- หน้าแรก
- ระบบล่มแล้วไง ระบบชดเชยให้ผมเป็นเทพด้วยพรสวรรค์หนึ่งเดียวในจักรวาล
- บทที่ 31: กลุ่มทหารรับจ้างตระกูลหาน
บทที่ 31: กลุ่มทหารรับจ้างตระกูลหาน
บทที่ 31: กลุ่มทหารรับจ้างตระกูลหาน
“สิทธิ์ไม่เพียงพอ”
“......ช่างเถอะ ถามไปก็เปล่าประโยชน์ สงสัยจะเป็นเพราะเรื่องมิติต่ำนั่นแหละ”
ซูเซวียนเดินมายังโซนอุปกรณ์ สายตาจับจ้องไปยังรายการบนสุดของตารางแลกเปลี่ยนด้วยแววตาที่ลุกโชน
【แหวนมิติระดับต่ำ】—— 200 ล้าน!
พื้นที่: 10*10*10
แหล่งผลิต: แดนลับย่อยหัวอวี้
เงื่อนไขการใช้งานขั้นต่ำ: ผู้ฝึกยุทธขั้น 3
จำนวนคงเหลือ: 3 วง
หน้าต่างแลกเปลี่ยนเป็นแบบบริการตนเอง เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่ค่อยมีคน ซูเซวียนจึงรูดบัตรทันที
“ติ๊ด! การสั่งซื้อสำเร็จ!”
ไม่นานนัก กล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งก็เด้งออกมาจากช่องรับของ
ซูเซวียนเก็บมันไว้อย่างมิดชิดโดยไม่ได้เปิดดูตรงนั้น แล้วรีบกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ของตัวเองทันที เขาเข้าใจกฎเหล็กที่ว่า ‘อย่าอวดรวย’ เป็นอย่างดี
แหวนมิติ แท้จริงแล้วคือแผ่นชิปขนาดเล็กที่สร้างขึ้นจากแร่หินมิติในถ้ำใต้ดินหรือแดนลับ ซึ่งพกพาได้สะดวก
เพราะมูลค่ามันสูงลิบลิ่ว คงไม่มีใครบ้าใส่เป็นแหวนอวดโชว์บนนิ้วหรอก นั่นไม่ต่างอะไรกับการประกาศโต้งๆ ว่า:
ฉันรวยนะ รีบมาปล้นฉันสิ!
เงินจำนวน 200 ล้านมันมหาศาลขนาดไหน?
ต่อให้เป็นตระกูลมหาเศรษฐีในหัวอวี้ก็ยังต้องคิดหนักกว่าจะหมุนเงินก้อนนี้มาได้
จากนั้นซูเซวียนก็กดแลกของและกรอกรหัสแลกเปลี่ยน
“ติ๊ด! สินค้าถูกจัดส่งแล้ว”
นี่คือชุดรบระดับ E ที่แถมมากับการแลกเปลี่ยนผลึกวิญญาณ เดิมทีเขาวางแผนจะซื้อชุดรบระดับ D กับอาวุธโลหะผสมสักชิ้น
แต่เงื่อนไขการแลกวัสดุระดับ D กลับต้องใช้แต้มสะสม แถมราคายังพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้เหล่าผู้ฝึกยุทธขยันออกไปล่าสัตว์อสูรให้มากขึ้นนั่นเอง
กว่าจะจัดการธุระเสร็จ ฟ้าก็เกือบสว่างแล้ว ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นผู้ฝึกยุทธคือ หากไม่ได้ฝึกหนักหรือต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ก็แทบไม่ต้องหลับนอนเลย
นับว่าเป็นการยืดอายุขัยทางอ้อม
ซื้ออาหาร น้ำ และน้ำผึ้งมดเพิ่มอีกหน่อย...
ซูเซวียนตัดสินใจว่าจะออกไปล่าสัตว์อสูรสักรอบก่อนเริ่มการประลองยุทธ์หน้ากาก เพื่อหาทางแลกทักษะยุทธ์ประเภทดาบระดับ D มาให้ได้
......
ท่ามกลางแสงสลัวยามรุ่งสาง กลุ่มเมฆบดบังดวงอาทิตย์ ทำให้บรรยากาศยามเช้าดูอึมครึมเป็นพิเศษ
ณ ประตูเมืองหลวงหัวอวี้
จ้าวซิ่วเหยียนยืนอยู่ข้างซูเซวียนด้วยท่าทีประหม่า เวลานี้เป็นช่วงที่คึกคักที่สุดซึ่งเหล่ากลุ่มทหารรับจ้างจะออกนอกเมือง ทุกคนต่างกำลังต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบ
“เตรียมข้อมูลเรียบร้อยไหม ส่งมาให้ฉันดูหน่อย” ซูเซวียนเอ่ยถาม
จ้าวซิ่วเหยียนรีบตอบกลับทันที “คะ? เรียบร้อยค่ะ ฉันรวบรวมรายชื่อสถานที่ล่าสัตว์โดยอ้างอิงจากข้อมูลสัตว์อสูรที่พบบ่อย สภาพอากาศ และฤดูกาลแถวนี้ไว้แล้ว คุณลองดูสิคะ”
ซูเซวียนรับข้อมูลมาดูพลางพยักหน้า
จ้าวซิ่วเหยียนมีความรู้เรื่องสัตว์อสูรแน่นปึ้กจริงๆ เธอใช้ความรู้ทั้งหมดรวบรวมตำแหน่งของสัตว์อสูรระดับต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด
นับว่าเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่งเลยทีเดียว
ขณะที่กำลังตรวจสอบข้อมูลอยู่นั่นเอง
เสียงเครื่องยนต์ก็คำรามขึ้นเป็นระลอก
ประตูเมืองอันหนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก เพื่ออำนวยความสะดวกให้รถศึกของกลุ่มทหารรับจ้างสามารถเข้าออกได้
รถศึกขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าซึ่งสูงกว่าสองเมตรค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมา ร่างอันมหึมาของมันดูโดดเด่นท่ามกลางแสงอรุณ ราวกับรถไฟขบวนย่อมๆ
ตัวรถเคลือบด้วยสีด้านเพื่อลดการสะท้อนแสง ช่วยในการพรางตัวระหว่างปฏิบัติภารกิจในป่า
หน้ารถประดับด้วยตราสัญลักษณ์รูปใบไม้ขนาดใหญ่ รถศึกเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงมอเตอร์ทำงานแผ่วเบาและเสียงยางบดกับพื้นกรวดดังแกรกกรากเท่านั้น
ช่วงล่างของรถถูกยกให้สูงขึ้นเพื่อรองรับสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อน
รอบตัวรถติดตั้งกล้องขนาดเล็กและเซนเซอร์หลายจุด สำหรับตรวจจับสภาพแวดล้อมและสัตว์อสูรโดยรอบ
เกราะโลหะของตัวรถมีส่วนผสมของโลหะผสมอยู่ด้วย ทำให้สามารถต้านทานการโจมตีของสัตว์อสูรขนาดเล็กได้
รถศึกไม่ได้มีไว้เพื่อการเดินทางเท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับเก็บซากสัตว์อสูรและวัสดุต่างๆ อีกด้วย
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ฝึกยุทธเถื่อนถึงอยากเข้าร่วมกลุ่มทหารรับจ้างกันนัก
ซูเซวียนในชุดรบระดับ E ยืนอยู่ข้างจ้าวซิ่วเหยียนที่สวมชุดเดินป่าสีเทา
ร่างของทั้งสองดูบอบบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับขบวนรถศึกเหล่านั้น
เหล่านักล่าผู้ฝึกยุทธที่อยู่รอบๆ ต่างพากันซุบซิบ
“กลุ่มทหารรับจ้างตระกูลเย่เปลี่ยนรถใหม่อีกแล้วเหรอ? คันนี้คงหลายล้านแน่ๆ”
“ใครจะไปรู้ แต่พวกนั้นออกไปแต่ละทีก็เหมือนไปโกยเงิน รอบหนึ่งทำเงินได้อย่างต่ำก็แสนกว่าแล้ว”
“แม่งเอ๊ย! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกมันคนเยอะแล้วชอบกันท่าไม่ให้เราเข้าจุดล่าดีๆ ฉันก็หาได้เป็นแสนเหมือนกันแหละ”
“เมื่อเช้าเอ็งซัดเหล้าไปกี่จอกวะนั่น หาได้สักหมื่นก็บุญหัวแล้ว”
“รู้จักเด็กสองคนนั้นไหม จะไปเป็นนักล่าเหมือนกันรึไง?”
“ยังละอ่อนขนาดนั้น ออกไปคงกะหาประสบการณ์มากกว่ามั้ง ใส่แค่ชุดรบระดับ E แบบนั้น โคตรเสี่ยงตายเลย”
“เชี่ย! อย่าพูดเป็นลางสิวะ คราวก่อนฉันเกือบโดนราชาอสรพิษงาบไปแล้ว...”
“......”
แม้คำพูดของเหล่านักล่าจะฟังดูเหมือนล้อเลียน แต่สีหน้าของพวกเขากลับแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจในวิถีของตน
ทุกคนต่างก็มีไม้ตายก้นหีบซ่อนไว้
ขอแค่รอบคอบและระวังตัวให้ดี
เดือนหนึ่งก็หาเงินได้สองสามแสนสบายๆ
อย่างน้อยทุกคนที่นี่ก็มีชุดรบระดับ E สวมใส่กันถ้วนหน้า
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังมาจากรถศึกคันหนึ่งที่แล่นผ่าน สมาชิกกลุ่มทหารรับจ้างงูหางกระดิ่งลดกระจกลง พลางมองมาที่ซูเซวียนและจ้าวซิ่วเหยียนด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม
“ไอ้หมอนั่นไงที่กล้าปฏิเสธคำเชิญของหัวหน้าเรา วันนี้ไม่มีแม้แต่รถศึก ยังกล้าเสนอหน้าออกนอกเมืองอีกเหรอ?”
“แกทายสิว่าเป้ของพวกมันจะขนของกลับมาได้สักเท่าไหร่? สองหมื่น หรือสามหมื่น?”
“ฮ่าๆๆ อย่าตลกไปหน่อยเลย แค่รอดกลับมาได้ก็บุญโขแล้ว”
“......”
แต่ละคำพูดเต็มไปด้วยความดูถูกและอวดดี
ซูเซวียนได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น แววตาของเขาพลันฉายประกายเย็นเยียบ
‘ยังมีคนกล้ามาหาเรื่องฉันอีกเหรอ?’
‘คนขับรถฉีดน้ำคนก่อนโดนย้ายไปแล้ว ยังไม่รู้เรื่องกันอีกรึไง?’
ภายใต้กรอบแว่นหนาเตอะ ดวงตาของจ้าวซิ่วเหยียนฉายแววเด็ดเดี่ยว
เมื่อคืนเธอครุ่นคิดมาทั้งคืนแล้ว
เธอเชื่อมั่นว่าซูเซวียนต้องมีไพ่ตายซ่อนอยู่ คนที่สามารถล่าเสือดาวผลึกทมิฬได้ ไม่มีทางอาศัยแค่โชคช่วยแน่
เธอจึงชวนซูเซวียนคุยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “เทพซู คุณมีแฟนรึยังคะ?”
“ไม่มีหรอก มีแต่หมาเท่านั้นแหละที่ริจะมีความรัก” ซูเซวียนตอบกลับเสียงเรียบ
จ้าวซิ่วเหยียนถึงกับพูดไม่ออก
‘โลกของเหล่าเทพเป็นแบบนี้กันสินะ?’
‘ไม่ธรรมดาจริงๆ’
และราวกับจะตอกย้ำความคิดของเธอ
“ซูเซวียน? มาทำอะไรที่นี่?”
เสียงใสกระจ่างดังขึ้น ราวกับเสียงน้ำพุในหุบเขาลึก ทั้งไพเราะและรื่นหู
จ้าวซิ่วเหยียนมองลอดผ่านแว่นของเธอ เห็นใบหน้างดงามราวกับรูปสลัก ผิวขาวผ่องดุจหิมะ
ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายสูงส่งและองอาจจนผู้คนมิกล้าล่วงเกิน
ชั่วขณะนั้น เธอถึงกับลืมหายใจ
‘เท่ชะมัด! สวยมาก!’
หานเยียนหลิงสั่งให้รถศึกของตระกูลหานหยุดลง
เมื่อเช้าเธอตั้งใจจะชวนซูเซวียนมาด้วยกัน แต่เมื่อคิดว่าการออกนอกเมืองมันอันตราย จึงตัดสินใจไม่ติดต่อไป
ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอกันที่หน้าประตูเมืองแบบนี้
‘ดีจริงๆ บนรถไม่มีคนรู้จักเลย อึดอัดจะแย่’
“เสี่ยวหาน? ฉันจะออกไปเดินเล่นนอกเมืองน่ะ”
หานเยียนหลิงสังเกตเห็นชุดรบระดับ E บนตัวซูเซวียน ก็รู้ทันทีว่าเขาตั้งใจจะไปล่าสัตว์อสูร จึงออกคำสั่งสั้นๆ “ขึ้นรถ”
จ้าวซิ่วเหยียนยืนตะลึงงัน
นี่มัน... นางฟ้าจำแลงมาชัดๆ!
แล้วนั่นมันรถของตระกูลหาน ตระกูลมหาเศรษฐีไม่ใช่เหรอ?
เชิญหัวหน้าขึ้นรถเนี่ยนะ?
นี่คือเหตุผลที่คุณไม่ซื้อรถสินะ?
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครก็ได้บอกฉันที!!!
เหล่านักล่าผู้ฝึกยุทธที่ยืนอยู่แถวนั้นหน้าเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นม่วงคล้ำ
เพิ่งจะนินทาว่าเขาเป็นเด็กอ่อนประสบการณ์ไปหยกๆ กลับได้รับเชิญให้ขึ้นรถของกลุ่มทหารรับจ้างตระกูลมหาเศรษฐีเสียอย่างนั้น
จะบอกว่าไม่ตาร้อนก็คงโกหก
ในใจมันเปรี้ยวจี๊ด เหมือนกลืนบ๊วยเค็มเข้าไปร้อยเม็ด
อีกอย่าง ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ากลุ่มทหารรับจ้างตระกูลหานจะมีสมาชิกที่งดงามปานนี้ด้วย
ซูเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
สองขายังไงก็วิ่งสู้รถไม่ได้อยู่แล้ว ติดรถไปด้วยก็ไม่กระทบแผนการอะไร
เขาจึงพยักหน้า แล้วพาจ้าวซิ่วเหยียนมุดเข้าไปในรถ
“หัวหน้าคะ สาวสวยคนนี้เป็นอะไรกับคุณเหรอคะ?” ก่อนจะก้าวขึ้นรถ จ้าวซิ่วเหยียนอดไม่ได้ที่จะกระซิบถาม
จิตวิญญาณแห่งความเผือกกำลังลุกโชน!
ซูเซวียนตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ฉันเป็นพ่อบ้านของเธอน่ะ”
“??????”