เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22: ปฏิกิริยาตอบรับ

บทที่ 22: ปฏิกิริยาตอบรับ

บทที่ 22: ปฏิกิริยาตอบรับ


บทที่ 22: ปฏิกิริยาตอบรับ

เดิมทีเมิ่งฉีกำลังกลัดกลุ้มเพราะหาโอกาสออกจากหอเบ็ดเตล็ดไม่ได้ ทว่าจู่ๆ กลับได้รับแจ้งว่าเขาสามารถไปรายงานตัวที่หอพระบู๊ได้ในวันพรุ่งนี้ มันเหมือนกับกำลังเดินอยู่บนถนนแล้วมีลาภลอยก้อนโตตกลงมาใส่หัวพอดี จนทำให้เขารู้สึกมึนงงด้วยความประหลาดใจระคนยินดี ความตระหนกตกใจนั้นมีมากกว่าความดีใจเสียด้วยซ้ำ ส่งผลให้ใบหน้าของเขาดูว่างเปล่าไปชั่วขณะจนลืมคำขานรับ

เสวียนฉื้อไม่ได้ประหลาดใจกับปฏิกิริยาของเมิ่งฉี เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานว่า "จางหย่วนซานแห่งสำนักเจินอู่ และเจียงจื่อเวยแห่งหอล้างกระบี่ ต่างก็เอ่ยชมต่อพระรับแขกว่าเจ้าเป็นผู้ที่รู้จักกาลเทศะ รู้จักรุกถอย วาจาสุภาพเรียบร้อย และมีความอดทนอดกลั้นเป็นเลิศ นับว่าหาได้ยากยิ่งที่อาคันตุกะจากสำนักอื่นจะเอ่ยชมหลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดของวัดเส้าหลินเราเช่นนี้ ดังนั้นพวกเราจึงอนุญาตให้เจ้าเข้าสู่หอพระบู๊เพื่อขัดเกลาวรยุทธ์ เพื่อที่ในภายหน้าเจ้าจะได้ทำหน้าที่เป็นพระรับแขกสืบไป"

ในฐานะพระรับแขกของสำนักฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่ วรยุทธ์อย่างน้อยต้องอยู่ในระดับที่พอดูได้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหน้าสำนัก

"ศิษย์... ศิษย์เพียงแต่พยายามสะกดกลั้นตนเองอย่างถึงที่สุดเท่านั้นครับ" ในที่สุดเมิ่งฉีก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ขณะที่ลอบขอบคุณจางหย่วนซานและเจียงจื่อเวยที่ให้ความช่วยเหลือ เขาก็เผยความยินดีในใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

"การเป็นพระรับแขก สิ่งสำคัญที่สุดคือการสำรวมตน ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม และไม่ทำให้สำนักต้องเสียเกียรติ" เสวียนฉื้อตอบเมิ่งฉีด้วยท่าทีเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ท่วงท่าการเดินของเขาดูองอาจดั่งมังกรและพยัคฆ์ ดูไม่เหมือนพระสงฆ์เท่าใดนัก แต่กลับเหมือนจอมยุทธ์ผู้ท่องไปในยุทธภพมานานปีเสียมากกว่า

เสวียนคู่อมองเมิ่งฉีด้วยสายตาลึกซึ้งก่อนจะเอ่ยเรียบๆ ว่า "เมื่อเข้าสู่หอพระบู๊แล้ว กลอุบายทั้งหลายย่อมไร้ผล มีเพียงการทำความเข้าใจในหลักธรรม รักษาจิตใจให้สงบเยือกเย็น ไม่ใจร้อนหรือท้อถอย และหมั่นบำเพ็ญเพียรเท่านั้น จึงจะนับว่าเดินบนมรรคาที่ถูกต้อง ในแง่นี้เจินฮุ่ยยังทำได้ดีกว่าเจ้า"

เมิ่งฉีฟังออกถึงนัยแฝงในคำพูดนั้น อีกฝ่ายกำลังสงสัยว่าเขาจงใจประจบประแจงแขกอย่างจางหย่วนซานและเจียงจื่อเวยเพื่อหาทางหนีออกจากหอเบ็ดเตล็ด ซึ่งหากมองอย่างถึงที่สุดแล้ว มันแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากเกินไป

"การคาดเดาไปเองโดยที่ไม่ได้ยินหรือเห็นด้วยตาและหูของตนเองนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่พึงกระทำแล้วหรือครับ? ศิษย์อาเสวียนคู่ เมื่อความยึดติดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเปรียบเสมือนการตกสู่นรกอันไร้ขอบเขต" เมิ่งฉีไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมากล่าวหาโดยไร้เหตุผล หากไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจ เขามักจะโต้แย้งเสมอหากตนเป็นฝ่ายถูก

เดิมทีเขาตั้งใจจะหยิบยกพระคัมภีร์มาใช้ในการโต้ตอบ แต่ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เขายังอยู่ในขั้นเรียนรู้อักษรสันสกฤตและท่องบทสวดทำวัตรเช้า ยังไม่ได้เริ่มศึกษาพระธรรมอย่างจริงจัง ชั่วขณะนั้นเขาจึงทำได้เพียงโต้แย้งด้วยวิธีที่คุ้นเคยที่สุด

ท้ายที่สุด เมิ่งฉียังถึงกับพนมมือด้วยสีหน้าเคร่งขรึมสง่างาม "นะโม อมิตพุทธ"

"เจ้า!" เสวียนคู่เบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าเมิ่งฉีจะย้อนถามอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ แถมทุกเหตุผลที่อ้างมายังฟังดูสมเหตุสมผลจนเขาหาคำมาหักล้างไม่ได้

"หากเจ้าไร้ซึ่งจิตใจฝักใฝ่ทางธรรม มุ่งแต่จะเอาชนะด้วยฝีปาก ในภายหน้าเจ้าต้องถูกขับออกจากวัดเส้าหลินแน่นอน" เขาตอบกลับด้วยใบหน้าเย็นชา ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป ‘หากไม่ใช่เพราะวาจาดอกไม้ร่วงและหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเทประจบประแจงแขกเหรื่อจากสำนักต่างๆ มีหรือที่พวกเขาจะยอมเอ่ยปากช่วยหลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดตัวเล็กๆ อย่างเจ้า? ในโลกนี้จะมีผลโดยไร้เหตุได้อย่างไร?’

‘เฮ้อ... ศิษย์อาเสวียนคู่นี่ช่างหัวแข็งเหลือเกิน แข็งจนแทบจะเรียกได้ว่าดื้อรั้น ในภายหน้าเขาคงไม่พ้นต้องตกเข้าสู่มรคาปีศาจเป็นแน่...’ เมิ่งฉีแอบดื่มด่ำกับชัยชนะทางวาจาของตน ขณะที่เสวียนคู่ซึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าได้หายวับไปจากลานวัดแล้ว

ในตอนนั้นเอง เจินฮุ่ยที่กำไม้กวาดไว้แน่นมองเมิ่งฉีด้วยความงุนงง "ศิษย์พี่ พวกเรากำลังจะได้ไปหอพระบู๊แล้วเหรอครับ?"

"ก็ใช่น่ะสิ เจ้าเพิ่งรู้ตัวเหรอ?" เมิ่งฉีมองเจินฮุ่ยด้วยความประหลาดใจ เขาคุยกับเสวียนฉื้อและเสวียนคู่อยู่ตั้งนานสองนาน ความเร็วในการตอบสนองแบบนี้มันน่าทึ่งเกินไปหน่อยมั้ง?

เจินฮุ่ยเผยรอยยิ้มใสซื่อ "ใกล้จะได้ฝึก 'ฝ่ามือยูไล' เข้าไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว"

เมิ่งฉีแทบจะพ่นน้ำลายออกมา เขาต้องยอมรับว่าตนเองไม่สามารถตามความคิดของคนซื่อบื้อได้ทันจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เขารีบเรียกขวัญและกำลังใจกลับมาแล้วเอ่ยกับเจินฮุ่ยอย่างตื่นเต้นว่า "'ฝ่ามือยูไล' มันยังไกลเกินเอื้อมนัก เมื่อพวกเราบรรลุขั้นสะสมปราณสมบูรณ์ในหอพระบู๊แล้ว พวกเราจะสามารถเข้าถึงเจ็ดสิบสองยอดวิชาได้ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าอยากจะเรียนวิชาอย่าง 'ดัชนีดีดบุปผา' 'ดัชนีอนัตตากัลป์' และ 'วิชาหนึ่งใบงิ้วข้ามธาร' จริงๆ!"

"ทำไมล่ะครับ?" เจินฮุ่ยมองเมิ่งฉีอย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมศิษย์พี่ถึงยืนกรานจะเลือกวิชาเหล่านี้เป็นพิเศษ

เมิ่งฉีเอ่ยด้วยแววตาเป็นประกาย "ก็เพราะวิชาเหล่านี้มันดูสง่างามและพลิ้วไหวน่ะสิ! ในภายหน้า..."

เดิมทีเขาอยากจะพูดประมาณว่า "อาภรณ์ขาวสะบัดปลิว กระบี่ยาวประดุจสายฟ้า" แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ทันทีว่านี่คือวัดเส้าหลิน เขาจึงรีบปรับเปลี่ยน "ภาพจินตนาการในอนาคต" ของตนเองเล็กน้อย

"ศิษย์น้อง ข้าเคยเล่าเรื่องของพระอู๋ฮวาให้เจ้าฟังหรือยัง? การจะเป็นพระมันต้องไปให้ถึงระดับนั้น ลองจินตนาการดูสิ ในอนาคตมีเรือลำน้อยลอยละล่อง จีวรสีขาวสะอาดประดุจหิมะ ยืนนิ่งพร้อมด้วยดัชนีดีดบุปผาแฝงรอยยิ้ม—มันช่างดูเหมือนมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ขนาดไหน! ช่างสง่างามและหล่อเหลาเหลือเกิน! หึๆ ถ้าเจ้าเจอคนที่เจ้าไม่ชอบหน้า เจ้ายังสามารถพูดกับเขาได้ว่า: 'ประสก ทะเลทุกข์นั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต กลับตัวกลับใจเสียเถิด แล้วจะพบทางสว่าง'..."

ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งออกรสออกชาติ แต่แล้วจู่ๆ เขาก็นึกถึงวิชา "เสื้อเกราะเหล็ก" และ "ดาบห้าพยัคฆ์ตัดประตู" ขึ้นมา สีหน้าของเขาพลันหม่นลงทันที ความตื่นเต้นลดวูบลงไปมาก

"ไม่เป็นไร นี่มันก็แค่มาตรการชั่วคราวเท่านั้น ในอนาคตมันคงไม่เป็นแบบนี้ไปตลอดหรอก..." เมิ่งฉีปลอบใจตัวเองเบาๆ จนจิตใจเริ่มกระชุ่มกระชวยขึ้นมาใหม่ แต่ขณะที่เขากำลังจะอธิบายต่อ เจินเหยียนซึ่งอยู่ใกล้ๆ ก็จู่ๆ แทรกขึ้นมาว่า

"ยินดีด้วยนะ ศิษย์น้องเจินติ้งและศิษย์น้องเจินฮุ่ย ที่หลุดพ้นจากทะเลทุกข์อันไร้ขอบเขตอย่างหอเบ็ดเตล็ดแห่งนี้เสียที อย่างไรก็ตาม ศิษย์พี่ต้องขอเตือนพวกเจ้าไว้หน่อยว่าหอพระบู๊เองก็ไม่ใช่ดินแดนสุขาวดีหรอกนะ หลังจากบรรลุขั้นสะสมปราณสมบูรณ์แล้ว จะมีเพียงศิษย์ที่ถูกเลือกโดยเหล่าศิษย์อาเท่านั้นที่จะได้เรียนเจ็ดสิบสองยอดวิชา ส่วนพระรูปอื่นๆ จะยังคงอยู่ในหอพระบู๊ต่อไป เพื่อหมั่นฝึกฝน 'เพลงพลองปราบมังกร' เพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลสิบแปดอรหันต์ เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด"

เขามีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่เมิ่งฉีสัมผัสได้ว่ารอยยิ้มนั้นมันช่างปั้นแต่งเสียเหลือเกิน และคำพูดของเขาก็แฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาที่คอยสาดน้ำเย็นใส่คนอื่น

"ขอบพระคุณศิษย์พี่ที่ช่วยเตือนครับ" เมิ่งฉีเข้าใจความรู้สึกของเจินเหยียนในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี หากเป็นเขาที่ต้องใช้ชีวิตในหอเบ็ดเตล็ดมานานกว่าสามปี เฝ้าหวังทั้งกลางวันกลางคืนว่าจะได้เข้าหอพระบู๊แต่ก็ล้มเหลว ในขณะที่ศิษย์น้องที่เพิ่งเข้ามาใหม่กลับหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ไปต่อหน้าต่อตา เขาเองก็คงจะยิ้มออกมาได้น่าเกลียดกว่าการร้องไห้เสียอีก

การเดินทางกลับเป็นไปอย่างเงียบงัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะแหะๆ ของเจินฮุ่ยเป็นระยะๆ ทั้งสามคนก็กลับมาถึงหอเบ็ดเตล็ด

เมิ่งฉีรู้ดีว่าทุกคนรอบตัวเขาล้วนเป็นคนที่น่าสงสารไม่ต่างจากเจินเหยียนและเจินอิง เขาจึงไม่แสดงอาการดีใจจนเกินงามเพื่อหลีกเลี่ยงการไปกระตุ้นความรู้สึกของคนอื่น

ในช่วงมื้อค่ำ เมิ่งฉีถึงกับกำชับเจินฮุ่ยเป็นพิเศษว่าห้ามพูดจาส่งเดช

"แปะ แปะ แปะ" ขณะที่เมิ่งฉีกำลังเอร็ดอร่อยกับมื้ออาหาร เสียงตบมือก็ดังมาจากทางประตู

เมิ่งฉีหันไปมองและได้เห็นหลวงจีนเสวียนซินเดินเข้ามา เขาตบมือพร้อมรอยยิ้มกว้าง "ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หอเบ็ดเตล็ดของเราไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ! ในที่สุดวันนี้ก็มีศิษย์สองรูปถูกเลือกให้เข้าสู่หอพระบู๊เสียที!"

"เคร้ง เคร้ง เคร้ง" เสียงตะเกียบไม้หล่นลงบนโต๊ะยาวหรือพื้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหล่าหลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดทุกคน ยกเว้นเมิ่งฉี เจินฮุ่ย และเจินเหยียน ต่างพากันชะงักนิ่งราวกับเวลาถูกหยุดไว้ ความเงียบงันอันประหลาดเข้าปกคลุมห้องอาหารทันที

"เจินติ้ง เจินฮุ่ย พวกเจ้าจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?"

เมื่อสิ้นคำพูดของเสวียนซิน เหล่าหลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดที่กลายเป็นรูปปั้นก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พวกเขาต่างหันหัวมามองที่เมิ่งฉีและเจินฮุ่ย แววตาของพวกเขาดูมืดมนและไม่อาจหยั่งถึง จนทำให้เมิ่งฉีรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

"ทั้งหมดเป็นเพราะศิษย์อาเสวียนซินที่ช่วยจัดการให้ศิษย์ได้ไปทำความสะอาดที่หอฉานซินครับ" เมิ่งฉีรู้ดีว่าเหตุผลเบื้องหลังไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเสวียนซินไปได้ เขาจึงจงใจพูดเช่นนี้

เสวียนซินหัวเราะหึๆ "มันเป็นเพราะเจ้าเป็นคนฉลาดและหัวไวด้วยต่างหาก ข้ารู้นะว่าเจ้าชอบฟังเรื่องเล่าในยุทธภพ ในภายหน้าอย่าลืมที่นี่เสียล่ะ เอ๊ะ ทำไมพวกเจ้าทุกคนเอาแต่จ้องเจินติ้งกับเจินฮุ่ยล่ะ? ไม่คิดจะแสดงความยินดีกับพวกเขาหน่อยเหรอ?"

หลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดรูปหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูน่าเวทนายิ่งกว่าการร้องไห้ แล้วเอ่ยว่า "ยินดีด้วยนะ ศิษย์น้องเจินติ้งและศิษย์น้องเจินฮุ่ย ที่ได้เป็นพระบู๊"

"ยินดีด้วยนะ ศิษย์น้องเจินติ้งและศิษย์น้องเจินฮุ่ย ที่ได้เป็นพระบู๊" หลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดที่เหลือต่างก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน เสียงต่างๆ ดังระงมไปทั่วห้องอาหาร มีทั้งเสียงที่เวทนาตัวเอง ขมขื่น เคียดแค้น เจ็บปวด ริษยา และอิจฉา—อารมณ์หลากหลายประดังประเดเข้ามาจนเกินจะสาธยาย

เมิ่งฉีถอนหายใจเบาๆ "ศิษย์น้องเพียงแต่ได้รับความเมตตาจากพระพุทธองค์เท่านั้น หากศิษย์พี่ทุกท่านตั้งมั่นศรัทธาในพระพุทธองค์ ในภายหน้าพวกท่านก็จะได้รับผลบุญเช่นนี้เช่นกัน"

"ขอเพียงศิษย์พี่ทุกท่านตั้งใจกวาดพื้น ตั้งใจกินข้าว และตั้งใจนอนหลับ พวกท่านก็จะได้เข้าหอพระบู๊แน่นอนครับ" เจินฮุ่ยเอ่ยอย่างซื่อๆ

เมิ่งฉีรู้ดีว่านี่คือวิธีการที่ถูกต้องที่สุด แต่เมื่อสังเกตสีหน้าของเหล่าหลวงจีนเหล่านั้น กลับมีเพียงการเย้ยหยันและเกลียดชัง ไม่มีวี่แววของความเชื่อถือแม้แต่น้อย หากพวกเขาไม่รู้ว่าเจินฮุ่ยเป็นคนซื่อจนบื้อ พวกเขาคงคิดว่าเจินฮุ่ีกำลังพูดจาถากถางพวกเขาอยู่เป็นแน่

เมิ่งฉีพนมมือท่องพระนามพระพุทธเจ้า ก่อนจะดึงเจินฮุ่ยให้นั่งลงและก้มหน้าก้มตากินข้าว มื้อค่ำจบลงด้วยความเงียบงันอันน่าอึดอัด และการ "เล่าเรื่อง" ของเสวียนซินก็เริ่มขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้

"ศิษย์น้องเจินติ้ง ศิษย์น้องเจินฮุ่ย ศิษย์พี่รู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อถึงหอพระบู๊แล้ว อย่าลืมดูแลกันและกันด้วยนะ" เจินหยงที่มานั่งฟังเรื่องเล่าตามปกติเอ่ยพร้อมรอยยิ้มร่าเริง

เมิ่งฉีค่อนข้างสนิทกับเขาจึงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า "ศิษย์พี่เจินหยง ท่านต่างหากที่ยังต้องคอยดูแลศิษย์น้องคนนี้"

เจินหยงยิ้มตอบ "พวกศิษย์พี่ในหอพระบู๊จริงๆ แล้วทุกคนก็ชอบฟังเรื่องเล่าในยุทธภพเหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมลดตัวลงมานั่งฟังเหมือนข้า พวกเขาแค่รอให้ข้ากลับไปเล่าให้ฟังต่อ ดังนั้นศิษย์พี่คนนี้พอจะมีเส้นสายอยู่ในหอพระบู๊บ้าง หึๆ ตราบใดที่เจ้าขยันเล่าเรื่องสนุกๆ ให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็จะไม่ทำให้เจ้าลำบากหรอก"

"เรื่องนั้นน่ะเป็นงานถนัดของข้าเลยล่ะ" เมิ่งฉีพยักหน้าเบาๆ และเจินฮุ่ยก็พยักหน้าอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน "ข้าเองก็รู้เรื่องเล่าเยอะเหมือนกันนะครับ!"

เสวียนซินกระแอมไอ เพื่อหยุดเสียงกระซิบกระซาบเบื้องล่าง "เรื่องที่มาส่งอาคันตุกะจากสำนักต่างๆ ในวันนี้ พวกเจ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจ นี่เป็นเพียงการที่วัดเส้าหลินของเราให้ความสำคัญกับกาลเทศะเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราหวาดกลัวพวกเขาจริงๆ ลองคิดดูสิ แคว้นต้าจิ้นมีจอมยุทธ์ระดับกายธรรมเพียงสามคน และวัดเส้าหลินของเราก็ครองไปแล้วหนึ่งคน จะมีสำนักไหนมาต่อกรกับเราได้อีกล่ะ?"

"พวกเจ้ารู้ไหมว่าเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญที่สุดในยุทธภพในช่วงสิบปีที่ผ่านมาคืออะไร?"

‘หลวงจีนรูปนี้ช่างมีความภาคภูมิใจในเส้าหลินเหลือเกิน ถึงขนาดดูแคลนสำนักอื่นได้ขนาดนี้...’ เมิ่งฉีลอบส่ายหน้าและขานตอบเสียงดัง "พวกเราไม่ทราบครับ รบกวนศิษย์อาเสวียนซินช่วยชี้แนะด้วย"

หลวงจีนหอเบ็ดเตล็ดรูปอื่นๆ ต่างพากันเอ่ยตามอย่างอ่อนแรงว่าไม่รู้เช่นกัน

เสวียนซินไม่ได้ใส่ใจในสภาพของพวกเขาและเล่าต่อไปอย่างภาคภูมิใจว่า "เมื่อหลายสิบปีก่อน สำนักดับสวรรค์ หนึ่งในเก้าสำนักฝ่ายมาร ได้ให้กำเนิดอัจฉริยะที่ไร้ผู้ต้าน เขาบรรลุกายปีศาจได้ก่อนอายุห้าสิบปี จนแทบจะทัดเทียมกับจอมจักรพรรดิปีศาจในยุคบรรพกาล แซ่ของเขาคือหาน นามคือกวง และเรียกตนเองว่า 'จอมมาร' เขาเขย่าขวัญไปทั่วยุทธภพด้วยพลังอันมหาศาล จนเหล่ามารร้ายไม่กล้าขัดคำสั่ง ทว่าจอมมารผู้นี้ทำกรรมชั่วไว้มากเกินไปจนกรรมตามทัน ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากบรรลุกายปีศาจ ที่อยู่ของเขาก็ถูกเปิดโปงและถูกท่านเจ้าอาวาสขัดขวางไว้ได้"

"ศึกครั้งนั้นเมื่อเก้าปีก่อนน่ะนะ อื้อหือ แผ่นดินแยกภูเขาถล่ม ท้องฟ้ามืดมิด จนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ขึ้นใจกลางเทือกเขาไท่เย่ว์ มีเพียงท่านมหาเถระเจ้าอาวาสเท่านั้นที่เดินออกมาได้อย่างปลอดภัย มีข่าวลือว่าจอมมารผู้นั้นไม่ถูกสังหารก็ถูกสะกดไว้ภายใต้บารมีธรรม"

"หลังจากศึกครั้งนี้ ชื่อเสียงของวัดเส้าหลินเราก็บดบังสำนักอื่นๆ จนหมดสิ้น!"

เสวียนซินพ่นคำคุยโวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของเหล่ามหาเถระรูปต่างๆ ออกมาไม่หยุด ทำให้เมิ่งฉีและคนอื่นๆ รู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิม จนอยากจะก้าวขึ้นไปยืนในจุดนั้นบ้าง

ใครจะไปรู้ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะมีพลังอำนาจถึงขั้นเคลื่อนภูเขาถมทะเลได้ขนาดนั้น!

หลังจากฟังการ "เล่าเรื่อง" ของเสวียนซินจบ เมื่อกลับมาถึงห้องพัก เจินกวนและเจินอิงก็รีบเอาผ้าห่มคลุมหัวแล้วหลับปุ๋ยไปทันที โดยไม่สนใจเมิ่งฉีและเจินฮุ่ยเลย ส่วนเจินฮุ่ยเองหลังจากนั่งสมาธิได้ครู่หนึ่งก็หลับตามไปอย่างรวดเร็ว

เมิ่งฉีฝึกฝน "เคล็ดวิชาเสื้อเกราะเหล็ก" หนึ่งรอบ พลิกตัวไปมาอยู่นานกว่าจะข่มความตื่นเต้นให้หลับลงได้ เขารู้สึกอิจฉาในความนิ่งและไร้เรื่องฟุ้งซ่านของเจินฮุ่ยเสียจริง

ความมืดมิดปกคลุมหนาตา เมิ่งฉีรู้สึกว่าลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ และร่างกายของเขาราวกับถูกทับด้วยโคลนตมอันหนักอึ้ง

"ผีอำงั้นเหรอ?" เมิ่งฉีพอจะมีความรู้สึกตัวอยู่ในความฝัน เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้ตื่นขึ้นมา แต่แล้วเขาก็ได้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวและดุร้าย

เจินกวนกำลังใช้มือทั้งสองข้างบีบคอเมิ่งฉีไว้แน่น ร่างกายของเขาทับอยู่บนตัวเมิ่งฉีจนขยับเขยื้อนไม่ได้ ดวงตาของเขาฉายแววอาฆาตมาดร้าย แต่น้ำเสียงที่หลุดออกมากลับแผ่วเบาราวกับเสียงละเมอว่า:

"ฆ่าเจ้า... ต้องฆ่าเจ้า!"

"เจ้าแย่งโอกาสที่ข้าจะได้เข้าหอพระบู๊ไป!"

"ในเมื่อข้าไม่ได้เข้า คนอื่นก็อย่าหวังจะได้เข้าไปเลย!"

จบบทที่ บทที่ 22: ปฏิกิริยาตอบรับ

คัดลอกลิงก์แล้ว