- หน้าแรก
- ฉันแค่เล่นสนุกไปงั้นเหรอ แล้วฉันกลายเป็นแสงจันทร์สีขาวได้อย่างไร
- บทที่ 25 เหยาเกอ
บทที่ 25 เหยาเกอ
บทที่ 25 เหยาเกอ
บทที่ 25 เหยาเกอ
สิ้นเสียงคำกล่าว สตรีผู้หนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องโถงใหญ่
เสิ่นเฉียนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อย่ามาเสียมารยาทต่อหน้านายท่านผู้เฒ่า"
สตรีผู้นี้คือเหยาเกอ ภรรยาของเสิ่นเฉียน และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุเพลิงไหม้ที่หนานวาน
นางดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำเตือนของสามี ใบหน้าของนางฉายแววอำมหิตขณะพุ่งตัวไปคว้าถ้วยชาร้อนจากถาดของเสิ่นจือ แล้วสาดเข้าใส่ศีรษะของเสิ่นกุ้ยหลิงอย่างแรง
"ไอ้ลูกไม่มีพ่อ ตราบใดที่ฉันยังอยู่ที่นี่ แกไม่มีวันได้ย่างกรายเข้าบ้านตระกูลเสิ่นเด็ดขาด"
"ว้าย"
น้ำชาร้อนจัดสาดกระจายไปทั่วใบหน้าของเสิ่นกุ้ยหลิง ทว่าเขากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ ผิดกับเสิ่นเอ้อที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กลับถูกน้ำชาที่กระเด็นมาลวกเข้าที่ปลีน่องจนส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
เสิ่นหยวนซึ่งอยู่ข้างๆ เหลือบมองปฏิกิริยาของนายท่านเสิ่นแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นไปแย่งถ้วยชาออกจากมือเหยาเกอ "พี่สะใภ้ใหญ่ ระงับโทสะก่อนเถอะ"
ทางด้านบ้านสายสามเองก็ลอบสังเกตท่าทีของนายท่านเสิ่นเช่นกัน เมื่อเห็นว่าใบหน้าของนายท่านผู้เฒ่าเรียบเฉยไร้อารมณ์ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องราวเริ่มบานปลาย จึงรีบลุกขึ้นทำทีเป็นช่วยดึงตัวเหยาเกอออกไป
น้องชายคนที่ห้าเป็นคนแรงเยอะและไม่คิดจะออมมือ เขาเกือบจะลากเหยาเกอจนล้มคว่ำ "นั่นสิพี่สะใภ้ ท่านทำอะไรลงไป ท่านพ่อยังนั่งอยู่ตรงนี้นะ ท่านคิดจะตบหน้าใครกันแน่"
เหยาเกอมีท่าทางคลุ้มคลั่งและไม่ยอมฟังใครทั้งสิ้น "ดี นี่คือวิธีที่ตระกูลเสิ่นรุมรังแกคนอย่างนั้นหรือ พวกท่านไล่ลูกชายของฉันออกไป แล้วตอนนี้กลับยอมให้ไอ้ลูกนอกสมรสเข้ามา นี่พวกท่านคิดจะหยามหน้าใครกัน ปล่อยฉัน ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้คำอธิบาย ฉันก็จะพังมันให้พินาศไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ"
หัวคิ้วของเสิ่นเฉียนกระตุก มือของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ
เจียงฮว๋าซานถือขนมโก๋ไว้ในมือพลางลอบสังเกตทุกคนอย่างละเอียด นางพยายามค้นหาเงื่อนงำจากการเคลื่อนไหวและสายตาของแต่ละคน ทว่าน่าเสียดายที่นางไม่พบสิ่งใดเลย
จากนั้นนางจึงหันไปมองเสิ่นกุ้ยหลิง หลังจากถูกสาดด้วยน้ำชา เขายังคงก้มหน้านิ่งไม่ไหวติง ใบหูของเขาแดงก่ำจากการถูกลวกจนดูราวกับจะมีเลือดหยดออกมา และหยดน้ำชาค่อยๆ ไหลหยดลงจากปลายจมูกโด่งทีละหยด
ไม่สิ เขาไม่ได้นิ่งเฉย เจียงฮว๋าซานสังเกตให้ชัดขึ้นแล้วจึงพบว่าเข่าข้างหนึ่งของเสิ่นกุ้ยหลิงวางอยู่อย่างหมิ่นเหม่ คล้ายกับว่าเขากำลังจะลุกขึ้น
เขามีใจขัดขืนที่จะคุกเข่าให้เหยาเกออย่างชัดเจน แต่ยังคงบังคับตัวเองให้ก้มหน้าอดทนต่อทุกสิ่ง และตอนนี้มุมนี้ช่างดูชาญฉลาดนัก ราวกับว่าเป็นภาพที่เตรียมไว้ให้นายท่านผู้เฒ่าชมโดยเฉพาะ
เจียงฮว๋าซานลูบคางพลางคิดในใจว่า เจ้าเด็กแสบเสิ่นกุ้ยหลิงคนนี้มีของดีไม่เบา มิน่าเล่าถึงสามารถกลับมาผงาดได้ในตอนท้าย
ฟู่สุยเอ๋อร์และเจียงหว่านอียังไม่มีสายตาที่เฉียบคมเท่าเจียงฮว๋าซาน คนหนึ่งกำลังสนุกกับการชมงิ้วฉากใหญ่ ส่วนอีกคนกลับหวาดกลัวจนต้องแอบไปหลบอยู่มุมห้องเพราะเกรงว่าจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ชั่วขณะหนึ่ง เรือนบุปผาตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล
นายท่านเสิ่นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบ "ทุกคน ปล่อยนาง"
น้ำเสียงของเขาทรงพลังจนไม่มีใครกล้าเพิกเฉย
คนจากบ้านสายสามมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือแล้วถอยออกไปด้านข้าง แววตาที่คลุ้มคลั่งของเหยาเกอชะงักไป นางเองก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสานจนเกินงาม จึงเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อที่หลุดรุ่ยให้เข้าที่โดยสัญชาตญาณ
เสิ่นเฉียนเองก็ไม่กล้าทำเป็นไขสือในเวลานี้ เขาเดินก้าวไปข้างหน้า คุกเข่าลงดังปึกแล้วโขกศีรษะให้นายท่านเสิ่น
"ท่านพ่อ ลูกไร้ความสามารถ โปรดระงับโทสะด้วยครับ"
สีหน้าของเหยาเกอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เสิ่นเฉียนคือสมาชิกสภาที่อยู่ภายนอก แม้แต่ประธานาธิบดีเขาก็ยังไม่เคยค้อมหัวให้ เหยาเกอเริ่มมีความเกรงใจและดึงสติกลับมาได้บ้าง ดวงตาของนางเริ่มแดงระเรื่อขณะมองนายท่านเสิ่นอย่างระมัดระวัง "นายท่านผู้เฒ่า ฮือ"
นายท่านเสิ่นยกมือห้ามปราบ ก่อนจะหันไปหาเสิ่นจือ "พ่อบ้านเสิ่น เด็กๆ ต่างพากันตกใจหมดแล้ว พาพวกเขาไปที่เรือนข้าง แล้วตามหมอเมิ่งมาดูอาการของอาหลิงด้วย"
"รับทราบครับ" เสิ่นจือพยักหน้าแล้วก้าวเข้าไปพยุงเสิ่นกุ้ยหลิง "คุณชายอาหลิงครับ"
เมื่อเสิ่นกุ้ยหลิงถูกพยุงขึ้นโดยเสิ่นจือ ร่างกายของเขาโอนเอนเล็กน้อยแต่ก็พยายามพยุงตัวให้มั่นคง ทว่าเขาไม่เคยเงยหน้าขึ้นหรือโต้เถียงเพื่อตัวเองเลย ท่าทางที่ว่านอนสอนง่ายและรู้ความของเขาช่างดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับท่าทีคุ้มคลั่งไร้เหตุผลของเหยาเกอ
เมื่อเห็นดังนั้น เหยาเกอก็โกรธจนอยากจะพุ่งเข้าไปลงมืออีกครั้ง แต่เสิ่นเฉียนที่ก้มหน้าอยู่กลับราวกับมีตาหลัง เขาจึงดึงตัวนางรั้งเอาไว้
เจียงฮว๋าซานที่กำลังชมเหตุการณ์อย่างออกรสจู่ๆ ก็ถูกขอให้ออกไป นางจึงวางขนมในมือลงด้วยความเสียดายเล็กน้อย
นางจำได้ว่าเหตุการณ์ในชาติที่แล้วก็ดำเนินไปในทิศทางนี้ เนื่องจากเหยาเกอก่อเรื่อง นายท่านผู้เฒ่าจึงจัดแจงให้เด็กๆ ทุกคนในเรือนเสิ่นไปรวมตัวกันที่เรือนข้าง
ก่อนจะจากไป ฟางเม่ยได้กำชับนางไว้เป็นพิเศษว่าอย่าเข้าใกล้เสิ่นกุ้ยหลิงนัก เพราะลูกหลานตระกูลเจียงต่างก็มาอาศัยใบบุญคนอื่นอยู่แล้ว หากยังไปสนิทสนมกับลูกนอกสมรสอีกก็จะยิ่งทำให้ผู้คนดูถูกดูแคลนมากขึ้นไปอีก
เจียงฮว๋าซานเองก็จำคำเตือนของฟางเม่ยได้แม่นยำ นางจึงรักษาท่าทีรังเกียจและดูแคลนต่อเสิ่นกุ้ยหลิงเสมอมา
จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามา เจียงฮว๋าซานจึงหันไปมองเจียงหว่านอี ซึ่งไม่เหมือนกับนาง สายตาของเจียงหว่านอีที่มองไปยังเสิ่นกุ้ยหลิงนั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและสงสาร เจียงฮว๋าซานเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก การจะตกหลุมรักผู้ชายสักคนมักเริ่มจากความสงสารสินะ ดูเหมือนว่านางจะเดาถูกจริงๆ ภารกิจที่ฟางเม่ยมอบหมายให้นางและเจียงหว่านอีนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในเวลานี้ ฟางเม่ยไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเจียงฮว๋าซาน ตามหลักการแล้วในฐานะคนนอกนางสมควรจะเลี่ยงออกไปจากเรื่องนี้ แต่นางไม่กล้าขยับตัวหากนายท่านเสิ่นไม่ได้สั่ง ทุกคนในตระกูลเสิ่นล้วนไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินได้ และนางล่วงรู้ความลับมากเกินไปจนอาจนำมาซึ่งความบาดหมาง ทำให้นางรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนเข็มหนาม
หลังจากเสิ่นจือพาเด็กๆ ทุกคนออกไปแล้ว บรรดาสาวใช้และบอดี้การ์ดในเรือนบุปผาก็ถอยออกไปเช่นกัน ประตูไม้สลักลายเทพเจ้าบุปผาทั้งสิบสองบานถูกปิดลงจากด้านนอก เสียงสลักประตูปิดลงทำให้หัวใจของทุกคนกระตุกวูบ ไม่มีใครกล้าปริปากพูด และต่างก็นั่งกลับเข้าที่เดิมโดยพร้อมเพรียงกัน
นายท่านเสิ่นวางมือลงบนหัวมังกร นิ้วโป้งบรรจงลูบไล้ลูกประคำที่อยู่ภายในหัวมังกรเบาๆ "สะใภ้ใหญ่ ตอนนี้ไม่มีคนนอกแล้ว สิ่งที่เจ้าพูดเมื่อครู่ ลองพูดซ้ำอีกทีสิ"
หัวคิ้วของเหยาเกอกระตุก นางรีบคุกเข่าลงร่ำไห้ขอความเมตตา "ท่านพ่อ ลูกเพียงแค่ตื่นตระหนกจนเกินไปเลยพูดจาไม่เหมาะสมออกไป ลูก"
นายท่านเสิ่นยกมือขึ้น สายตาเลื่อนไปจ้องมองศีรษะของเสิ่นเฉียนที่อยู่ใกล้ๆ "ลูกชายคนโต เจ้าพูดมา"
สีหน้าของเสิ่นเฉียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามีท่าทางหดหู่ "ท่านพ่อ ลูกคิดทบทวนดูแล้ว พรุ่งนี้ลูกจะจัดแถลงข่าวเพื่อมอบคำอธิบายแก่อาหลิงและสาธารณชนครับ"
เมื่อสิ้นคำพูดนี้ ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง โดยเฉพาะเหยาเกอ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก นางกรีดร้องออกมาโดยไม่สนกิริยามารยาท "คุณบ้าไปแล้วหรือ เสิ่นเฉียนคุณบ้าไปแล้วหรือไง เพียงเพื่อไอ้ลูกนอกสมรสชั้นต่ำนั่น คุณถึงกับยอมทิ้งชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นและตระกูลเหยาของเราเลยอย่างนั้นหรือ"
เสิ่นเฉียนนิ่งเฉยไม่ไหวติงและผลักเหยาเกอออกไป เมื่อเห็นว่าไม่อาจเกลี้ยกล่อมสามีได้ เหยาเกอจึงได้แต่หันไปมองนายท่านเสิ่นที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ "ท่านพ่อ ท่านจะตกลงไม่ได้นะ การทำแบบนี้จะทำลายเส้นทางการเมืองของเขาจนหมดสิ้น"
นายท่านเสิ่นเงยหน้าขึ้นมองเหยาเกอ สายตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยรังสีแห่งการตัดสินและคำเตือนที่หนักอึ้ง
ร่างกายของเหยาเกอสั่นสะท้านอย่างรุนแรง คำพูดที่เตรียมไว้ในใจกลับติดอยู่ที่ลำคอ
เมื่อเห็นว่าเหยาเกอยอมสงบเสงี่ยมแล้ว นายท่านเสิ่นจึงหันไปหาเสิ่นเฉียน "ในเมื่อเจ้าคิดทบทวนดีแล้ว ข้าก็จะไม่ห้ามปรามเจ้าอีกต่อไป ดำเนินการตามที่วางแผนไว้เถอะ"
นายท่านผู้เฒ่าตกลงจริงๆ หรือนี่
ทุกคนจากบ้านสายหนึ่งและสายสองต่างมองหน้ากัน หลังจากที่เสิ่นซีเสียชีวิต นายท่านผู้เฒ่าได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการบ่มเพาะเสิ่นเฉียน และตระกูลเสิ่นได้ใช้พละกำลังของทั้งตระกูลเพื่อผลักดันเสิ่นเฉียนให้มาถึงตำแหน่งในปัจจุบัน แต่ตอนนี้ พวกเขากำลังจะทำลายรากฐานของตัวเองอย่างนั้นหรือ
ทว่าในตระกูลเสิ่น ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับการตัดสินใจของนายท่านเสิ่น ในเมื่อเขาเอ่ยปากแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นอันสิ้นสุด
นายท่านเสิ่นลุกขึ้นยืน สายตากวาดมองทุกคน "พวกเจ้าแต่ละคนล้วนเป็นเจ้ากรรมนายเวร ไม่มีใครที่มีสมองดีๆ เลยสักคน"
ทุกคนก้มหน้านิ่งไม่กล้าพูดจาด้วยความเคยชินจากการถูกตำหนิ
นายท่านเสิ่นเอ่ยต่อ "นานๆ ทีพวกเจ้าจะกลับมาพร้อมหน้ากัน กินข้าวก่อนแล้วค่อยไป ข้าให้ห้องครัวเตรียมซุปสมองหมูไว้ให้พวกเจ้าได้บำรุงสมองกันบ้าง"