- หน้าแรก
- สั่งให้ทำปืนพก แล้วไหนได้หุ่นยนต์วะ
- ตอนที่ 42 ข้อเรียกร้องสามข้อของเย่ไป๋!
ตอนที่ 42 ข้อเรียกร้องสามข้อของเย่ไป๋!
ตอนที่ 42 ข้อเรียกร้องสามข้อของเย่ไป๋!
ยืมตัวไปโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือเหรอ?
หลังจากได้ยินข้อเสนอของหัวหน้าหยาง เย่ไป๋ก็ตกอยู่ในห้วงความคิดลึกทันที
นี่ไม่ใช่ว่าโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือไม่ดี ตรงกันข้ามเลย โรงงานสรรพาวุธภาคเหนือดีมาก มีทรัพยากรและกำลังมากกว่าหน่วย 749 มาก และยังรับผิดชอบโครงการอุตสาหกรรมทหารมากกว่าด้วย
ตั้งแต่ของใหญ่อย่าง ของส่งด่วนซีรีส์ DF ไปจนถึงของเล็กๆ อย่างปืนหนึ่งกระบอก กระสุนหนึ่งนัด โรงงานสรรพาวุธภาคเหนือเรียกได้ว่าครบครันอย่างแท้จริง
( ของส่งด่วน คำแสลงเรียกขีปนาวุธ เหมือนเราเรียกระเบิดจาก f16 ว่าไข่)
แต่ก็เพราะเหตุนี้ หน่วยงานขนาดใหญ่อย่างโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือจึงแตกต่างจากหน่วยงานเล็กๆ อย่างหน่วย 749
ภายในโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือ โครงการที่วิจัยและพัฒนาส่วนใหญ่มักจะดำเนินการในรูปแบบของทีมย่อย กระทั่งโครงการเดียว อาจจะมีหลายทีมย่อยผลักดันไปพร้อมกัน
อีกอย่างเย่ไป๋ที่เป็นหน้าใหม่ และการถูกยืมตัวไปก็ยากที่จะได้รับทรัพยากรที่มีลำดับความสำคัญสูง
แต่เมื่อมองกลับมาที่ 749 มีหัวหน้าหยางคอยหนุนหลังอยู่ อยากได้งบประมาณก็ได้งบประมาณ อยากได้คนก็ได้คน อยากได้วัสดุก็ได้วัสดุ
สิ่งที่เขาต้องทำ มีเพียงการทุ่มเทให้กับการวิจัย พยายามสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกมาให้เร็วที่สุด
แต่พอไปถึงโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือ การสนับสนุนแบบนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว
แต่โรงงานสรรพาวุธภาคเหนือก็มีข้อดีที่ 749 เทียบไม่ได้โดยสิ้นเชิงเช่นกัน นั่นคือ อุปกรณ์ล้ำหน้าขึ้น และใหญ่ขึ้น เครื่องจักรกลึงที่แม่นยำขึ้น สภาพแวดล้อมการทดสอบที่หลากหลายขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นข้อดีของโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือ
หน่วย 749 ที่เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี ปัจจุบันยังขาดพื้นฐานของสภาพแวดล้อมสำหรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่
โรงงานสรรพาวุธภาคเหนือกลับไม่ปัญหานี้ เพราะโครงการจะใหญ่แค่ไหนก็รับ โครงการระดับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ หรือ ของส่งด่วน DF มีอะไรใหญ่กว่านี้ได้อีก? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือ
เมื่อเห็นเย่ไป๋ตกอยู่ในห้วงความคิด วิศวกรเมิ่งก็ยิ้มเล็กน้อย และกล่าว
“การยืมตัวครั้งนี้น่ะ หลักๆ ก็มุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ขนส่งในสนามรบรูปแบบใหม่ รวมถึงรถขนส่ง, รถยนต์อเนกประสงค์ ยังมีโครงการอีกเยอะแยะมากมาย ที่ใช้งานได้จริง”
อันที่จริง ในรายชื่อการยืมตัวเดิมของโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือนั้น ไม่มีชื่อของเย่ไป๋อยู่เลย
แต่หัวหน้าหยางคิดอยากจะให้เย่ไป๋ไปสั่งสมประสบการณ์สักพักหนึ่ง ส่วนวิศวกรเมิ่งก็สนใจผู้ออกแบบชุดเกราะหลงเวยมาก
ดังนั้นทั้งสองคนจึงเข้ากันได้ดีทันที ตัดสินใจที่จะยืมตัวเย่ไป๋ไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เรื่องแบบนี้ก็ยังต้องได้รับความยินยอมจากเย่ไป๋ก่อนถึงจะดีที่สุด
ความคิดของหัวหน้าหยางนั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือปีที่แล้วเย่ไป๋โดดเด่นเกินไป และเป็นที่จับตามองเกินไป แม้ว่าจะมีผู้การโส่วจ่างเป็นภูเขาใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ แต่การให้เย่ไป๋ไปสั่งสมประสบการณ์ สั่งสมบทเรียนบางอย่าง และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ก็ย่อมไม่เสียหาย
ส่วนวิศวกรเมิ่งนั้น แค่เห็นสิ่งที่สนใจก็เกิดความกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
เขาอยากรู้ว่า ผู้ออกแบบที่วิจัยผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งออกมาได้สองชิ้นติดต่อกัน หากอยู่ในตำแหน่งอื่น จะสามารถมีความคิดแปลกใหม่ได้ไหม และนำความก้าวหน้าบางอย่างมาสู่โครงการใหม่ของโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือได้หรือไม่
เย่ไป๋หลังจากครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวอย่างลำบากใจเล็กน้อย
“สาขาวิชาที่ผมเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารกับด้านการวิจัยพัฒนารถยนต์ แทบไม่มีหลักสูตรไหนสอนเลย ผมไม่รู้จริงๆ ว่าไปแล้วจะทำอะไรได้บ้าง”
นี่คือจุดที่เย่ไป๋ลำบากใจจริงๆ
แต่หัวหน้าหยางกลับยิ้มแล้วถามกลับ
“งั้นที่โรงเรียนเตรียมทหารเธอได้เรียน วิชาแม่เหล็กไฟฟ้าไหม?”
“ไม่ได้เรียนครับ”
เย่ไป๋ส่ายหัว
“เธอไม่ได้เรียนวิชาแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ก็ยังทำปืนพกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซีเซี่ยนออกมาได้”
หัวหน้าหยางหัวเราะและกล่าวต่อ
“เธอก็ไม่ได้เชี่ยวชาญ ด้านวัสดุศาสตร์แต่ก็ยังทำวัสดุชนิดใหม่ออกมาได้ กระทั่งยังมีแบตเตอรี่ชนิดใหม่อีก”
“เธอก็ไม่ได้เรียนการเขียนโปรแกรม แต่ก็ยังสร้างโปรแกรมระบบการรบไปใส่ในชุดเกราะหลงเวยได้ด้วยตัวเอง แถมยังปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพอีก สำหรับเธอแล้ว การเรียนวิศวกรรมยานยนต์อะไรพวกนั้น มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว?”
หัวหน้าหยางมองเย่ไป๋แล้วถาม
เย่ไป๋ได้ยินดังนั้น ก็พลันเผยสีหน้ายิ้มขื่นออกมา
แหล่งความรู้ของเขาคือระบบช่างยุทโธปกรณ์ทหารขั้นเทพ
ในการวิจัยและพัฒนาแต่ละครั้ง ระบบได้คัดกรองส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปให้เขาแล้ว ดังนั้นขอเพียงแค่ตั้งใจจริง การเรียนรู้ก็ไม่ได้ช้ามากนัก
แต่ถ้าหากให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง นั่นมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
แต่ว่านะ คำพูดของหัวหน้าหยางกลับเป็นการเตือนสติที่สำคัญมากให้กับเย่ไป๋
เย่ไป๋มีระบบช่างยุทโธปกรณ์ทหารขั้นเทพ มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยุทโธปกรณ์ส่วนบุคคล นอกจากชุดเกราะเสริมกำลังขับเคลื่อนโครงกระดูกภายนอกอย่างหลงเวยแล้ว ยังมีอาวุธทรงอานุภาพอย่างรรถถังสนามแม่เหล็ก และเครื่องบินรบยุคที่ห้าอีกด้วย
ถ้าหากจำกัดอยู่แค่ยุทโธปกรณ์ส่วนบุคคล เกรงว่าจะเป็นการใช้งานระบบไม่คุ้มค่า
และการที่จะไปวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์มหาอำนาจที่แท้จริงเหล่านี้ ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ความรู้เพิ่มเติม อย่างน้อยตอนที่เย่ไป๋สร้างมันออกมาได้ คนอื่นจะได้ประหลาดใจตกใจ แต่ก็จะไม่สงสัยมากเกินไป
เช่นนี้ถึงจะสมเหตุสมผล
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากชุดเกราะหลงเวยแล้ว การวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ส่วนบุคคลก็ถือว่าตกอยู่ในสภาวะคอขวดแล้วจริงๆ
ในระบบ ยุทโธปกรณ์ส่วนบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดมีชื่อว่า Interstellar Mecha แต่ความรู้ทางเทคโนโลยีพื้นฐานที่จำเป็นของมัน ไม่ใช่สิ่งที่สามารถมีได้ในตอนนี้
และในปัจจุบัน ชุดเกราะหลงเวยได้ผลักดันกำลังรบส่วนบุคคลของประเทศจีนไปสู่จุดสูงสุดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะลองก้าวเข้าสู่ขอบเขตใหม่ๆ บ้างแล้ว
เมื่อพิจารณาถึงแง่มุมเหล่านี้ เย่ไป๋หลังจากคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็กล่าวกับหัวหน้าหยางและวิศวกรเมิ่งว่า
“ผมตกลงเรื่องการยืมตัวครับ แต่ไม่ทราบว่าทางฝั่งวิศวกรเมิ่งพอจะอำนวยความสะดวกให้ผมได้บ้างไหมครับ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่ไป๋ วิศวกรเมิ่งก็หัวเราะออกมา และถามกลับ
“นี่เธอจะมาต่อรองเงื่อนไขกับฉันเหรอเนี่ย ไม่รู้ว่าเธออยากจะได้ความสะดวกแบบไหนล่ะ?”
เย่ไป๋จึงกล่าวตรงๆ
“ข้อแรก ผมหวังว่าจะได้ทำโครงการให้เสร็จสมบูรณ์โดยลำพัง จะยอมรับผู้ช่วยสักหนึ่งหรือสองคนก็ได้ แต่ผมไม่ชอบทำโครงการโดยมีคนเยอะๆ”
ประเด็นนี้ เย่ไป๋พิจารณาถึงความลับของระบบเป็นหลัก
วิศวกรเมิ่งฟังจบกลับยิ้มแล้วกล่าวว่า
“วิศวกรคนอื่นทำโครงการ ต่างก็อยากให้มีคนเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอกลับหวังให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อนี้ฉันตกลง ไม่มีปัญหาแน่นอน!”
“ดีครับ”
เย่ไป๋กล่าวต่อ
“ข้อที่สอง ผมหวังว่าระยะเวลาของโครงการจะไม่เข้มงวดเกินไป สามารถยืดหยุ่นเวลาได้บ้าง แต่โปรดวางใจ ผมไม่ได้อู้งานทำตัวเอื่อยเฉื่อย แต่จะจะเร่งดำเนินการให้ทันตามเวลาแน่นอน”
“พอดีผมเป็นคนชอบคิดเพ้อเจ้อ ชอบลองนู่นลองนี่เยอะหน่อยครับ!”
ข้อเรียกร้องนี้ทำให้วิศวกรเมิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่หัวหน้าหยางที่อยู่ข้างๆ กลับช่วยพูดว่า
“ตอนที่เย่ไป๋ทำชุดเกราะหลงเวยก่อนหน้านี้ ก็เป็นแบบนี้แหละ คิดเยอะถึงจะเกิดปาฏิหาริย์ได้นี่นา สำหรับสหายที่มีความคิดเยอะๆ พวกเราก็ควรจะสนับสนุนหน่อยสิ!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็เห็นวิศวกรเมิ่งพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ระยะเวลาโครงการสามารถยืดหยุ่นได้ แต่อย่าให้เกินกว่า 20% ของเวลาโครงการ ยังไงโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือใหญ่ ไม่ใช่ว่าฉันคนเดียวจะตัดสินใจได้ทั้งหมด”
เย่ไป๋ย่อมตกลงอยู่แล้ว
ต่อมาเย่ไป๋กล่าวว่า
“ข้อที่สาม และเป็นข้อสุดท้ายครับ”
“ผมหวังว่างบประมาณโครงการจะสามารถยืดหยุ่นได้บ้าง ตอนที่ทำหลงเวยก่อนหน้านี้ หัวหน้าหยางยอมให้ผมขอเพิ่มงบได้ตั้งห้าครั้งเลยนะครับ!”
พูดจบ เย่ไป๋ยังเหลือบมองหัวหน้าหยางแวบหนึ่ง ความหมายนั้นชัดเจนมาก รีบช่วยผมพูดสิ!
หัวหน้าหยางกลับทำท่าทางหลับตาพักไม่สนใจ การส่งสายตาของเย่ไป๋เลยแม้แต่น้อย
ส่วนวิศวกรเมิ่งหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า
“ข้อนี้ฉันรับปากเธอทั้งหมดไม่ได้!”
“แต่ฉันสามารถรับประกันได้ว่า ถ้าผลิตภัณฑ์ของเธอสามารถยอดเยี่ยมได้เหมือนชุดเกราะหลงเวย อย่าว่าแต่ขอเพิ่มงบเลย ฉันจะขอความดีความชอบให้เธอด้วยตัวเอง แถมยังจะเพิ่มรางวัลคุณงามความดีชั้นหนึ่งให้อีกด้วย!”
วิศวกรเมิ่งกล่าวอย่างหนักแน่นเด็ดขาด
แต่ทุกคนกลับไม่รู้ตัว วัตถุประสงค์เดิมของการพูดคุยครั้งนี้คือการยืมตัวเย่ไป๋ไปยังโรงงานสรรพาวุธภาคเหนือเพื่อสั่งสมประสบการณ์ แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าจะให้เย่ไป๋ไปทำของใหญ่เสียอย่างนั้น