- หน้าแรก
- รายงานสืบสวนทวยเทพ!
- บทที่ 10 มหานคร
บทที่ 10 มหานคร
บทที่ 10 มหานคร
บทที่ 10 มหานคร
หานซู่ข่มความโกรธเดินลงมาข้างล่าง เห็นรถสปอร์ตสีแดงสุดจี๊ดจอดอยู่ในตรอกแคบๆ ใต้หอพัก "ขอเหตุผลที่จะไม่ฆ่าแกสักข้อซิ"
"โธ่เอ๊ย โมโหขนาดนี้ แสดงว่าตอนโทรไปกำลังยุ่งอยู่กับน้องนางทั้งห้าแหงๆ?"
"...ยื่นคอมา!"
"พี่ครับผมผิดไปแล้ว... ได้ข่าวว่ามีคนมาหาเรื่องนายอีกแล้วเหรอ?"
หานซู่มองสวีจีด้วยความแปลกใจ นั่งลงในรถ สวีจีก็รีบขยับเข้ามาทำหน้าเครียด "ผู้ช่วยพ่อฉันโทรมาบอก แผนกรักษาความปลอดภัยของบ้านฉันตรวจเจอว่ามีประกาศจับนายในเน็ต เดาว่าต้องมีพวกตาถั่วมาหาเรื่องนายแน่ และฉันที่สนิทกับนาย อาจจะโดนหางเลขไปด้วย เขาเลยมาเตือน"
หานซู่แปลกใจ "แล้วแกยังจะมาหาฉันกลางดึกอีก?"
สวีจีตอบ "ก็ฉันเป็นห่วงนายน่ะสิ ไม่รีบมาได้ไง?"
"บังเอิญพอดี คืนนี้นายไปเที่ยวกับฉันหน่อย ฉันจะแนะนำเพื่อนให้รู้จักคนนึง เขาค่อนข้างมีอิทธิพลในเขตชิงกัง รู้จักเขาไว้ คนหาเรื่องจะน้อยลงเยอะ"
"พวกหากินทางลัดในชิงกังมีเยอะแยะ แต่พวกระดับล่างๆ ไม่ค่อยกลัวชื่อพ่อฉันเท่าไหร่ แต่พอได้ยินชื่อหมอนี่ กลับกลัวจนหัวหด"
"หือ?"
หานซู่มองสวีจีด้วยความประหลาดใจ
ในคดีลักพาตัวเมื่อสิบปีก่อน นายน้อยตระกูลสวีคนนี้ ก็เป็นหนึ่งในเด็กที่ถูกลักพาตัวไปเหมือนกัน
แต่หลังจากเขาช่วยออกมาได้ สังคมก็ลืมไปหมดแล้วว่าหมอนี่เคยโดนลักพาตัว หรือจะพูดให้ถูกคือ ในโลกปัจจุบัน เรื่องที่เขาถูกลักพาตัว ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
แต่คดีนั้นก็ทำให้บรรดาเศรษฐีในชิงกังตื่นตัวกันยกใหญ่ พากันยกระดับการคุ้มกันลูกหลานตัวเอง บ้านสวีจีก็แน่นอนว่าจัดเต็มระดับท็อป
สิบปีผ่านไป ถึงจะไม่ตึงเครียดเหมือนเมื่อก่อน แต่หน่วยรักษาความปลอดภัยที่ตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองเขาก็ยังอยู่
คือต่อหน้าดูเหมือนอยากทำอะไรก็ทำ ไม่มีคนติดตาม แต่จริงๆ มีทีมรปภ.คอยจับตาดูอยู่ตลอด
เพียงแต่ว่า หน่วยงานนั้นถึงกับมอนิเตอร์ข้อมูลที่เกี่ยวกับเขาด้วยเหรอ?
ผู้ปกครองปกติ ถ้ารู้สึกว่าเขาอันตราย ก็น่าจะสั่งให้ลูกเลิกคบกับเขาไปเลยไม่ใช่เหรอ?
ส่วนเรื่องที่บอกว่าจะช่วย เขาเองก็ไม่ปฏิเสธ
จริงๆ ในโรงเรียน สวีจีก็ช่วยเขาไว้เยอะ ความสัมพันธ์ของพวกเขาแน่นแฟ้นมาก มากจนใครก็ตามที่คิดจะทำอะไรเขา ต้องเกรงใจสวีจี
อย่างเช่น ประธานบริษัทเมจิกบ็อกซ์ ที่ชอบมาหาเขาที่โรงเรียนบ่อยๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะสวีจี ป่านนี้คงมีหลายคนเต็มใจจะช่วยท่านประธาน "เกลี้ยกล่อม" เขาอย่างหนักหน่วงไปแล้ว
นึกถึงพวกนักสืบเอกชนน่ารำคาญพวกนั้น หานซู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม "เขาจะยอมช่วยฉันเหรอ?"
"ไม่ช่วย?"
สวีจีฟังแล้วแค่นหัวเราะ "ก็ต้องดูว่าเห็นแก่หน้าใคร ถ้ามันไม่ยอมช่วยนาย ชาตินี้มันก็อย่าหวังจะได้แตะไวน์แดงบ่มจากทวีปตะวันตก หรือซิการ์นำเข้าจากทวีปใต้ของฉันอีกเลย"
หานซู่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
พวกลูกคนรวยในชิงกัง ชอบมาเล่นกับสวีจี และบังเอิญว่าแต่ละคนมักจะมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องให้สวีจีช่วยพอดี
เช่น ไวน์บางตัวมีแค่สวีจีหาได้ ศาสตราจารย์บางคนในชิงกัง มีแค่สวีจีแนะนำให้รู้จักได้ เป็นต้น
พวกเขาเอ่ยปากขอ สวีจีช่วยได้พอดี ช่วยเสร็จพวกเขาก็เลี้ยงข้าวตอบแทน ไปๆ มาๆ ก็สนิทกัน
ข้อเสียของปรากฏการณ์นี้คือ สวีจีมักจะหลงตัวเองว่าเขาสำคัญมาก
"ไปกันเถอะ!"
"เยี่ยมเลย"
พอโดนปฏิเสธมาเยอะ พอหานซู่ตกลงง่ายๆ สวีจีก็ตื่นเต้นจนตบหลังหานซู่ดังป้าบ "ฉันว่าแล้ว ในที่สุดนายก็ยอมเข้าสู่ด้านมืดสักที"
"วางใจได้ เพื่อนฉันคนนี้เปย์หนัก คืนนี้วันเกิดมัน บอกว่าจะจัดเต็ม เรียกสาวสวยมาหลายร้อยคน ทั้งแบบพี่สาว โลลิต้า อุลตร้าแมน มีครบ แบ่งกันได้คนละสิบคนสบายๆ"
"อาจจะเทียบไม่ได้กับความนุ่มนวลและรู้ใจของมือซ้ายนาย แต่ความอุ่นของจริงก็น่าจะพอแก้ขัดได้นะ"
"......"
หานซู่พูดไม่ออก
ทำไมถึงมีคนที่รวมความรวยและความกากเกรียนที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ไว้ในตัวคนเดียวได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้วะ?
ไอ้นิสัยแบบนี้ เอาอะไรมารวยวะเนี่ย...
คนดูดีมีสกุลแบบกู ทำไมถึงจนแถมซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้?
สวีจีรับหานซู่ขึ้นรถ ขับไปตามทางด่วนระหว่างเมืองราวๆ ชั่วโมงกว่า ก็มาถึงแถบชานเมือง
ในโลกยุคปัจจุบัน การค้าที่เจริญถึงขีดสุดทำให้เกิดมหานครขนาดยักษ์ขึ้นมากมาย
ประชากรเริ่มต้นที่ยี่สิบสามสิบล้านคน ได้ยินว่ามีบางเมืองคนเป็นร้อยล้าน หรือหลายร้อยล้านด้วยซ้ำ และการดูดทรัพยากรของมหานครเหล่านี้ ทำให้เมืองรอบนอกและชนบทเสื่อมโทรมรกร้าง
ตอนนี้ นอกจากอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มและคนบางกลุ่ม ชุมชนเมืองและหมู่บ้านรอบนอกต่างรกร้างว่างเปล่า มีแต่คนไร้ตัวตนร่อนเร่ อาศัยการลักลอบขนของหนีภาษีหรือเพาะปลูกประทังชีวิต
เด็กในเมืองหลายคนอาจไม่เคยมาเหยียบชานเมืองเลยตลอดชีวิต เติบโตและตายไปในป่าคอนกรีต
กลับเป็นลูกคนรวยอย่างสวีจี ที่มักจะหนีออกจากเมือง มาหาของเล่นแปลกใหม่ในที่ที่ผู้คนบางตาแบบนี้
สุดถนนสายเปลี่ยวที่มีหญ้ารกขึ้นสูง เต็มไปด้วยรถหรูจอดเรียงราย ถังน้ำมันเก่าๆ ถูกจุดไฟให้ลุกโชน หลอดไฟกำลังสูงถูกแขวนไว้ส่องสว่างจ้าไปทั่วบริเวณ
หนุ่มสาวแต่งตัวจัดจ้านหรือเซ็กซี่มารวมตัวกันที่นี่ แสงไฟแสบตาทำให้ชานเมืองกลายเป็นผับกลางแจ้ง
หานซู่ลงจากรถ มองซ้ายมองขวา: สวีจีขี้โม้ตามเคย โรคเดิมกำเริบ
ไหนวะสาวสวยหลายร้อยคน...
เห็นมีแค่ไม่กี่สิบคนเอง
ผู้ชายที่มางานก็คงไม่ได้แบ่งกันคนละสิบคนหรอก กะด้วยสายตา ได้คนละสองคนก็หรูแล้ว
"พาหมอนี่มาอีกแล้วเหรอ?"
พอเห็นสวีจีมา ก็มีคนสนิทเดินเข้ามาหาทันที
คนหนึ่งใส่สูทลำลองสีน้ำเงินเข้ม หานซู่เคยเห็นหน้ามาก่อน ชื่อจางเหอ เป็นเจ้าของวันเกิดในคืนนี้ และเป็น "ขาใหญ่ใต้ดิน" ที่สวีจีอยากแนะนำให้รู้จัก
คนนี้ก็รวยมาก แต่ต่างจากเพื่อนคนอื่นของสวีจีที่เอาแต่ผลาญเงิน หมอนี่เป็นลูกคนรวยที่มีอิทธิพลในโลกใต้ดินของชิงกังพอตัว
เอ่ยชื่อคุณชายจาง นักเลงข้างถนนหลายคนยังขาสั่น
"กลับไปรับมันมาเหรอ?"
คุณชายจางถือแก้วแชมเปญเดินเข้ามา สายตากวาดมองหานซู่แวบหนึ่ง แล้วถามสวีจีผ่านๆ ก่อนจะพยักหน้าให้หานซู่อย่างสุภาพแต่ห่างเหิน "ไปหาอะไรกินก่อนไป ฉันมีเรื่องจะคุยกับสวีจี"
คำพูดนี้ดูเหมือนจะเห็นหานซู่เป็นลูกกระจ๊อกของสวีจีกลายๆ สั่งให้ไปให้พ้นหน้า
หานซู่ไม่ได้ใส่ใจ พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปหาของกิน แต่สวีจีข้างๆ กลับหน้าเปลี่ยนสีทันที
หานซู่เดินไปที่โต๊ะผ้าใบ เห็นอาหารวางเรียงราย ส่วนใหญ่เป็นอาหารง่ายๆ พวกพิซซ่า บาร์บีคิว ไม่ไกลกันมีคนกำลังย่างสเต็กส่งกลิ่นหอมฉุยบนถังน้ำมัน
เหล้าและเครื่องดื่มชื่อแปลกๆ วางเรียงเป็นตับ ถ้าไม่มาเห็นกับตาคงไม่รู้ว่าลูกคนรวยพวกนี้ปกติกินกันแค่นี้เอง
หานซู่หยิบเนื้อย่างมากินสองสามชิ้น พลางสังเกตสิ่งรอบข้าง
วงสังคมคนรวย ไม่มีคอนเซปต์เรื่องของหายหรือขโมย เสื้อผ้าที่ถอดทิ้ง นาฬิกา อุปกรณ์กล้อง โน้ตบุ๊ก ถูกวางทิ้งเรี่ยราด
หานซู่หยิบกล้องวิดีโอที่วางอยู่บนหน้ารถคันหนึ่งขึ้นมา เปิดหน้าจอ ซูมเข้าไปที่สวีจี
อาศัยภาพจากกล้องวิดีโอ อ่านปากสองคนที่กำลังคุยกัน
สายตาเขาดีมาก ถึงจะอ่านปากได้ไม่เป๊ะทุกคำ แต่ก็พอจับใจความบทสนทนาได้
เห็นสวีจีทำหน้าบึ้งตึง กำลังเหวี่ยงใส่คุณชายจางชุดสูทน้ำเงิน "นายเป็นบ้าอะไร?"
"บอกไปหลายรอบแล้ว หานซู่เป็นพี่น้องร่วมสาบานของฉัน ไม่ใช่ลูกกระจ๊อก"
"คราวนี้ฉันก็บอกล่วงหน้าแล้วว่าจะพาเขามาด้วย นายพูดจาแบบนั้นกับเขา ฉันไม่พอใจว่ะ ยิ่งกว่าด่าพ่อฉันอีก"
"นายด่าพ่อฉัน ฉันยังนับถือว่านายแน่ แต่มาฉีกหน้าเพื่อนฉันต่อหน้าฉันแบบนี้ คือนายไม่ไว้หน้าฉันใช่ไหม? ถ้ามีคราวหน้าอีก เราก็เลิกคบกันเหอะ"
"......"
คนชื่อจางเหอไม่ได้โกรธ กลับยิ้มเย็นๆ "ฉันรู้ว่าพวกนายสนิทกัน แต่พูดตรงๆ เขาคนละชั้นกับพวกเรา นายเอาคนนอกวงการมาด้วยทุกครั้ง มันจะไปสนุกอะไร?"
สวีจีแค่นหัวเราะ มองหน้าอีกฝ่ายจริงจัง "คนที่คบเพื่อนโดยหวังผลประโยชน์ ถึงจะเลือกคบคน"
"ฉันไม่เหมือนนาย ที่ต้องแย่งสมบัติกับพี่น้องเจ็ดแปดคน และไม่หวังพึ่งเพื่อนให้มาช่วยเรื่องบ้าบออะไร"
"เพราะงั้นฉันชอบใคร ฉันก็จะเล่นกับคนนั้น"
"......"
คำพูดนี้แรงมาก แต่จางเหอกลับหัวเราะ แล้วจู่ๆ ก็พูดว่า "พูดได้ดี ถ้าจะวัดกันจริงๆ พวกเราก็แค่คนรวย แต่บ้านนายคือผู้มีอิทธิพล"
"แต่ว่า นายไม่ต้องโกรธฉันหรอก บางทีหลังงานวันเกิดครั้งนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสได้เล่นกับนายอีกแล้ว"
สวีจีชะงัก "ทำไม?"
ที่ผ่านมามีแต่เขาเลิกคบคนอื่น ไม่เคยเจอคนอื่นเลิกคบเขามาก่อน
จางเหอยิ้ม
ต่างจากความหยิ่งยโสตอนมองหานซู่ ต่อหน้าสวีจี เขาดูใจกว้างและอ่อนโยน ราวกับไร้อารมณ์โกรธ "ช่วงนี้ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเลิกเป็นเพลย์บอยในโลกใต้ดินชิงกัง ฉันจะล้างมือในอ่างทองคำ"
"?"
สวีจีงง "นายช่วยเพื่อนฉันเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งก่อน แล้วค่อยล้างมือได้ไหม?"
"......"
จางเหอ: "เมื่อกี้ใครเพิ่งพูดว่าไม่หวังพึ่งเพื่อน..."
สวีจี: "นายดูหน้าฉันเหมือนคนแคร์เรื่องชนชั้นวรรณะไหมล่ะ?"