรีบเสนอหน้าเดินเข้าไปทักทายหัวหน้ากัวให้คนอื่นเห็นแล้ว

แต่ตอนนี้...

เขาแค่อยากกลับไปนอนคลุมโปงให้รู้แล้วรู้รอด

แต่เจียงหงเฟยเองก็คาดไม่ถึง ทันทีที่เขาพูดจบ หัวหน้ากัวเงยหน้าขึ้นมาเห็นพวกเขา แล้วกลับโบกไม้โบกมือทักทาย

"เห็นไหม ลูกไม่เข้าไปหา หัวหน้ากัวยังเป็นฝ่ายมาหาลูกเลย"

เจียงหย่งเหรินยิ้มหน้าบาน หันไปพูดกับคนรอบข้าง "หงเฟยก็แบบนี้แหละ ถ่อมตัวเกินไป จริงๆ แล้วที่ทำงานหัวหน้าเอ็นดูเขาจะตาย"

ปู่เจียงเซี่ยงหรงพยักหน้าเห็นด้วย หันไปพูดกับครอบครัวเจียงหย่งอี้ว่า "รออยู่ตรงนี้แหละ เตือนแล้วไม่ฟัง ดูพี่หงเฟยเขาเป็นตัวอย่าง อายุแค่นี้เข้าทำงานราชการ รู้จักเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ ขนาดหัวหน้ายังต้องเดินมาทัก"

"เสี่ยวซูสอบติดสถาบันยุทธ์ ต่อให้เรียนจบ จะมีหัวหน้าส่วนราชการเดินมาขอจับมือไหม?"

"นี่แหละคือความแตกต่าง"

"ดูไว้ แล้วจำไว้ให้ดี เข้ามหาวิทยาลัยเป็นแค่ก้าวแรก พอออกมาสู่สังคม หลานจะเข้าใจเองว่า อะไรคือเกียรติยศ อะไรคือบารมี"

ปู่และลุงใหญ่ต่างจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย มีเพียงเจียงหงเฟยที่ยืนตัวแข็งทื่อ เขารู้ดีว่าหัวหน้ากัวไม่มีทางเดินมาหาเขาแน่ๆ

และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมา เสียงของหัวหน้ากัวก็ดังขึ้น

"น้องเจียง! โลกกลมจริงๆ เราเจอกันอีกแล้ว ว่างๆ แวะมาเที่ยวที่สำนักงานท่องเที่ยวฯ ได้เสมอนะ โทรหาพี่ได้เลย วันธรรมดาพี่อยู่ออฟฟิศตลอด"

หัวหน้ากัวก้าวยาวๆ สามก้าวควบสองก้าว ไม่มองปู่ ไม่มองลุงใหญ่ ไม่มองเจียงหงเฟย

แต่เดินตรงดิ่งมาหาเจียงซูที่ยืนอยู่ตรงมุมบันได ใบหน้าอ้วนกลมฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี

เขายื่นสองมือออกมา กุมมือขวาของเจียงซูไว้แน่น แล้วเขย่าอย่างแรง!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 41 - อะไรคือเกียรติยศ อะไรคือบารมี

คัดลอกลิงก์แล้ว