- หน้าแรก
- ฉันก็แค่เล่นเกมกาชา ใครก็ได้บอกทีว่าทำไมตัวละครในเกมถึงกลายเป็นคนจริงไปได้
- บทที่ 13 ปลายหอกชี้ไปทางไหน
บทที่ 13 ปลายหอกชี้ไปทางไหน
บทที่ 13 ปลายหอกชี้ไปทางไหน
เมืองจันทร์เสี้ยว ห้องโถงหินส่องแสง
ที่นี่คือห้องโถงประชุมที่เก่าแก่แต่ไม่ได้ทรุดโทรม สร้างขึ้นจากหินทรายขัดมันทั้งหลัง แขวนธงประจำตระกูลหลายผืน — สิ่งเหล่านี้แสดงถึงองค์ประกอบอำนาจทางการเมืองของเมืองนี้ ลูเน็ตหมายถึง เมื่อก่อนนะ
ที่นี่เคยเป็นของเจ้าเมืองจันทร์เสี้ยว ก็อดฟรีย์ อัลเลน
แต่หลังจากตระกูลอัลเลนและอีกหลายตระกูลพากันอพยพหนีไป เมืองนี้ รวมถึงห้องประชุมแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้าง
ตอนนี้ ที่นี่กลายเป็นที่ทำการชั่วคราวของลูเน็ตและเหล่าอัศวิน
เพราะผู้ศรัทธาที่ทรยศต่อความเชื่อเดิม คงไม่สามารถสวดภาวนาพระนามเทพฉางเล่อในวิหารเทพธิดาจันทราที่เต็มไปด้วยรูปปั้น เครื่องประดับ และคัมภีร์ของเทพธิดาจันทราได้
"รู้สึกเหมือนศีลธรรมเสื่อมทรามยังไงไม่รู้แฮะ" อัศวินเวริคกระซิบเสียงเบา
"อะแฮ่ม"
ลูเน็ตกระแอมไอ แล้วปรายตามองเขา
"...ข้าพูดเล่นน่ะ"
"สรุปคือ งานซ่อมแซมเมืองจันทร์เสี้ยวต้องใช้ทั้งแรงคนและเงินจำนวนมาก"
แม่ชีน้อยมองดูแผ่นหนังแกะ แล้วพูดว่า: "...ใต้ดินของวิหารยังมีทองและเงินอยู่บ้าง แต่ข้าไม่รู้ว่าควรนำออกมาใช้ดีหรือไม่ — เราต้องรีบซ่อมแซมกำแพงเมืองโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพจันทร์ทมิฬหวนกลับมาโจมตี"
"แล้วก็เรื่องเสบียงอาหาร ตอนนี้ในเมืองต้องการอาหารจำนวนมาก ถ้าอีกสองวันยังไม่มีอาหาร จะมีคนตายอีกมาก"
"เรื่องนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าเอง" ทหารหนุ่มคนหนึ่งที่มีเศษมันฝรั่งติดอยู่ที่มุมปากเอ่ยขึ้น
เมื่อเห็นสายตาของทุกคนหันมามอง ชายหนุ่มก็เช็ดปาก กินเสบียงส่วนสุดท้ายที่จงใจเหลือไว้จนหมด แล้วยืดอกขึ้น
"ข้ารู้จัก... เอิ่ม พ่อค้าที่เร่ร่อนอยู่ในทุ่งร้าง"
"โจรปล้นม้าสิไม่ว่า" อัศวินเวริคพูดดักคอ
"จะเป็นพ่อค้าหรือโจรปล้นม้ามันไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือ จ่ายเงินให้พวกเขา ก็จะได้อาหาร"
"อัศวินผู้มีเกียรติจะไปทำการค้ากับโจรปล้นม้าได้ยังไง?"
เวริคแสดงท่าทีรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะตกต่ำถึงเพียงนี้ เขาก็ยังภูมิใจในฐานะอัศวินที่ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์แห่งสหพันธรัฐสิบสามเกาะ
และเพราะความภูมิใจนี้เอง ที่ทำให้เขายืนหยัดปกป้องเมืองจันทร์เสี้ยวมาจนถึงวันนี้
ชายหนุ่มอ้าปากจะเถียง: "คนจะอดตายกันหมดแล้ว จะมามัวห่วงเกียรติบ้าบออะไรอีก!"
"แก!"
"ข้า!"
ทั้งสองเถียงกันไม่จบ สุดท้ายเลยต้องหันไปมองลูเน็ต ให้ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงศักดิ์เป็นคนตัดสิน
"อัศวินผู้มีเกียรติไม่เหมาะที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้านี้หรอก"
ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าว
"เห็นไหมล่ะ!"
"แต่..."
ชายหนุ่มยังพูดไม่ทันจบ ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็พูดต่อว่า: "แต่หัวโจกผู้ทรยศต่อศรัทธาที่น่าละอายและก่อสงคราม จะไปสูงส่งกว่าโจรปล้นม้าตรงไหนกันเชียว?"
เธอหลุบตาลง ใช้คำพูดดูถูกตัวเองเพื่อบรรยายการกระทำของตน
อัศวินหน้าแดงก่ำ: "ไม่ใช่อย่างนั้นนะขอรับ... ท่านช่วยเมืองนี้ไว้!"
"ท่านฉางเล่อต่างหากที่ช่วยเมืองนี้ไว้ ข้าก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็กๆ ที่ไร้ค่าในเมืองนี้"
"ไรอัน" ลูเน็ตพูดกับชายหนุ่มคนนั้น: "ข้าจะให้เงินเจ้าก้อนหนึ่ง ไปทำการค้ากับพวกเขาในนามของข้าเถอะ"
"รับทราบ ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์"
ไรอันทุบหน้าอกรับคำสั่ง
ลูเน็ตถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบมองไม่เห็น
เงิน เธอต้องการเงิน...
คลังสมบัติของท่านฉางเล่อ ว่างเปล่าจนม้าวิ่งได้จริงๆ...
[•ᴥ•꧞]
ขณะที่แม่ชีน้อยกำลังคิดหัวแทบแตกว่จะหาเงินยังไง ผิวหนังส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าของเธอก็รู้สึกซ่าบซ่านขึ้นมา
นั่นคือการจ้องมองที่มาจากจิตวิญญาณ
ลูเน็ตพนมมือ ก้มศีรษะลง
เสียงที่หนุ่มแน่นและน่าเกรงขามดังขึ้นข้างหูเธออย่างราบเรียบ
"พลังของเซเลเน่ได้ลงมาที่เมืองโกลเด้นวัลเลย์แล้ว"
"สงครามใกล้เข้ามาแล้ว"
คำพยากรณ์ของเทพเจ้าทำให้ลูเน็ตใจหายวาบ
เซเลเน่คือพระนามจริงของเทพธิดาจันทรา ผู้ที่สามารถเรียกพระนามจริงของเทพเจ้าได้ ย่อมต้องเป็นตัวตนที่มีพลังลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ลูเน็ตเหม่อลอยไปเล็กน้อย
เพียงแต่เทพผู้สูงส่งองค์นี้ ดูเหมือนจะมีกองกำลังในทวีปเดคาชอมบีที่ค่อนข้าง... ยากจนไปหน่อย
...!
คิดอะไรอยู่เนี่ย! ลูเน็ต!
ภายใต้การจ้องมองของท่านผู้นั้น ยังกล้าเหม่อลอย แถมยังแอบนินทาเรื่องฐานะการเงินของท่านอีก!
ช่างน่าให้อภัยไม่ได้จริงๆ!
ลูเน็ตใจตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยพลังของพระองค์ ทำไมจะมองไม่ออกว่าเธอคิดอะไรอยู่!
แต่ท่านฉางเล่อกลับไม่ได้โกรธเคือง
พระองค์เพียงแค่ตรัสว่า: "กำลังเสริมกำลังเดินทางมา"
"ไม่ต้องกังวล"
จากนั้น ทุกอย่างก็เงียบสงบลง
ลูเน็ตกระพริบตา ท่ามกลางสายตาของทุกคนรอบข้าง ใบหน้าของเธอฉายแววซับซ้อนแวบหนึ่ง
เธอถ่ายทอดคำพยากรณ์ของท่านฉางเล่อให้คนรอบข้างฟัง
ทุกคนเงียบกริบไปก่อน
ไรอันถามตะกุกตะกัก: "พวก... พวกเขามา... ทำ... อะไร?"
ส่วนเสียงของอัศวินเวริคนั้นหนักแน่นกว่ามาก: "พวกเขามาทำอะไร?"
พวกเขามาทำอะไร!
ตอนที่กองทัพเทพธิดาจันทร์ทมิฬบุกมาประชิดเมือง ไม่มีใครมา;
ตอนที่ถูกล้อมนานถึงแปดสิบเอ็ดวัน ไม่มีใครมา;
ตอนที่ตกอยู่ในการต่อสู้ที่วิกฤตที่สุด ไม่มีใครมา
ตอนนี้สงครามเพิ่งสงบ ฝุ่นควันเริ่มจาง พวกเขาจะมาทำอะไร?!
แทบทุกคนมีคำตอบในใจแล้ว
พวกเขาวิ่งแยกย้ายกันไป เสียงของอัศวินเวริคตะโกนตามหลัง: "ลุกขึ้น! สวมเกราะ! สวมเกราะ!"
ทหารและชาวเมืองหันกลับมามองอย่างงุนงง: "ศัตรูบุกมาอีกแล้วเหรอ?"
"..."
เวริคเงียบ
เป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู
ไม่ใช่ศัตรูและไม่ใช่ทั้งมิตร
เป็นศัตรูหรือมิตร?
ใครจะไปรู้?
"รอดูปลายหอกของพวกเขาชี้ไปทางไหนเถอะ!"
ถ้าชี้มาทางเรา งั้น... ก็สู้ตายกันสักตั้ง!
...
ลูเน็ตมองดูทหารที่เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบสงบ
เธอหันหลังกลับ หาห้องเล็กๆ ที่เงียบสงบห้องหนึ่ง เริ่มสวดภาวนาต่อท่านฉางเล่อ
นี่เป็นนิสัยที่เธอมีมาตั้งแต่เด็ก
เมื่อไหร่ที่มีข้อสงสัย หรือความศรัทธาสั่นคลอน เธอจะเริ่มสวดภาวนาโดยสัญชาตญาณ
แต่ท่านเทพธิดาจันทราไม่ได้ตอบรับทุกเรื่องเสมอไป
ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ พระองค์มักจะแขวนลอยอยู่อย่างเงียบสงบ เคร่งขรึม และศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขามอยู่ที่ขอบฟ้า อยู่เหนือศีรษะของลูเน็ต จ้องมองเธอผ่านดวงตาของรูปปั้น
หรือบางครั้งก็ไม่ได้มองมาเลยด้วยซ้ำ
ลูเน็ตเริ่มท่องพระนามของเทพฉางเล่อ
เทพฉางเล่อผู้กอบกู้เมืองจันทร์เสี้ยวจากความทุกข์เข็ญ ขอบคุณท่านที่นำความสงบสุขชั่วคราวมาสู่ดินแดนแห่งนี้
เธอหลุบตาลง — นี่ก็เป็นหนึ่งในนิสัยเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาโดยตรงกับรูปปั้นท่านเทพธิดาจันทรา ในวิหารจันทรา นี่ถือเป็นการกระทำที่เสียมารยาท
แต่ผิวหนังของเธอก็รู้สึกซ่าบซ่านขึ้นมาอีกครั้ง
ความรู้สึกแปลกๆ นั้นทำให้ใบหน้าของเธอเริ่มแดงระเรื่อ
"จงมองเรา" เทพเจ้าตรัส
นี่เป็นการเสียมารยาท
แม่ชีน้อยบ่นพึมพำในใจ
แต่คำสั่งของเทพเจ้าไม่อาจขัดขืน เธอขยับขนตาสีทองหนางอนเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นสบตากับความว่างเปล่า
ในดวงตาสีทองอ่อนคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความกังวล ความกระหายใคร่รู้ และความคาดหวัง
เธอคาดหวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากปากของศรัทธา
"ผู้ศรัทธาขอวอนขอ"
"โปรดบอกข้าเถิด..."
"คนต่ำต้อยเช่นข้าควรทำเช่นไร..."
การละทิ้งศรัทธาเดิมเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เธอไม่เสียใจ
ชีวิตของเธอในความหมายทางเทววิทยาได้ตกเป็นของฉางเล่อแล้ว
ถ้าอย่างนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้านายเก่า เธอควรทำอย่างไร?
ควรจะแตกหักกับเจ้านายเก่าเพื่อเจ้านายใหม่ จับอาวุธขึ้นสู้?
หรือควรมัดมือตัวเอง ยอมจำนนและวิงวอนขอความเมตตาอย่างต่ำต้อยที่สุดต่อกองทัพเทพธิดาจันทรา?
ลูเน็ตรอคอยคำตอบ
เธอไม่กลัวตาย — หากกลัวตายคงยืนหยัดมาไม่ถึงตอนนี้ หากกลัวตายคงไม่กล้าใช้ปลายมีดแทงทะลุอกตัวเอง
แต่... ไม่มีใครอยากตาย
รอคอย แล้วก็รอคอย
พลังอันนุ่มนวลตกลงบนศีรษะของเธอ
เหมือนกับการลูบเบาๆหลายครั้งก่อนหน้านี้ ท่านฉางเล่อได้ให้คำตอบแก่เธอ
"จงทำตามที่ใจเจ้าปรารถนา"
เทพเจ้าตรัส
"เราจะประทานศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ให้"
ปล.จะให้เเก้ไขตรงไหนบอกได้เลย