เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - เรื่องที่เห็นจนชินตา

บทที่ 11 - เรื่องที่เห็นจนชินตา

บทที่ 11 - เรื่องที่เห็นจนชินตา


บทที่ 11 - เรื่องที่เห็นจนชินตา

จางเฉินปิดประตูห้อง มีเวลาได้ทบทวนสถานการณ์ปัจจุบัน

อนาคตที่มืดมน แม่ที่สุดแสนจะรับมือยาก พ่อที่ยอมคนไปทั่ว ป้าที่ปากร้ายใจดำ และครอบครัวที่กำลังจะแตกแยก

ช่างคล้องจองกันดีเหลือเกิน!

สีสันพื้นฐานของเรื่องตลก ก็คือความโศกเศร้าสินะ

แต่ว่า... จางเฉินล้วงเงินสามสิบเจ็ดหยวนที่มีทั้งแบงก์ย่อยและเหรียญออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะกระจก

จู่ๆ เขาก็นึกถึงกิ๊บติดผมรูปผีเสื้อสีแดงของเสิ่นนั่วอีขึ้นมา อันนั้นสวยจริงๆ

เมื่อยืนยันความจริงเรื่องการย้อนเวลากลับมาได้แล้ว และถูกชีวิตเฆี่ยนตีมาหนึ่งวัน จางเฉินรู้สึกว่าตัวเองควรจะงัดเอาความสามารถที่แท้จริงออกมาบ้างแล้ว

ชีวิตมอบความขมขื่นให้ป๋า ป๋าก็จะมอบบทเพลงให้ชีวิต

เสียงเพลงแห่งชัยชนะช่างกังวานสดใส อื้มฮึ

เขากางข้อสอบของวันนี้ออก แล้วไปรื้อค้นข้อสอบวิชาอื่นๆ อีกหลายชุดออกมาจากตู้หนังสือ ดีมาก จะใช้ความสามารถที่สั่งสมมาจากการล้มลุกคลุกคลานหลายปี มาทดสอบฝีมือในตอนนี้ดูหน่อย

ข้อสอบภาษาอังกฤษที่ได้ที่โหล่ 53 คะแนนฉบับนี้... หึหึ ลองดูก็รู้

ต้องรู้ก่อนว่าจางเฉินในตอนนั้นเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นสามห่วยๆ ที่ต้องจ่ายเงินเรียน ต่อมามหาวิทยาลัยนั้นดันโชคดีถูกควบรวมกิจการจนยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสอง จากนั้นเขาก็เจ็บปวดจากความผิดพลาดและฮึดสู้ขึ้นมา เคยพยายามสอบเข้าปริญญาโทมหาวิทยาลัยชั้นนำ (โครงการ 211) ในเขตที่คะแนนไม่สูงมาก สุดท้ายคะแนนขาดไปสามสิบคะแนนถึงจะผ่านเกณฑ์

แม้จะเป็นเขตที่คะแนนไม่สูง แต่การขาดไปสามสิบคะแนน ก็แสดงให้เห็นว่าตอนนั้นมีหวังสอบติดแล้ว และเป็นการยืนยันความพยายามของจางเฉินในทางอ้อมด้วย

ใช่แล้ว นี่มันก็เหมือนกับศิษย์ที่สอบเข้าสำนักใหญ่ไม่ติด กลับมายังเมืองเล็กๆ เพื่อต่อกรกับตระกูลธรรมดา ก็น่าจะยังพอสร้างอาณาจักรของตัวเองได้อยู่แหละมั้ง

อืม... น่าจะได้แหละ?

ดังนั้นเมื่อลองทำข้อสอบภาษาอังกฤษฉบับนี้ใหม่ คำตอบที่ถูกผิดก็ไม่ต้องไปใส่ใจมันมาก เดิมทีตอนทำก็มีส่วนที่เดาสุ่มอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ากาข้อ C ทั้งหมดเสียหน่อย ยังมีมั่วถูกไปตั้งหลายข้อ

ความจริงภาษาอังกฤษถือว่าพอใช้ได้ แม้จะสอบปริญญาโทไม่ติดมาหลายปี แต่เพราะเป็นสิ่งที่ต้องใช้อยู่ตลอด กลับกลายเป็นว่ามีความชำนาญ เขาเปิดเทปข้อสอบภาษาอังกฤษด้วยวิทยุยี่ห้อไห่โอว (นกนางนวล) ให้ตายเถอะ สำเนียงในเทปนั่นเหมือนอมขี้ฟันพูด ฟังแล้วอู้อี้ชอบกล คนที่ออกมาทำงานในสังคมหลายปีอย่างเขา พอมาฟังปุ๊บก็รู้สึกว่ามันช่างห่างไกลเหลือเกิน

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก การสอบมัธยมปลายก็เหมือนการแข่งขันของนักกีฬา บางอย่างต้องรักษาความตื่นตัวในสนามแข่งไว้ตลอด ไม่ใช่ว่าใครมีวุฒิสูงๆ กลับมาแล้วจะทำได้คล่องมือไปหมด แม้แต่การฟังภาษาอังกฤษ ก็ยังต้องฝึกหูให้ชิน คะแนนการฟังสามสิบคะแนน ตีซะว่าตัวเองได้สัก 20 คะแนนก็แล้วกัน

จากนั้นก็ทำข้อสอบทั้งชุดจนเสร็จ ข้อสอบภาษาอังกฤษ 150 คะแนน พอลองคำนวณดูตอนนี้ คะแนนที่ตัวเองทำได้คือ 122

122... จางเฉินมองตัวเลขนี้ มันมีค่าแค่ไหนกันนะ? ก็ประมาณความสามารถของลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของเขา

ก่อนหน้านี้ป้าหลิวซูเจินบอกว่า หลี่เหวย ลูกพี่ลูกน้องของเขาคะแนนภาษาอังกฤษไม่เคยต่ำกว่า 120 นั่นก็คือระดับ 120 เพราะถ้าสอบได้ถึง 130 ป้าแกคงไม่มีทางปิดเงียบแน่

แม้ 122 จะยังห่างชั้นกับ 139 ของเสิ่นนั่วอีอยู่มาก แต่นี่เป็นแค่การลองเชิงเล็กๆ น้อยๆ เป็นผลจากการสั่งสมและใช้คำศัพท์มาหลายปี ถ้าพยายามอีกหน่อย การจะเพิ่มคะแนนขึ้นไปอีกก็ยังมีความเป็นไปได้

แล้ววิชาวิทย์ล่ะ?

จางเฉินพึมพำในปาก "ฟิสิกส์ ฟิสิกส์! มาตัดสินกัน!"

เขาค้นหาข้อสอบเก่าที่ยังว่างเปล่าซึ่งทับอยู่ในตู้หนังสือออกมา แล้วเริ่มลงมือเขียน

ผ่านไปไม่นาน จางเฉินก็ปิดข้อสอบลง

แล้วหยิบข้อสอบเปล่าที่เขียนว่า "รวมข้อสอบเคมีเมืองหรงเฉิง" ออกมาเปิดดู

ผ่านไปไม่นานก็ปิดมันลงเช่นกัน

พนมมือไหว้

ขอโทษที เมื่อกี้ผมเสียงดังไปหน่อย

ห่างเหินจากฟิสิกส์เคมีไปหลายปีขนาดนี้ แม้แต่โจทย์ยังอ่านไม่รู้เรื่องเลยเว้ยเฮ้ย!

เป็นผมเองที่ไม่ให้เกียรติวิชาวิทย์มัธยมปลาย

สุดท้ายยังมีคณิตศาสตร์ เอาเถอะ อย่างน้อยคณิตศาสตร์ก็เป็นวิชาที่คนเคยสอบปริญญาโทต้องเจอ คณิตศาสตร์ระดับปริญญาโทกับมัธยมปลายจริงๆ แล้วมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพียงแต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ของหลายอย่างที่ควรจะหยิบจับมาใช้ได้คล่องกลับลืมไปหมด แนวทางการแก้โจทย์คร่าวๆ ยังพอรู้ หลักๆ คือมองภาพรวมออก แต่สูตรคณิตศาสตร์มัธยมปลายตอนนี้ดันจำไม่ได้บ้างแล้ว

แต่ยังพอมีทางแก้ ยังมีทางแก้

ถ้าเอาความฮึดตอนสอบปริญญาโทมาใช้กับคณิตศาสตร์ ฝึกสูตรฝึกโจทย์ให้คล่องมือ ก็น่าจะทำได้ถึง 120 ถ้าฟอร์มดีหน่อย เผลอๆ อาจแตะ 130

หึ "ถ้าฟอร์มดีหน่อย" นี่แทบจะเป็นความคิดที่ทุกคนเคยมีกันทั้งนั้น

ภาษาจีนโชคดีที่พื้นฐานดีมาตลอด น่าจะทำได้ถึง 120 พอย้อนกลับมาตอนนี้ ก็น่าจะสอบได้คะแนนสูงกว่าเดิม ฟิสิกส์เคมีขอแค่สอบผ่านไม่เป็นตัวถ่วงก็พอ เผื่อว่าฟอร์มดีอีกนิด สองวิชารวมกันตีซะสองร้อยคะแนน

ถ้างั้นลองคำนวณคร่าวๆ คะแนนรวมที่ได้จากแต้มต่อของการเกิดใหม่น่าจะแตะ 560

เชี่ย 560 ต้องรู้ก่อนนะว่าจางเฉินในตอนนี้ คะแนนรวมอยู่แค่ราวๆ สี่ร้อยหนึ่งสี่ร้อยสอง เป็นที่โหล่ของห้อง ตอน ม.6 โชคดีที่ยังพยายามฮึดขึ้นมาหน่อย ตอนนั้นสอบได้ 430 คะแนน พอจะยื่นเข้ามหาวิทยาลัยชั้นสามราคาแพงได้

ปีที่แล้วคะแนนขั้นต่ำของมหาวิทยาลัยชั้นนำในมณฑลอยู่ที่ 520 แน่นอนว่านี่เป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง หมายความว่า ตัวเองเหมือนได้รับพลังวัตรเพิ่มมาหลายสิบปี จาก 430 ที่เป็นที่โหล่ของห้อง ก็สามารถกระโดดขึ้นไปอยู่ในระดับเหนือเกณฑ์มหาวิทยาลัยชั้นนำได้แล้ว?

แน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นแค่การคาดการณ์ เงื่อนไขคือเขาต้องงัดเอาความฮึดตอนสอบปริญญาโทออกมาให้ได้

แต่ก็นะ ตัวเองจะได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นนักเรียนดีเด่นที่เชิดหน้าชูตาได้บ้างแล้วสินะ...

ตามหลักแล้ว ในฐานะผู้ที่ย้อนเวลากลับมา เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องการเรียนมากนักก็ได้ น่าจะมีโอกาสหาเงินได้ตั้งมากมาย สำหรับชีวิตของบางคน การมีธุรกิจและการงานที่มั่นคงไม่ใช่ความสุขที่สุดหรอกหรือ?

แต่จางเฉินไม่เหมือนคนอื่น อดีตที่ผ่านมาของเขา เป็นทั้งผู้หนีปัญหาและผู้ล้มเหลว แม้แต่ตอนสอบปริญญาโท ก็ยังพ่ายแพ้ยับเยิน

ครั้งนี้ เขาแค่อยากจะลองไม่หนีไม่หลบดูสักครั้ง ย้อนกลับมาในช่วงมัธยมปลายของตัวเอง เผชิญหน้ากับโชคชะตาที่เคยทำให้เขาพ่ายแพ้กลับไป

จางเฉินที่ตระหนักถึงจุดนี้กำหมัดแน่น ความรู้สึกในใจพุ่งพล่านจนแทบระงับไม่อยู่ เขามองไปที่ประตูห้อง เปิดประตูออก แล้วเดินไปที่ห้องรับแขก

จางจงหัวกับหวงฮุ่ยเฟินยังคงดูทีวีอยู่ในห้องรับแขก โดยหรี่เสียงให้เบาลง ทั้งคู่มองมาที่เขาซึ่งเดินออกมา

จางจงหัวชี้ไปที่โต๊ะในห้องรับแขก "กินผลไม้ไหม? หั่นไว้ให้แล้ว ไอ้ลูกชาย"

จางเฉินมองทั้งสองคน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พ่อ แม่ รอผมสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ให้พวกเรานะ!"

ทั้งสองคนชะงักไปชั่วขณะ

จางจงหัวหันไปมองหวงฮุ่ยเฟินอย่างงุนงง หวงฮุ่ยเฟินเบิกตากว้าง ลุกพรวดขึ้นมา "ดีเลย! แกจะหาแฟนกี่คนฮะ? แกจะเล่นชู้เหรอ! ยังจะมาสร้างอาณาจักร จะมีนางสนมสามพันนางหรือไง!"

คราวนี้จางจงหัวกอดอกมองเขาด้วยหางตา ส่วนหวงฮุ่ยเฟินเริ่มมองหาไม้แขวนเสื้อไปทั่ว

"ไม่ใช่ๆ ผมหมายถึงผลการเรียน ผมพูดถึงคะแนนสอบ!" เวรเอ๊ย เชื่อมโยงไปเรื่องนั้นได้ยังไงเนี่ย? สองคนนี้ยังออกจากบริบทเมื่อกี้ไม่ได้อีกเหรอ สงสัยในหัวยังคิดแต่เรื่องที่มีสาวเขียนจดหมายรักให้จางเฉินอยู่แน่ๆ!

พอได้ยินจางเฉินอธิบาย บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ก็ฝ่อลงทันที

"อ๋อ แกก็รีบพูดสิ" หวงฮุ่ยเฟินนั่งลงบนโซฟา

จางจงหัวหันหัวกลับไปเหมือนหุ่นยนต์ สายตากลับไปจ้องทีวีต่อ

พวกคุณสองคนไม่คิดจะแกล้งทำหน่อยเหรอ!

อุตส่าห์ลูกชายตื่นรู้จะขยันเรียนทั้งที อย่างน้อยก็ควรให้กำลังใจกันหน่อยสิ!

หารู้ไม่ว่าในสายตาของทั้งคู่ นี่ก็แค่อาการบ้าชั่วคราวของจางเฉินอีกแล้ว

พวกเขาชินชาเสียแล้ว เห็นจนเป็นเรื่องปกติ

สุดท้ายจางจงหัวเห็นเขายืนเหม่อก็ทนไม่ไหว เลยเอ่ยปากตอบรับไปประโยคหนึ่ง "ถ้าสอบปลายภาคแกไม่รั้งท้ายของห้อง ให้ฉันไปประชุมผู้ปกครองโดยไม่ต้องปิดหน้าปิดตา ฉันก็พอใจแล้ว"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 11 - เรื่องที่เห็นจนชินตา

คัดลอกลิงก์แล้ว