- หน้าแรก
- ผมมีหน้าต่างสถานะ ไว้ปั่นค่าความชำนาญในโลกยุทธ์
- บทที่ 24 - โอสถลับพยัคฆ์หิว! การประลองหมัดในสำนัก!
บทที่ 24 - โอสถลับพยัคฆ์หิว! การประลองหมัดในสำนัก!
บทที่ 24 - โอสถลับพยัคฆ์หิว! การประลองหมัดในสำนัก!
บทที่ 24 - โอสถลับพยัคฆ์หิว! การประลองหมัดในสำนัก!
★★★★★
เจียงซูออกจากโรงเรียนไป
อย่างเงียบเชียบ
แต่วีรกรรมของเขา กลับแพร่สะพัดจากชั้น ม.6 ไปสู่ ม.5 และ ม.4 อย่างรวดเร็ว
นักเรียนบางคนที่เดิมทีลังเลว่าจะย้ายไปสายยุทธ์ดีไหม ก็ตัดสินใจแน่วแน่ขึ้นทันที
ในหัวของพวกเขาจินตนาการเป็นฉากๆ
ภาพเจียงซูยืนหยัดอย่างทรนง
ภาพเจียงซูยกโต๊ะเรียนด้วยมือเดียว
ภาพเจียงซูยืนหัวเราะคุยกับผู้อำนวยการ
ภาพเจียงซูกำลัง...
เจียงซูกำลังนวดให้พ่อ
"โอ๊ย... อา... ตรงนั้นแหละ ใช่เลย... ซี้ด..."
ภายในห้องนอน
เจียงหย่งอี้ถอดเสื้อเปลือยท่อนบน กัดฟันแน่น
แผ่นหลังของเขาถูกเจียงซูใช้วิชาการนวดชั้นสูงกระตุ้นการไหลเวียนเลือดจนผิวแดงเถือกไปทั้งแผ่น
"พักก่อน พักก่อน เจ้าลูกชาย นี่ไปเรียนรู้วิธีนวดมาจากไหนเนี่ย ทำไมคล่องแคล่วขนาดนี้"
"พ่อครับ ผมฝึกยุทธ์มาตั้งสามเดือนกว่าแล้วนะ การฝึกยุทธ์ก็ต้องเข้าใจร่างกาย รู้จุดลมปราณบ้างก็เป็นเรื่องปกตินี่นา หลังพ่อแข็งเกร็งเกินไปแล้ว ต้องนวดเยอะๆ หน่อย"
"เฮ้อ ก็มันชินแล้วนี่นา เอ้าร่างกายพ่อยกให้แกปู้ยี่ปู้ยำตามสบายเลย ว่าแต่เจ้าลูกชาย จอมยุทธ์มีสวัสดิการดีขนาดนี้ ประเทศเราจะเกณฑ์จอมยุทธ์ไปรบที่ไหนหรือเปล่า"
เจียงหย่งอี้หันหลังให้ลูกชาย พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามสิ่งที่ค้างคาใจ
ระหว่างที่นวดกันเมื่อครู่ ลูกชายเล่าเนื้อหาการบรรยายวันนี้ให้ฟัง
ทั้งการแบ่งระดับพลังยุทธ์
สวัสดิการของจอมยุทธ์
ความสำคัญที่ประเทศให้กับการฝึกยุทธ์ มันเปิดโลกทัศน์ของเขาใหม่หมด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในแง่ของรายได้และสวัสดิการ จอมยุทธ์ดีกว่าข้าราชการทั่วไปเสียอีก
แต่ไม่รู้ว่าการได้รับสิ่งเหล่านี้
ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง
ของฟรีไม่มีในโลก
คนอายุเกือบครึ่งร้อยอย่างเขา เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีที่สุด
"พ่อครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก ยุคนี้มันยุคอาวุธปืน ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นพลังชัดแจ้ง มีแรงพันชั่ง ต่อยหมัดระเบิดอากาศ แต่จะไปสู้ปืนสไนเปอร์หรือจรวดมิสไซล์ได้ยังไง ถ้าต้องรบกันจริง ทหารที่ผ่านการฝึกยุทโธปกรณ์มาย่อมเก่งกว่าจอมยุทธ์ที่สู้แบบตัวใครตัวมันอยู่แล้ว"
"เงินบำรุงยุทธ์ แปลตามตัวก็คือเงินที่รัฐจ่ายให้เพื่อเลี้ยงดูโดยไม่ต้องทำงาน พ่ออย่ามองว่าหมื่นนึงมันเยอะนะ จริงๆ แล้วสำหรับจอมยุทธ์ เงินแค่นี้ไม่พอยาไส้หรอกครับ"
"ค่ากินค่าอยู่ของจอมยุทธ์มากกว่าคนปกติเป็นสิบเท่า พ่อดูสิช่วงนี้ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าไปกี่ชุด รองเท้ากี่คู่ กินเนื้อไปเท่าไหร่ นี่ขนาดยังไม่เป็นจอมยุทธ์เต็มตัวนะ"
"แล้วก็ ต่อให้ถึงวันที่พ่อว่าจริงๆ ว่าต้องเกณฑ์จอมยุทธ์ไปรบ นั่นแปลว่าสถานการณ์เลวร้ายสุดๆ แล้ว ในสถานการณ์แบบนั้น เป็นจอมยุทธ์ก็ยังเอาตัวรอดได้ดีกว่าคนธรรมดาใช่ไหมล่ะครับ"
เจียงซูนวดไปอธิบายไป การที่แค่สมัครเป็นครูสอนยุทธ์ก็ได้เงินเดือนละหมื่น ในสายตาเขา มันเป็นแค่สวัสดิการพื้นฐานที่สุดเท่านั้น
ถ้าจอมยุทธ์หวังพึ่งแค่รายได้ทางนี้ ก็คงแค่มีชีวิตที่ดีกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย
แต่ถ้าอยากก้าวหน้าในวิถียุทธ์ เงินแค่นี้ไม่พอแน่
ดูชื่อทรัพยากรที่เจิ้งเหยียนป๋อบอกก็รู้แล้ว
สมุนไพรวิเศษฟ้าดิน
เนื้อสัตว์อสูรกลายพันธุ์
ฟังดูไม่น่าใช่ของราคาถูกเลยสักนิด
ถ้ามีพรสวรรค์พอ ตอนอยู่มหาวิทยาลัยฝึกจนถึงขั้นพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกาย ก็ยังพอได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ซื้อทรัพยากรพวกนี้ได้ในราคาถูกหรือได้ฟรีบ้าง
แต่พอเรียนจบออกมาสู่สังคมล่ะ?
เดือนละหมื่น
เมื่อเทียบกับค่าทรัพยากรที่ต้องใช้
มันเหมือนเอาน้ำแก้วเดียวไปดับไฟกองเท่ารถ
"ก็นั่นสินะ แถมกว่าจะได้เป็นจอมยุทธ์ คงมีคนอีกเยอะที่พยายามมาหลายปีแต่ไม่สำเร็จ เสียแรงเปล่าไปก็มาก"
"แต่ลูกไม่ต้องห่วงนะ อยากเดินสายยุทธ์ พ่อสนับสนุนเต็มที่ ไม่ได้เป็นจอมยุทธ์ก็ไม่เป็นไร ถือว่าออกกำลังกายให้แข็งแรง อย่าให้เหมือนพ่อที่พออายุขนาดนี้ก็ปวดตรงนั้นเจ็บตรงนี้ ไม่ไหวเลยจริงๆ"
"เงินพอใช้ไหม เดี๋ยวพ่อโอนให้สักหกพัน นี่เงินก้นถุงพ่อเลยนะ อย่าไปบอกแม่แกล่ะ"
เจียงหย่งอี้พูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่ใช้มาสามสี่ปีไม่ได้เปลี่ยน โอนเงินให้เจียงซูหกพันอย่างใจป้ำ
"ขอบคุณครับป๋า พ่อไม่ต้องลำบากมากหรอก ลูกชายพ่อน่าจะพอมีพรสวรรค์ด้านยุทธ์อยู่บ้าง"
เจียงซูก้มลงนวดศีรษะให้พ่อเบาๆ
ตอนนี้เขาเพิ่งอยู่แค่ขั้นโคจรพลังเลือดลม
ถ้าวันหนึ่งเขาสามารถสร้าง เคล็ดพลัง ได้ แล้วใช้พลังนั้นมานวดให้พ่อ
โรคเรื้อรังพวกนี้น่าจะค่อยๆ หายไปได้
คิดถึงตรงนี้ เจียงซูก็เผลอเหม่อลอยไปนิดหนึ่ง
ส่วนเจียงหย่งอี้ก็หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข พึมพำว่า "สบายจัง ถ้าลูกเป็นจอมยุทธ์แล้ว พ่อจะเลิกขับแกร็บ ไปนั่งตกปลาทุกวันให้พวกเพื่อนมันอิจฉาตายไปเลย!"
"ถึงตอนนั้นถ้าแม่แกไม่อยากเปิดร้านแล้ว พ่อจะพาไปเที่ยวรอบประเทศ ตั้งแต่แต่งงานมาเราสองคนแทบไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย เดี๋ยวพ่อจะแอบจองตั๋วไว้เซอร์ไพรส์แม่แก ตั้งแต่เปิดร้านมาแม่แกไม่เคยได้พักเลยสักวัน ตรุษจีนก็เปิดร้าน ถ้าลูกกับน้องเล็กประสบความสำเร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่พ่อกับแม่จะได้พักบ้างสักที"
"แต่ตอนนี้ยังอีกยาวไกล ลูกค่อยๆ ฝึกไป พ่อกับแม่ยังหนุ่มยังแน่น ยังทำงานไหวอีกหลายปี จะเก็บเงินไว้เยอะๆ วันหน้าจะได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ลูก"
"อย่างน้อย... ก็ต้องเก็บเงินดาวน์ให้ได้"
...
หลังอาหารเย็น
นั่งคุยกับพ่อแม่และน้องสาวสักพัก พอเก็บกวาดเรียบร้อย
เจียงซูกลับเข้าห้อง ล็อคประตู แล้วเลือกข้ามมิติ
ตรอกฉูเช่อ
การตรวจค้นของพรรคงูเขียวยังไม่จบสิ้น สมาชิกแก๊งสามถึงห้าคนยืนจับกลุ่มกันอยู่ทุกปากตรอกภายใต้การดูแลของตึกเขี้ยวพิษ สายตาจับจ้องชาวบ้านและคนจรจัดที่เดินผ่านไปมา
ใครผมสั้น เป็นต้องโดนลากตัวไปสอบสวนทันที
เจียงซูสวมวิกผมปลอมที่ดูเหมือนจริงมาก สีหน้าเรียบเฉย เดินตรงเข้าสู่เมืองชั้นใน
สำนักยุทธ์พยัคฆ์หิว
บรรยากาศวันนี้ดูแตกต่างจากทุกวัน
ศิษย์ในสำนักต่างมายืนล้อมวงกันที่สองฝั่งของลานกว้าง เว้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้
เสียงซุบซิบพูดคุยดังเซ็งแซ่
"พี่หลัว เกิดอะไรขึ้นครับ?"
เจียงซูเดินเข้าไปถามชายหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งเสียงเบา
ฝึกยุทธ์ในสำนักพยัคฆ์หิวมาเกือบเดือน เขาไม่ได้เอาแต่ก้มหน้าฝึกอย่างเดียว
หลัวหย่งเฉิง คือเพื่อนคนแรกที่เขารู้จัก
อายุยี่สิบสอง เริ่มฝึกยุทธ์ช้ากว่าคนอื่น แม้จะขยันหมั่นเพียรฝึกมาปีกว่าไม่เคยขาด ก็ยังทำได้แค่ท่าเสาพยัคฆ์หมอบถ้ำขั้นต้น และโคจรพลังเลือดลมได้เท่านั้น
"ศิษย์น้องเจียงนี่เอง" พอเห็นเจียงซู หลัวหย่งเฉิงก็ขยับที่ให้ว่างเล็กน้อย แล้วตอบเสียงเบาว่า "จริงสิ นายเพิ่งมาอยู่สำนักไม่นานเลยยังไม่รู้ ทุกวันแรกของเดือน ศิษย์ในสำนักเราต้องจับฉลากตามที่ผู้เฒ่าโฉวกำหนด เพื่อทำการประลองหมัด"
"ศิษย์พี่ที่มีพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกาย จะได้รับรางวัลเป็น โอสถลับพยัคฆ์หิว และถ้าใครเข้าตาผู้เฒ่าโฉวในการประลอง ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายตรงทันที"
"ส่วนระดับโคจรพลังเลือดลมอย่างเรา ถ้าชนะการประลอง ก็จะได้รับโอสถลับพยัคฆ์หิวเหมือนกัน"
"อย่าดูถูกโอสถลับพยัคฆ์หิวนะ ที่เรากินกันทุกวันเป็นแค่เกรดต่ำสุดที่ผสมในน้ำแกงเนื้อ นายก็รู้ว่าก่อนฝึกยุทธ์ฉันเคยเรียนหมอมาสิบกว่าปี ฉันชิมแล้วรู้เลยว่าในโอสถลับมีส่วนผสมของสมุนไพรต้องห้ามในเมืองอยู่หลายตัว"
"ด้วยการบำรุงจากโอสถลับ เลือดลมจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยให้เป็นจอมยุทธ์ได้ไวที่สุด..."
เสียงของหลัวหย่งเฉิงเบาลงเรื่อยๆ
ในขณะนั้น ผู้เฒ่าโฉวลุกขึ้นเดินมาที่ลานกว้าง
ศิษย์พี่ระดับพลังเลือดลมหมุนเวียนรอบกายสองคน เดินขึ้นเวทีประสานมือคารวะ
สามกระบวนท่าพยัคฆ์
ตะปบ!
กระชาก!
ตัด!
หมัดเท้าพัดพาราวสายลม ฝุ่นตลบฟุ้งกระจาย
หลัวหย่งเฉิงมองดูเงาร่างทั้งสองบนเวที กำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความอิจฉา!
[จบแล้ว]