- หน้าแรก
- จอมราชันย์เหนือภพ มหาเทพผู้เกรียงไกร
- บทที่ 12: ศึกแรก
บทที่ 12: ศึกแรก
บทที่ 12: ศึกแรก
บทที่ 12: ศึกแรก
ดาบยาวเล่มหนาที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันบ้าคลั่งซึ่งระเบิดออกมาจากความหวาดกลัวและความสั่นสะท้าน ฟันลงมายังเฉิงหย่งด้วยอานุภาพราวกับขุนเขาแยกพสุธา
เฉิงหย่งยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นขวางสลับไปมา ตั้งใจจะต้านทานและเบี่ยงทิศทางดาบโดยตรง วรยุทธ์ของเขานั้นเหนือกว่าเมิ่งฉีมากนัก รวมถึงสายตาก็เฉียบคมไม่แพ้กัน จังหวะที่เขาลงมือนั้นนับว่าไร้ที่ติ ทว่าทันทีที่เขายกฝ่ามือเหล็กขึ้น บาดแผลที่หน้าอกซ้ายก็กำเริบหนัก เลือดไหลทะลักออกมาเร็วขึ้น การเคลื่อนไหวชะงักงัน ฝ่ามือพลันไร้กำลังไปชั่วขณะ ดาบยาวจึงทะลวงผ่านการป้องกันพุ่งตรงเข้าหาใบหน้า
เขาเป็นชายที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ย่อมไม่ลนลานเมื่อภัยมาถึง เฉิงหย่งทิ้งตัวหงายหลังไปตามแรงดาบ ใช้ท่าลากลิ้งลาขี้เกียจหลบหลีกคมดาบของเมิ่งฉีได้อย่างหวุดหวิด ทว่าฝ่ายเมิ่งฉีนั้นขาดประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างแท้จริง เขาเกิดความลังเลจึงไม่ได้รุกไล่ตามน้ำในขณะที่เฉิงหย่งกำลังกลิ้งอยู่บนพื้น
ในระหว่างที่ลากลิ้งไปได้ครึ่งทาง เฉิงหย่งก็ใช้ฝ่ามือยันพื้นในท่าคางคก เท้าขวาพลันเตะกลับหลังเฉียงขึ้นบน หมายใจจะปลิดชีพศัตรูที่เขาคาดว่าต้องตามเข้ามาประชิดอก
นี่คือท่าไม้ตายก้นกุฏิของเขาที่เคยใช้พลิกสถานการณ์หลังจากถูกบีบให้ใช้ท่าลาขี้เกียจมานับครั้งไม่ถ้วน และเขาก็ตั้งใจจะใช้มันจบศึกนี้เช่นกัน
ทว่าเท้าขวาของเขากลับเตะได้เพียงความว่างเปล่า เฉิงหย่งอาศัยแรงส่งทะยานกายลุกขึ้นยืน จึงได้เห็นหลวงจีนน้อยหน้าขาวปากแดงผู้นั้นมองมาที่เขาด้วยท่าทางอยากจะรุกไล่แต่ก็ไม่กล้า ราวกับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกฝนและไร้ประสบการณ์การต่อสู้อย่างสิ้นเชิง
"บัดซบ!" เฉิงหย่งสบถในใจ ท่าไม้ตายที่เคยได้ผลมาตลอดกลับล้มเหลวเพียงเพราะคู่ต่อสู้เป็นพวกอ่อนหัดในยุทธภพที่ปล่อยโอกาสทองหลุดลอยไป! เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง หลังจากเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงติดต่อกัน เขาสัมผัสได้ว่าบาดแผลที่หน้าอกเริ่มย่ำแย่ลง เลือดไหลออกมามากขึ้น ความอ่อนล้าถาโถมเข้ามาจนเห็นดาวทองระยิบระยับอยู่ตรงหน้า ราวกับความมืดมิดจะเข้าปกคลุมได้ทุกเมื่อ
"ไม่ได้การ ต้องรักษาแผลก่อน" แม้เขาจะกินยาบงการวิญญาณเข้าไปจนทำให้กลายเป็นคนบ้าระห่ำและมุทะลุ อีกทั้งยังหวาดกลัวต่อการทรมานของยาจนไม่กล้าขัดคำสั่งเจ้าป้อมซ่อนจักรพรรดิ แต่เฉิงหย่งก็ยังคงมีสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่ มิเช่นนั้นเหล่าเจ้าสำนักที่ถูกควบคุมคงถูกเปิดโปงไปนานแล้ว
ในยามนี้เขารู้ดีว่าหากไม่รีบห้ามเลือด ภายในไม่กี่สิบอึดใจเขาคงบาดเจ็บสาหัสจนสิ้นสติ และกลายเป็นปลาบนแท่นประหารให้หลวงจีนน้อยผู้นี้สับแหลกเป็นแน่
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะฉีกเสื้อผ้ามาพันแผล จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างขัดใจจากหลวงจีนน้อยที่ก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับฟาดฟันดาบยาวลงมาอีกครั้ง!
"ไอ้สารเลว เมื่อกี้ทำไมไม่ตามเข้ามา!" เฉิงหย่งไม่มีทางเลือกนอกจากต้องฝืนใจเข้าปะทะกับเมิ่งฉี หมายจะจบศึกให้เร็วที่สุดเพื่อไปจัดการกับบาดแผล
เจียงจื่อเวยที่นั่งพิงประตูหินอยู่บนพื้น เห็นเมิ่งฉีราวกับเสือคลุ้มคลั่ง ลงดาบเร็วขึ้นและแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะดูไม่มีกระบวนท่าที่ชัดเจน แต่ดาบยาวและพละกำลังมหาศาลก็สร้างความได้เปรียบ เฉิงหย่งที่บาดเจ็บสาหัสมีวรยุทธ์ลดถอยลงและการเคลื่อนไหวที่ช้าลงมาก จนไม่อาจหาช่องว่างท่ามกลางพายุเพลิงดาบเพื่อเข้าประชิดตัวเมิ่งฉีได้เลย
"เพลงหมัดมั่วฆ่าครูมวย..." เจียงจื่อเวยนึกถึงคำพังเพยนี้ขึ้นมา จากนั้นนางก็ฉุกคิดได้และตะโกนบอกเสียงดัง "ฟันเฉียงขึ้นไปทางขวา!"
แม้จุดตันเถียนที่ท้องน้อยของนางจะถูกกระแทกจนไร้กำลังไปชั่วคราว แต่สายตาที่ผ่านการเปิดจุดทวารเนตรมาแล้วยังคงเฉียบคม นางย่อมมองเห็นจุดบอดในท่าเท้าของเฉิงหย่ง ประกอบกับความเร็วที่ลดลงของเฉิงหย่งในตอนนี้ทำให้นางสามารถ "ชี้นำ" เมิ่งฉีได้ทันท่วงที มิเช่นนั้นในการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือที่รวดเร็วปานสายฟ้า โอกาสคงหลุดลอยไปก่อนที่คำพูดจะพ้นจากปากเสียอีก
เมิ่งฉีฟาดฟันอยู่นาน เมื่อเห็นว่าเพลงดาบของตนราวกับพายุฝนที่บีบให้เฉิงหย่งต้องถอยกรูดจนเข้าใกล้ไม่ได้ เขาก็เกิดความลำพองใจประหนึ่งตนเองเป็นยอดฝีมือขึ้นมา
"นี่ต้องเป็นเพลงดาบสะบัดคลุมแน่ๆ..." เมิ่งฉีคิดในใจอย่างกระหยิ่ม แต่แน่นอนว่าเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เพลงดาบสะบัดคลุม แต่มันคือ "เพลงดาบสับแหลก" หากเฉิงหย่งไม่ได้บาดเจ็บปางตาย เขาคงถูกฆ่าทิ้งไปนานแล้ว
"ฟันเฉียงขึ้นไปทางขวา!" ทันใดนั้นเมิ่งฉีก็ได้ยินเสียงของเจียงจื่อเวย ทว่านี่เป็นการต่อสู้จริงครั้งแรกของเขา เขาไม่มีประสบการณ์ในการประสานงานกับนาง เมิ่งฉีจึงไม่อาจเปลี่ยนคำพูดที่ได้ยินให้กลายเป็นความคิดและสั่งการให้มือทำตามได้ทันที เขาจึงยังคงกวาดดาบออกไปในแนวขนานเหมือนเดิม
ฝ่ายเฉิงหย่งย่อมได้ยินเสียงของเจียงจื่อเวยเช่นกัน เขาตัดสินใจเดิมพันด้วยการย่อตัวลงแล้วพุ่งพรวดเข้าใส่ หมายจะจู่โจมที่ท้องน้อยของเมิ่งฉี
ประกายดาบวาบผ่านพร้อมเลือดที่ฉีดกระเซ็น เฉิงหย่งกุมต้นแขนซ้ายพลางซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว
จากนั้นเขาก็ดีดตัวขึ้นด้วยท่าปลาหลีฮื้อพลิกตัวแล้วจ้องหน้าเมิ่งฉีเขม็ง เพราะการพุ่งเข้าใส่เมื่อครู่นั้น เขากลับพุ่งเข้าไปรับคมดาบที่เมิ่งฉีกวาดออกไปในแนวขนานพอดิบพอดี จนทำให้แขนซ้ายบาดเจ็บสาหัสยิ่งกว่าเดิม
"ไหนบอกจะฟันเฉียงขึ้นบนไง!"
เมิ่งฉีตอบโต้สายตาคู่นั้นด้วยสีหน้าใสซื่อ ดูเหมือนเขาจะเข้าใจสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจึงจงใจพูดกวนประสาทว่า "ขออภัยด้วย ข้าตอบสนองช้าไปหน่อย ทำเจ้าผิดหวังเสียแล้ว"
"พรวด!" เฉิงหย่งโกรธจัดจนกระอักเลือดออกมาคำโต
"ฮ่าๆๆๆ" เจียงจื่อเวยกุมท้องน้อยหัวเราะจนตัวงอ "ข้ากะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้! ฮ่าๆ ต่อให้ต้องตายไปพร้อมกับหลวงจีนน้อย ข้าก็คงตายตาหลับเพราะขำตายนี่แหละ!"
โทสะของเฉิงหย่งพุ่งพล่านถึงขีดสุด เขาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาจี้จุดที่หน้าอกสองสามครั้งเพื่อห้ามเลือดทันที แม้แผลจะลึกเกินไปและการทำเช่นนี้จะเป็นเพียงการดื่มยาพิษเพื่อดับกระหาย เพราะแผลจะระเบิดออกอีกครั้งภายในสิบอึดใจและเขาคงต้องตายในตอนนั้น แต่เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว หากยังขืนพัวพันกับหลวงจีนน้อยจอมกวนผู้นี้ต่อไป เขาคงถูกลากไปตายหรือไม่ก็อกแตกตายเสียก่อน!
เมื่อเห็นท่าทางและสีหน้าที่ดูราวกับมีหนี้แค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ เมิ่งฉีก็หุบยิ้มลงและหัวใจเริ่มดิ่งวูบ เขารู้ดีว่าการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น
แรงกดดันอันหนักหน่วงโถมเข้าใส่ เขาจึงก้าวเท้าออกไปตามสัญชาตญาณพร้อมกับฟันดาบลงมาตรงๆ
เจียงจื่อเวยหยุดหัวเราะ นางพยายามยันกายกับประตูหินเพื่อลุกขึ้นช่วยเมิ่งฉี ทว่าจุดตันเถียนคือรากฐานของลมปราณ แม้จะไม่ถึงกับแตกสลายแต่ก็บอบช้ำไม่น้อย ภายในเวลาอันสั้นนางยังไม่อาจโคจรปราณแท้ที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ได้
หลังจากแผลของเฉิงหย่งหยุดเลือดไปชั่วคราว เขาก็ขยับเท้าก้าวเดินด้วยจังหวะที่ไม่กว้างไม่แคบจนเกินไป มือซ้ายที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ด้านล่าง ส่วนมือขวาวาดเป็นครึ่งวงกลมเข้าหาดาบยาวของเมิ่งฉี ราวกับตั้งใจจะรับดาบด้วยมือเปล่า
เมิ่งฉีลอบอุทาน "แย่แล้ว!" เขาใช้แรงทั้งหมดเปลี่ยนจากการฟันตรงเป็นการฟันเฉียงเพื่อหลบมือขวาของเฉิงหย่ง ทว่าเฉิงหย่งกลับใช้มือซ้ายกดคมดาบไว้ พลังมหาศาลปะทะเข้ามาจนเมิ่งฉีต้องถอยหลังไปหลายก้าวอย่างคุมไม่อยู่
เฉิงหย่งไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย เขาพุ่งเข้าจู่โจมซ้ำ ฝ่ามือของเขาฝ่าพายุแหว่งดาบเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า เมิ่งฉีตกอยู่ในวิกฤตทันที หากเฉิงหย่งไม่พะวงเรื่องความคมของดาบและเกรงว่าร่างกายน่าจะรับบาดเจ็บซ้ำซ้อนไม่ไหว เมิ่งฉีคงถูกฝ่ามือสังหารไปนานแล้ว
"ไม่ได้การ ถ้าขืนลากยาวไปแบบนี้ ข้าต้องตายแน่!" สัญชาตญาณอันตรายและเงาแห่งความตายทาบทับลงในใจเมิ่งฉี จนดวงตาของเขาเริ่มแดงก่ำ ดาบยาวในมืยังคงร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง แต่ในสมองกลับคิดหาทางรอดอย่างรวดเร็ว
"ทำไมข้าถึงไม่เรียนเพลงดาบมาบ้างนะ!" เมิ่งฉีรู้ดีว่าหากเขาพอมีพื้นฐานเพลงดาบอยู่บ้าง ด้วยสภาพร่างกายของเฉิงหย่งในตอนนี้ เขาคงพอจะตั้งรับและถ่วงเวลาจนกว่าแผลของเฉิงหย่งจะกำเริบหรือจนกว่าเจียงจื่อเวยจะฟื้นพลังได้ แต่ตอนนี้เขาทำได้แค่สับมั่วซั่วไปวันๆ! เขาความรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง
"เพลงดาบไม่ชำนาญ..." ทันใดนั้น ประกายความคิดหนึ่งก็วาบผ่านสมอง เมิ่งฉีนึกถึงตอนที่เฉิงหย่งพยายามจะแย่งดาบของเขาก่อนหน้านี้
เขากัดฟันกรอด ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลน ดาบยาวถูกฟันลงมาตรงๆ อีกครั้ง ดูเหมือนตั้งใจจะยอมตายตกไปตามกันกับเฉิงหย่ง
เฉิงหย่งแค่นยิ้มในใจ มือขวาวาดวงกลม มือซ้ายยกขึ้นรับและหนีบคมดาบไว้อย่างมั่นคง เมิ่งฉีทุ่มกำลังลงไปทั้งหมดจนไม่อาจเปลี่ยนทิศทางดาบได้อีก
ดาบยาวถูกฝ่ามือของเฉิงหย่งหนีบและบิดจนหลุดการควบคุมทันที ทว่าในจังหวะที่เฉิงหย่งออกแรงกระชากเพื่อแย่งดาบ เขากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ปลายมือ ราวกับเขากำลังออกแรงสู้กับอากาศ!
"แย่แล้ว!" แรงกระชากนั้นทำให้เขาเสียหลักซวนเซไปข้างหน้า ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นหลวงจีนน้อยก้าวเท้าเข้ามาสองก้าวด้วยจังหวะที่แม่นยำ พร้อมกับชกหมัดซ้ายออกไป
วินาทีที่ดาบยาวถูกเฉิงหย่งกุมไว้ได้ เมิ่งฉีก็คลายมือขวาทิ้งดาบไปทันที!
จากนั้นเขาก็อาศัยจังหวะที่หน้าอกและหน้าท้องของเฉิงหย่งเปิดกว้าง พุ่งเข้าหาและใช้ท่า "เสือดำควักหทัย" จากหมัดอรหันต์ด้วยมือซ้ายอย่างสุดแรง!
"โผะ!" หมัดซ้ายของเมิ่งฉีกระแทกเข้ากับบาดแผลที่หน้าอกซ้ายของเฉิงหย่งอย่างจัง ทันใดนั้นแผลก็ระเบิดออก เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำตก อาบไปทั่วศีรษะ ใบหน้า และลำตัวของเมิ่งฉี
เฉิงหย่งส่งเสียงขลุกขลักในลำคอ เขากุมดาบยาวไว้ด้วยมือทั้งสองข้างพลางถอยหลังไปหลายก้าว จ้องมองเมิ่งฉีที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดด้วยสายตาเหลือเชื่อและตกตะลึง
ตัวเขา... กลับต้องมาพ่ายแพ้และถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของหลวงจีนน้อยที่รู้จักแต่การสับดาบมั่วซั่ว และมีวรยุทธ์เพียงชั้นต่ำงั้นหรือ?
"ตุ้บ!" เฉิงหย่งล้มตึงไปข้างหลังจนฝุ่นตลบ ดวงตาของเขาเบิกค้าง ไม่ยอมหลับตาแม้ในวาระสุดท้าย
"ฮ่าๆๆๆ" เมิ่งฉีหัวเราะราวกับคนเสียสติ ความกลัว ความหวาดวิตก ความกดดัน ความสั่นสะท้าน และอารมณ์ที่ไม่อาจบรรยายได้ทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมา ประกอบกับเลือดที่อาบไปทั่วตัว ทำให้เขาดูดุร้ายและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง "ข้าไม่เป็นเพลงดาบ แต่ข้าเป็นเพลงหมัด! โดนข้าหลอกแล้วใช่ไหมล่ะ?!"
หลังจากหัวเราะระบายอารมณ์จนหนำใจ เมิ่งฉีก็หอบหายใจอย่างหนัก สัมผัสได้ว่าเรี่ยวแรงทั่วร่างถูกสูบหายไปจนหมดสิ้นและอ่อนเพลียอย่างถึงที่สุด
"หลวงจีนน้อย เจ้าเสียศีลแล้วนะ! ยังจะกล้าแทนตัวเองว่า 'ข้า... ข้า...' อีก" เมื่อศัตรูตัวฉกาจถูกกำจัด เจียงจื่อเวยก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความยินดีเอ่อล้นจนนางเริ่มล้อเล่นอย่างร่าเริง ทว่าด้วยความเป็นหญิงที่รู้สึกว่าไม่ควรเอ่ยคำหยาบ นางจึงไม่อาจหลุดคำว่า "ข้าผู้เป็นบิดา" (เหล่าจือ) ออกมาได้สำเร็จ
"รอดพ้นจากมหาภัยพิบัติมาได้ พระพุทธองค์ย่อมยินดีกับอาตมาและไม่ถือโทษโกรธเคืองหรอก..." เมิ่งฉีกล่าวด้วยใจที่เบาสบาย "แม่นางเจียง บาดแผลของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
เมื่อเห็นเขากำลังจะหันหน้ามา เจียงจื่อเวยก็รีบห้ามไว้ "อย่าเพิ่งห่วงข้าเลย รีบหยิบดาบของข้าไปแทงเข้าที่ระหว่างคิ้วของเขาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เขาแกล้งตายแล้วลอบโจมตี"
นี่คือสิ่งที่เจียงจื่อเวยถูกพร่ำสอนมาเสมอเกี่ยวกับการจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้
เมิ่งฉีพยักหน้า เขาถอยหลังไปหลายก้าวพลางจับตาดูเฉิงหย่งอย่างไม่วางตาขณะย่อตัวลงหยิบกระบี่ยาวของเจียงจื่อเวย จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปหาเฉิงหย่งอย่างระมัดระวัง และแทงเข้าไปที่จุดอิ้นถังระหว่างคิ้วจากระยะห่างที่ปลอดภัย
เมื่อกระบี่ยาวทะลวงผ่านจุดอิ้นถัง เมิ่งฉีจึงผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง เฉิงหย่งตายสนิทแล้วจริงๆ!
ถึงตอนนั้นเจียงจื่อเวยจึงมีอารมณ์เอ่ยชมว่า "หลวงจีนน้อย เจ้านี่มีพรสวรรค์ไม่เบาเลยนะ! ในการต่อสู้จริงครั้งแรก เจ้ากลับสามารถรักษาความสงบและมองสถานการณ์ได้อย่างเฉียบขาดจนวางกับดักได้ อีกทั้งยังเอาชนะความกลัว ยอมทิ้งดาบเพื่อใช้หมัดปิดบัญชีศัตรู ในภายหน้าเจ้าอาจจะได้กลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้"
"แหะๆ" เมื่อได้ยินคำชมจากยอดฝีมืออย่างเจียงจื่อเวย เมิ่งฉีก็หัวเราะออกมาอย่างโง่ๆ พลางรู้สึกลำพองใจอยู่ลึกๆ ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่คนหัวขี้เลื่อยในเรื่องวรยุทธ์เสียทีเดียว!
ในวินาทีนั้นเอง เลือดที่นองอยู่บนพื้นก็พลันเคลื่อนไหวและแปรเปลี่ยนเป็นตัวอักษร:
"เจียงจื่อเวยและเจินติ้ง ได้ช่วยให้เฉิงหย่งหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานของการถูกควบคุมโดยยาบงการวิญญาณ ภารกิจย่อยเสร็จสมบูรณ์ ได้รับรางวัลคนละสิบคะแนนความดี"
"แบบนี้ก็ได้เหรอ?" เมิ่งฉีและเจียงจื่อเวยสบตากัน ราวกับได้ยินความคิดของอีกฝ่าย การฆ่าคู่ต่อสู้ทิ้งนี่ก็นับว่าเป็นการช่วยให้หลุดพ้นเหมือนกันงั้นหรือ?
แต่เมื่อลองตรึกตรองดูให้ดี การต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้การบงการของยาบงการวิญญาณนั้นก็นับว่ามีชีวิตที่ตายทั้งเป็นจริงๆ!
"การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของพวกเราอาจจะผิดพลาดไปนิด ถ้าเป็นแบบนี้แล้วเราจะไปหาพรรคพวกช่วยจากที่ไหนได้ล่ะ?" คิ้วงามของเจียงจื่อเวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "หรือบางทีเราอาจจะไม่ต้องการพรรคพวกช่วยเลย?"
เมิ่งฉีกล่าวด้วยความสับสนและกังวล "แล้วภารกิจย่อยนี้มันจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ..."
"บางทีมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลยก็ได้" จู่ๆ เจียงจื่อเวยก็อุทานขึ้นมา "แย่แล้ว พี่ฉี!"