- หน้าแรก
- ฉันก็แค่เล่นเกมกาชา ใครก็ได้บอกทีว่าทำไมตัวละครในเกมถึงกลายเป็นคนจริงไปได้
- บทที่ 4 เทพเจ้าตรัสว่า: ห้ามตาย
บทที่ 4 เทพเจ้าตรัสว่า: ห้ามตาย
บทที่ 4 เทพเจ้าตรัสว่า: ห้ามตาย
ศักราชหมื่นเทพ ปี 1798
ทวีปเดคาชอมบี ดินแดนที่เหล่าทวยเทพพักพิง
ที่แห่งนี้คือสหพันธรัฐสิบสามเกาะ
นครแห่งจันทรา เมืองจันทร์เสี้ยว
กองทัพของเทพธิดาจันทร์ทมิฬได้ล้อมเมืองนี้ไว้เป็นเวลา 81 วันแล้ว
ในช่วงแรก ชาวเมืองแห่งนี้ไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด
เพราะเมืองจันทร์เสี้ยวคือเมืองของเทพธิดาจันทรา และเทพธิดาจันทรากับเทพจันทร์ทมิฬก็เป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ไหนแต่ไร การที่เมืองถูกล้อมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรนัก
ขอเพียงแค่สตรีศักดิ์สิทธิ์กางม่านพลังป้องกัน ยืนหยัดต้านทานไว้สักวันสองวัน รอคอยให้อัศวินวิหารศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเทพธิดาจันทรามาช่วยเสริมกำลังก็เพียงพอแล้ว
รอจนท่านอัศวินวิหารศักดิ์สิทธิ์สังหารพวกนอกรีตเหล่านี้ตกจากหลังม้า พวกเขาก็เพียงแค่กล่าวด้วยความศรัทธาจากใจจริงว่า "ขอบคุณท่านเทพธิดา" ก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่สงบสุขและราบรื่นเหมือนวันเก่าก่อนได้
เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดว่า ม่านพลังนี้จะถูกกางค้างไว้ถึง 81 วัน
ทุกคนในเมืองต่างดูออกว่าท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ ลูเน็ต เหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดแล้ว
การค้ำจุนม่านพลังแห่งศรัทธาเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังเวทเป็นอย่างมาก
แม้ว่าท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์จะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่ 30 วันก็ถือว่าเป็นขีดจำกัดแล้ว
เธอฝืนทนมาได้ถึง 81 วัน ล้วนพึ่งพาเสบียงยาวิเศษภายในวิหาร
ทว่าน้ำยาฟื้นฟูพลังเวทก็ได้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่เมื่อสิบสามวันก่อนแล้ว
ภายในสิบสามวันนี้ ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ต้องคอยกัดปลายลิ้น บีบโลหิตหัวใจออกมา ใช้กรรมวิธีเผาผลาญตนเองเพื่อคงสภาพการทำงานของม่านพลังเอาไว้
แต่ใครต่างก็รู้ดีว่า อัศวินวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเทพธิดาจันทราจะไม่มาอีกแล้ว
พวกเขากำลังเปิดศึกอยู่ทางทิศตะวันออก ต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองทัพของเทพธิดาสงคราม
เมืองจันทร์เสี้ยวที่ห่างไกล ได้ถูกลืมเลือนไปแล้ว
ดังนั้นเมื่อสองเดือนก่อน เหล่าขุนนางและคนรวยในเมืองจันทร์เสี้ยวจึงเริ่มพากันหลบหนี
พวกเขาใช้ทรัพย์สิน สถานะ และอำนาจ แลกกับชีวิตที่ทุลักทุเลของตนเอง หนีไปยังที่ห่างไกล
หนีไปจนกระทั่งในเมืองเหลือคนอยู่เพียง 8,000 กว่าคน
คนเหล่านี้ยากจนข้นแค้นอย่างถึงที่สุด คนเหล่านี้ไม่มีที่ไป และคนเหล่านี้ไม่มีทรัพย์สินจะไปแลกเส้นทางรอดชีวิตจากกองทัพเทพธิดาจันทร์ทมิฬ
พวกเขาขดตัวด้วยความหวาดกลัวอยู่ภายใต้ม่านพลังของท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ ภาวนาให้สวรรค์เมตตา
ลูเน็ต
พวกเขาเรียกขานนามนั้น
ลูเน็ต ไวท์
สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงจันทร์ผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน
แต่แม้จะเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังเริ่มสงสัยในศรัทธาของตนเอง
ในใจของเทพธิดา ราษฎรชาวเมืองจันทร์เสี้ยวคืออะไรกันแน่?
คือผู้ศรัทธาที่สามารถถูกทอดทิ้งได้,
คือเบี้ยที่ถูกทิ้งกว่า 8,000 ตัว,
คือแมลงที่ตะเกียกตะกายมีชีวิตรอดอยู่บนผืนดินอย่างไม่มีค่าอันใด...?
ลูเน็ตสวดภาวนาอย่างจริงใจในห้องอธิษฐานของวิหาร
เหล่าทหารกำลังล้มตาย เหล่านักบวชกำลังล้มลง และชีวิตของเธอก็กำลังจะถูกเผาผลาญจนถึงจุดสิ้นสุด
แต่ในเมืองยังมีคนอีกกว่า 8,000 คน
ดังนั้น สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้ามาตลอด 17 ปี จึงได้ตัดสินใจทำเรื่องที่สะเทือนเลือนลั่น
"ข้ากำลังจะทรยศต่อศรัทธา..."
บนแท่นสูงของเมืองจันทร์เสี้ยว สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้เยาว์วัยกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า "ด้วยวิธีการสังเวย ข้าจะเปลี่ยนเทพเจ้าองค์ใหม่ให้กับเมืองแห่งนี้"
ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
แต่ทว่ารวมถึงเหล่าอัศวินวิหารที่เต็มไปด้วยบาดแผล ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
มีเพียงหญิงชราคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ จะใช้ชีวิตของใครหรือ?"
นางมีชีวิตอยู่มานานพอแล้ว ลูกชายและหลานสาวก็ได้ตายจากไปในสงครามแห่งศรัทธาครั้งนี้แล้ว
หากจะต้องใช้ชีวิตของนาง แม้หญิงชราจะรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้
"ใช้ชีวิตของข้า"
ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์กล่าว
"ไม่ได้นะเจ้าคะ..."
"ไม่ได้นะท่าน ท่านได้ทำเพื่อพวกเรา... มามากพอแล้ว..."
"ใช้ชีวิตของข้าเถอะ ถึงเวลาของข้าแล้ว..."
"ถ้าตายแล้วได้เป็นวีรบุรุษ ก็เอาชีวิตข้าไปเถอะ!"
"ท่านยังเด็ก ท่าน—ยังมีอนาคตอีกไกลนะ!"
ราษฎรที่เดิมทีเงียบกริบต่างพากันส่งเสียงห้ามปราม แต่ดูเหมือนลูเน็ตได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
เด็กสาวผมยาวสีทองอ่อนยืนอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังเหยียดตรง ราวกับยังพอมีแรงสู้ไหว
แต่มีเพียงลูเน็ตเท่านั้นที่รู้ว่า ขอเพียงแค่กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งผ่อนคลายลง เธอจะล้มพับลงไปและเข้าสู่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตทันที
คืนนั้น เธอไม่ได้สวดอ้อนวอนต่อเทพธิดาจันทราอีก
เธอนั่งคุกเข่าในห้องอธิษฐาน ส่งคำร้องขอไปยังเทพเจ้าองค์ใดก็ได้ที่สามารถช่วยชีวิตคนกว่า 8,000 คนนี้ได้
ขอให้ท่านโปรดตอบรับคำอธิษฐานของข้า
ขอให้เทพเจ้าโปรดรับฟังเสียงในใจของผู้ศรัทธา
โปรดประทานพร โปรดช่วยกอบกู้เมืองจันทร์เสี้ยวจากหนทางตัน
นี่คือคำขอร้องในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ในฐานะสตรีศักดิ์สิทธิ์ของข้า
ลูเน็ตมองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด คืนนี้ไม่มีดวงจันทร์
ขอใช้เลือดของข้านำทางสู่พระเมตตา ขอเทพเจ้าโปรดจุติ... ทำลายกรงขังนี้
เธอไม่รู้ว่ามีเทพองค์ใดได้ยินหรือไม่
แต่เธอได้เตรียมมีดปลายแหลมไว้เล่มหนึ่ง
...
มีดปลายแหลมแทงทะลุหน้าอก
ความจริงแล้วลูเน็ตแทบไม่มีแรงเหลือแล้ว
โลหิตหัวใจของเธอถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น ภายใน 81 วันเธอผอมซูบลงอย่างน่ากลัว กินข้าวแทบไม่ลง
ดังนั้นเพื่อให้สามารถปลิดชีพได้ในมีดเดียว เธอจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มี
มีดปลายแหลมจึงแทงทะลุจากหน้าอก ทะลุออกแผ่นหลัง เลือดสดๆจำนวนมากทะลักออกมา ย้อมชุดคลุมศักดิ์สิทธิ์ที่ดูเก่าคร่ำครึของเธอจนแดงฉาน
"อึก..."
เจ็บ เจ็บเหลือเกิน
พละกำลังไหลออกจากร่างอย่างรวดเร็ว ลูเน็ตจำต้องเผยด้านที่อ่อนแอของตนออกมาต่อหน้าราษฎร
เธอค่อยๆ ล้มลง
ในเวลานี้ ทหารจันทร์ทมิฬก็เริ่มยิงธนูระลอกใหม่อีกครั้ง
ลูกธนูร่วงหล่นลงมาในเมืองราวกับห่าฝน กำลังจะตกถึงพื้นดิน สังหารราษฎรที่มือเปล่าไร้ทางสู้เหล่านั้น
"อือ..."
หนีไปเร็ว
เธอกล่าวอย่างไร้เสียง
หนีไปเร็ว...!
และแล้ว ปาฏิหาริย์ที่เธอเฝ้ารอ... ก็มาถึงในที่สุด
นั่นคือสายลม หรือกลุ่มก้อนอากาศ—หรือไม่ก็เป็นอะไรบางอย่าง ได้พัดพายุลูกธนูเหล่านั้นกลับไป
จากนั้นก็เป็นพลังดั่งภูตผีเทพเจ้า ที่รวบรวมอิฐหินปูนทรายของอาคารที่พังทลายในเมืองเข้าด้วยกัน กลายเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่ง ขวางกั้นอยู่เหนือศีรษะของราษฎรในเมือง
"อึก... แค่กๆ..."
ลูเน็ตนอนอยู่บนพื้น เลือดไหลทะลักออกจากปาก ฟองเลือดที่ไอออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้าที่งดงามและเรียบง่ายนั้น
คือ... เทพเจ้าองค์ไหนกัน?
"..."
ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าองค์ไหน ในเมื่อพระองค์ยอมลงมือ นั่นก็หมายความว่าราษฎร 8,000 คนในเมืองนี้ อย่างน้อยก็จะรอดชีวิตผ่านวันนี้ไปได้
ลูเน็ตค่อยๆผ่อนลมหายใจ ร่างกายอ่อนระทวยลงไป
ตราประทับที่เทพธิดาจันทราทิ้งไว้บนตัวเธอกำลังแตกสลาย และกำลังจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น
แต่เสียงของผู้ชายที่หนุ่มแน่น น่าเกรงขาม และสุขุม ก็ดังขึ้นข้างหูเธอราวกับเสียงระฆัง
"ห้ามตาย"
เทพเจ้าตรัส
"ตื่นซะ"
วจนะของเทพมิอาจขัดขืน
ทันใดนั้น พลังสายใหม่ก็ได้เข้ามาแทนที่พลังของเทพธิดาจันทรา ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของลูเน็ตอีกครั้ง
โลหิตหัวใจที่ถูกเผาผลาญจนหมด แหล่งพลังเวทที่แห้งเหือด เลือดสดๆที่ทะลักออกจากหัวใจ ล้วนย้อนกลับคืนสู่ร่างกายของเธอในอีกรูปแบบหนึ่ง
"เฮือก——"
เธอลอยตัวขึ้นอีกครั้ง คทากลับมาอยู่ในอุ้งมือ
พลังที่เปี่ยมล้น... เธอไม่ได้สัมผัสมันมานานเหลือเกินแล้ว
"นี่มัน..."
"สำเร็จแล้ว? ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ทำสำเร็จแล้ว!"
"ขอบคุณสวรรค์! ท่านฟื้นแล้ว!"
"นาง... บาดแผลของนางกำลังหายไป! เป็นพลังของเทพเจ้าองค์ใหม่!"
เหล่าทหารที่ล้มลงต่างลืมตาขึ้นใหม่อีกครั้ง พวกเขาดีใจ พวกเขากังวล พวกเขามองซ้ายมองขวา
ลูเน็ตตระหนักดีว่าตนเองต้องทำอะไรในตอนนี้
สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งทางตันผู้นี้ชูคทาในมือขึ้นสูง ลอยตัวขึ้นราวกับนางฟ้า
"จงไปสู้เถิด เพื่อพ่อแม่พี่น้อง เพื่อราษฎร เพื่อเมืองจันทร์เสี้ยว เพื่อ... เทพเจ้าของพวกเรา"
ไปต่อสู้
ระลอกคลื่นสีเขียวมรกตดั่งลมฤดูใบไม้ผลิแผ่ขยายออกจากตัวเธอเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
ไม้แห้งกลับฟื้นคืนชีพ กระดูกแห้งกลับมีเนื้อหนัง
เหล่าทหารกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ตะโกนกึกก้องแล้วพุ่งเข้าปะทะกับทหารจันทร์ทมิฬใหม่อีกครา!
"อาาาาาาาาา!"
...
"อ๊ากกกกกกกกก!"
ฉางเล่อกุมหัวร้องโหยหวน!
"เป็นตัวฮีลนี่หว่า!"
"ตัว 6 ดาวที่ฉันเลือกเอง ทำไมถึงเป็นตัวฮีลฟะ!!!!"
"มีบ้านไหนเขาใช้ตัวฮีลมาเริ่มเกมกัน!!!"