บทที่ 11 นางเซียน
บทที่ 11 นางเซียน
[ในโลกแห่งความเป็นจริง...]
สำนักกระบี่เขียว
หลังจากความผันผวนเมื่อหลายปีก่อน สำนักกระบี่เขียวได้สถาปนาตนเองเป็นขุมกำลังชั้นนำของทวีปบูรพาอย่างมั่นคง
ความมั่นคงนี้มีรากฐานมาจากการดำรงอยู่ของคนผู้หนึ่งภายในสำนัก: ยอดกระบี่เซียนผู้ไร้เทียมทาน อวี่ซูอี
ยอดเขาอวี่ชิงในยามนี้รุ่งเรืองยิ่งกว่ายุคใด
หลิวลี่ในชุดคลุมสีน้ำเงินเรียบง่าย ประคองถาดอาหารเดินอย่างแผ่วเบามาที่หน้าประตูลานบ้าน นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม: "อาจารย์ มื้อค่ำเตรียมเสร็จแล้วขอรับ"
คนผู้นี้คือหลิวลี่ ผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์ของสำนักกระบี่เขียว
นางมองไปยังอวี่ซูอีที่อยู่ในลานบ้าน บางครั้งนางก็รู้สึกว่าอาจารย์ของตนดูแปลกไปบ้าง เพราะน้อยนักที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงจะยังลุ่มหลงในกามคุณ โดยเฉพาะอาหารทางโลกพวกนี้ ซึ่งหากบริโภคมากเกินไปจะกลายเป็นสิ่งเจือปนในร่างกาย
ทว่าอาจารย์ของนางกลับมีความชมชอบเป็นพิเศษในอาหารรสเลิศประจำวันเหล่านี้
เมื่อตอนที่นางเข้าเป็นศิษย์ของอวี่ซูอีครั้งแรก นางวางเงื่อนไขเพียงข้อเดียว: นั่นคือนางต้องสามารถทำอาหารให้อร่อยได้ นางถึงขั้นทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเรียนรู้เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ
แต่นั่นมิได้ลดทอนความเลื่อมใสที่นางมีต่ออวี่ซูอีเลย ทุกถ้อยคำและการกระทำของอาจารย์ล้วนมีอิทธิพลต่อนางอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านวิชากระบี่และการใช้ชีวิต
ภายในลานบ้าน อวี่ซูอี้นั่งอยู่ที่โต๊ะหินพลางขัดกระบี่ของนาง
ตัวกระบี่ยังคงเป็นสีครามเป็นเงางาม ทว่าพู่สีขาวบริสุทธิ์ที่ห้อยอยู่ที่ด้ามกลับสูญเสียความแวววาวไปนานแล้ว เส้นไหมของพู่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเก่าคร่ำคร่า และผลึกแก้วสีครามสามเม็ดที่ปลายพู่ก็มิได้ใสกระจ่างดังเดิม มีเพียงยามที่สัมผัสเท่านั้นถึงจะรู้สึกได้ถึงไออุ่นจางๆ
หลิวลี่วางจานอาหารลงบนโต๊ะ เมื่อเห็นอวี่ซูอีจ้องมองพู่ห้อยกระบี่เงียบๆ นางจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก:
"อาจารย์ ศิษย์มีคำถามที่ค้างคาใจมานานหลายปีขอรับ"
อวี่ซูอีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เวลาผ่านไปนานหลายปีเพียงใด ทว่าใบหน้าของนางยังคงมิแปรเปลี่ยน ยังคงงดงามและตราตรึงใจดังเดิม
นางเงยหน้ามองหลิวลี่ เลิกคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงราบเรียบและเย็นชา: "ว่ามา"
"พู่ห้อยกระบี่บนกระบี่วิญญาณประจำกายของท่านดูเก่ามากแล้ว และดูเหมือนจะเป็นเพียงของธรรมดาสามัญที่มิได้มีพลังปราณไหลเวียนอยู่เลย"
หลิวลี่เลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง:
"ท่านมักสอนศิษย์เสมอว่ากระบี่คืออาวุธสังหาร มิควรถูกเหนี่ยวรั้งด้วยสิ่งภายนอก ทว่าท่านกลับพกพู่ห้อยกระบี่นี้ติดตัวเสมอ... ศิษย์อดสงสัยมิได้ว่า มันมีความหมายพิเศษประการใดต่อท่านหรือขอรับ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี่ซูอีก็ชะงักไปกะทันหัน นางยกมือขึ้นกุมพู่ห้อยกระบี่ ปลายนิ้วลูบไล้ไหมน้ำแข็งเก่าๆ นั้นอย่างแผ่วเบา แววตาของนางดูหม่นลงพลางพึมพำเบาๆ:
"...พู่ห้อยกระบี่นี้... เป็นของเก่าแก่ แม้จะรักษาไว้อย่างดีเพียงใด สุดท้ายก็มิอาจต้านทานการกัดกร่อนของกาลเวลาได้..."
หลิวลี่มิเคยเห็นอาจารย์ในสภาพนี้มาก่อน อวี่ซูอีในอดีตมักจะมีแววตาที่ห่างเหินและเย็นชาอยู่เสมอ
ทว่าในชั่วขณะนี้ นิ้วมือของนางกลับกระชับพู่ห้อยกระบี่แน่นขึ้นเล็กน้อย ร่องรอยของความโศกเศร้าที่ยากจะสังเกตเห็นปรากฏขึ้นในดวงตา แม้แต่กลิ่นอายรอบกายก็ดูอ่อนโยนลง
"เป็นของเก่าของอาจารย์หรือขอรับ?" ความอยากรู้อยากเห็นของหลิวลี่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่นางมิกล้าถามต่อ ทำเพียงเฝ้าสังเกตท่าทีอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินคำถามของหลิวลี่ อวี่ซูอีกลับมิได้ตอบคำถามนาง เพียงแต่โบกมือให้นางถอยออกไป
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ดูจะมีอารมณ์หม่นหมอง หลิวลี่จึงนิ่งเงียบและขอตัวลาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เมื่อมองดูปลาเผาเบื้องหน้า อวี่ซูอีกลับมิมีความรู้สึกอยากอาหารเลย
สายลมพัดผ่านยอดเขาอวี่ชิง พัดพาพู่ห้อยกระบี่ให้ไหวเอนและทำให้เส้นผมที่ปล่อยสลวยของนางพริ้วไหว
นางทอดสายตามองไปยังป่าไผ่นอกลานบ้าน…
มือลูบไล้พู่ห้อยกระบี่แผ่วเบา ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาราวกับกระแสน้ำ นางเคยคิดว่าความผูกพันในอดีตคงมิอาจต้านทานการกัดกร่อนของกาลเวลาได้
ทว่าในยามนี้ เมื่อได้มองมันอีกครั้ง ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ส่งผ่านยามลูบไล้ กลับเหมือนดั่งแสงตะวันในเหมันตฤกษ์ที่หลอมละลายแผ่นน้ำแข็งบางๆ
ปรากฏว่าบางสิ่งบางอย่าง หลังจากวนเวียนไปมา สุดท้ายก็ถูกกำหนดให้หวนคืนสู่หัวใจ...
[การจำลองกำลังดำเนินอยู่...]
สำนักกระบี่เขียว ยอดเขาอวี่ชิง ยามรุ่งอรุณ
"แฮ่ก... เดี๋ยวก่อน นางเซียนอวี่ ศิษย์มิอาจทนต่อได้อีกแล้วขอรับ!"
บนลานหินบนยอดเขา อวี่ซูอีใช้กิ่งไม้ในมือต่างกระบี่ พุ่งเข้าโจมตีเฉินอวี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"เหอะ~ เจ้าเป็นฝ่ายรุกข้าเป็นฝ่ายรับ แถมข้ายังมิได้ใช้พลังปราณเลยแม้แต่น้อย ผ่านไปนานแค่ไหนกันเชียว เจ้าก็บอกว่าไม่ไหวแล้วงั้นหรือ? ลุกขึ้นมาสู้ต่อเดี๋ยวนี้!"
เฉินอวี่มิมีเวลาให้พักหายใจ เขาทำได้เพียงยกกระบี่ไม้ขึ้นปัดป้องอย่างจ้าละหวั่น ในขณะที่เสียงดุด่าอันไพเราะทว่าเย็นชาของอวี่ซูอีดังก้องอยู่ในหู:
"ท่ารับของเจ้าอ่อนแอ ท่ารุกก็เซ่อซ่า ฝีเท้าสะเปะสะปะ และการตอบโต้ก็เชื่องช้า!"
"มิมีกระบวนท่าไหนที่ใช้การได้เลย! ด้วยวิชากระบี่เช่นนี้ ด้วยระดับการบำเพ็ญเช่นนี้ หากเจ้าเจออันตรายเข้าจริงๆ เจ้าคงเป็นคนแรกที่ต้องสังเวยชีวิต!"
อวี่ซูอีได้กลายเป็นครูฝึกที่เข้มงวดที่สุดของเฉินอวี่ กิ่งไม้ในมือนางราวกับแส้ที่ฟาดฟันลงมา
เฉินอวี่เองก็ถูกกระตุ้น เขาเหวี่ยงกระบี่อีกครั้ง! จิตใจของเขามีสมาธิอย่างยิ่ง ต้องยอมรับว่าภายใต้การโจมตีที่กดดันเช่นนี้ ดูเหมือนเขาจะก้าวข้ามขีดจำกัดได้จริงๆ!
ในชั่วพริบตา แววตาของเฉินอวี่ก็เป็นประกาย เขาตระหนักว่าตนเองสามารถสกัดกั้นกระบวนท่ากระบี่หนึ่งของอวี่ซูอีได้ เขาจึงเกิดฮึดสู้และเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีกลับไปบ้าง!
สีหน้าของอวี่ซูอียังคงเย็นชา นางไพล่มือข้างหนึ่งไว้ด้านหลัง ส่วนมืออีกข้างใช้นิ้วเรียวขาวสองนิ้วคีบกระบี่ของอีกฝ่ายไว้ได้อย่างมั่นคง นางมองเฉินอวี่ด้วยสีหน้าเย้ยหยันแล้วเอ่ยว่า:
"หึ~ ไม่เลว ความแม่นยำพอใช้ได้ แต่พลังยังขาดแคลนนัก"
หลังจากผ่านไปอีกสิบกระบวนท่า... เฉินอวี่หอบหายใจรัว
"โอย นางเซียน โปรดให้ศิษย์พักหายใจสักครู่เถิด ทุกครั้งที่ข้าแทงกระบี่ออกไป ท่านกลับคำนวณจุดที่กระบี่จะตกกระทบได้อย่างแม่นยำและจู่โจมจุดอ่อนของข้าไว้ล่วงหน้า ข้าต้องแบกรับแรงกดดันจากกระบี่มากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว วิชากระบี่ของท่านช่างเหนือชั้นจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ ขอรับ"
คำว่า "นางเซียน" ที่เขาเรียกขานซ้ำๆ ทำให้อารมณ์ที่เคยบูดบึ้งของอวี่ซูอีอ่อนลง มุมปากยกขึ้นเป็นส่วนโค้งที่ยากจะสังเกตเห็น:
"สู้ต่อสิ ทำต่อไป"
"???" แววตาของเฉินอวี่หดเล็กลง
"ทำไม? ในเมื่อมิมีอะไรจะพูดแล้ว ก็ทำต่อไป ชักกระบี่ออกมา!" อวี่ซูอีขมวดคิ้ว
"เดี๋ยวๆๆ ข้ามีเรื่องจะพูดขอรับ!" สมองของเฉินอวี่หมุนวนอย่างรวดเร็วและรีบเอ่ยออกมา:
"นางเซียน มิเพียงแต่วิชากระบี่ของท่านจะยอดเยี่ยม แต่แม้แต่ท่วงท่าการต่อสู้ของท่านก็ยังสง่างามยิ่งนัก ศิษย์ผู้นี้เลื่อมใสท่านจนหมดหัวใจจริงๆ ขอรับ..."
อวี่ซูอีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปล่อยให้เส้นผมปอยหนึ่งตกลงมาที่ใบหู เผยให้เห็นติ่งหูที่ขาวนวลราวกับหิมะ จากนั้นนางก็โยนกิ่งไม้ในมือทิ้ง ไพล่มือไว้ด้านหลัง และส่งเสียงอืมในลำคออย่างพอใจ
"ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าความเข้าใจของเจ้าน่ะมันงั้นๆ แต่เจ้านี่ขยันพ่นวาจาเลอะเทอะกับคำพูดหวานหูพวกนี้จริงๆ นะ เหอะ~"
"แต่ท่านเองก็ดูจะชอบฟังมันมิใช่หรือ..." เฉินอวี่คิดในใจแต่มิกล้าแสดงออกมา
"มื้อเที่ยงเราจะกินอะไรกันดี?" อวี่ซูอีจัดแจงกระโปรงให้เรียบร้อย ปรายตามองเฉินอวี่แล้วเอ่ยถาม
"เอ่อ... นางเซียน ศิษย์ยังมิได้เตรียมเลยขอรับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวข้าไปหาปูวิญญาณมาทำให้ทานดีหรือไม่ขอรับ?"
เฉินอวี่เกือบจะเรียกนางผิดชื่ออีกครั้ง แต่ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว ผู้หญิงคนนี้ภายนอกดูห่างเหิน แต่แท้จริงแล้วนางก็เหมือนเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาที่ชอบฟังคำเยินยอและเห็นแก่กินอยู่บ้าง ถ้าเป็นเช่นนี้เรื่องก็ง่ายขึ้นเยอะ
"ตามใจเจ้าเถอะ" และก็เป็นไปตามคาด สีหน้าของอวี่ซูอียังคงมิแปรเปลี่ยน นางกล่าวเสริมว่า
"อ้อ จริงด้วย ข้าได้ยินมาว่าแดนลับรวมปราณกำลังจะเปิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เจ้าเองก็ต้องไปด้วยใช่ไหม?"
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ที่เรียกนางเซียนตามบริบทตัวละครเหมือนนางจะไม่ชอบควาอาวุโสพระเอกเรียกนางเซียนนางเลยพอใจ