เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - สามความสูญเสียแห่งชีวิต

บทที่ 1 - สามความสูญเสียแห่งชีวิต

บทที่ 1 - สามความสูญเสียแห่งชีวิต


บทที่ 1 - สามความสูญเสียแห่งชีวิต

หน้าต่างเหล็กดัดสีแดงที่สีลอกร่อนและขึ้นสนิมแบ่งแยกทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างออกเป็นส่วนๆ ตรงนั้นมีชายคาของตึกพักอาศัยแบบเก่ากินพื้นที่ไปครึ่งท้องฟ้า สลับกับยอดตึกฝั่งตรงข้ามที่มีหญ้าคาขึ้นรกระเกะระกะบนดาดฟ้า

หน้าต่างบานนี้หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แสงสว่างจึงส่องเข้ามาได้ไม่ดีนัก ทำให้ทั่วทั้งห้องจมอยู่ในบรรยากาศกึ่งสว่างกึ่งมืดของยามบ่ายในฤดูร้อน

บนโต๊ะที่ปูทับด้วยแผ่นกระจกริมหน้าต่าง ด้านซ้ายติดกำแพงมีวิทยุเทปคาสเซตแบบสามชิ้นส่วนเทอะทะตั้งอยู่ บนเครื่องมีตราโลโก้สีแดงเขียนว่า “Haiou” (นกนางนวล)

กล่องเก็บเทปคาสเซตเหล่านั้นและคลื่นวิทยุที่มีเสียงซ่ารบกวนบนวิทยุเครื่องนี้ ได้อยู่เป็นเพื่อนจางเฉินผ่านพ้นช่วงชีวิตนักเรียนมาทั้งยุคสมัย

ส่วนการตกแต่งห้องนี้จะว่าอย่างไรดี ก็ดูเรียบง่ายตามมาตรฐานทั่วไป

มีตู้เสื้อผ้าไม้แดงแบบเก่าที่รอดพ้นจากการย้ายบ้านมาหลายครั้ง ถัดไปเป็นโต๊ะหัวเตียง ตู้หนังสือ และเตียงเดี่ยวโครงไม้ทำมือที่จางเฉินนอนมาตั้งแต่เด็ก

นี่คือห้องที่จางเฉินเติบโตมา หากไม่ใช่เพราะย่านนี้มีข่าวลือเรื่องนโยบายเวนคืนที่ดินและเงินชดเชยมาตลอด จางเฉินคงจัดการขายบ้านเก่าหลังนี้ทิ้งไปนานแล้ว

บางครั้งสิ่งที่ไม่อยากเผชิญหน้ายิ่งกว่า ก็คือรูปถ่ายขนาด 7 นิ้วที่วางอยู่ริมโต๊ะ

นั่นคือรูปถ่ายของแม่เขา หวงฮุ่ยเฟิน ที่อุ้มเขาในวัยห้าขวบถ่ายรูปคู่กันในสวนสาธารณะ ภาพนั้นเหลืองซีดไปตามกาลเวลาที่ยาวนาน

นี่เป็นรูปใบเดียวของหวงฮุ่ยเฟินที่เขาตั้งโชว์ไว้ นอกเหนือจากนี้ รูปถ่ายขาวดำใบอื่นๆ ของเธอ เขาได้ยัดพวกมันเข้าไปในลิ้นชักลึกสุดของตู้หนังสือไปนานแล้ว

แม่ผู้แปลกประหลาดของเขา หวงฮุ่ยเฟิน สร้างความทรงจำที่ “ยากจะลืมเลือน” ให้เขาอย่างไม่สิ้นสุดจริงๆ ความสัมพันธ์แม่ลูกคู่นี้ใช้คำว่าบ้านแตกสาแหรกขาด คู่เวรคู่กรรม ขิงก็ราข่าก็แรง หรือถั่วทองแดงปะทะกระทะเหล็กมาบรรยายก็คงไม่เกินเลย จะแยกจากก็ไม่ได้ จะเจอกันก็ไม่ดี

จางเฉินไม่ใช่เด็กว่างนอนสอนง่ายมาตั้งแต่เล็ก ในยุคที่ระเบียนประวัตินักเรียนยังสำคัญและโรงเรียนทั่วไปมักจะให้คำประเมินที่ดี แต่คำวิจารณ์สมัยอนุบาลของจางเฉินคือครูหวังว่าเขาจะลดการต่อยตีลงหน่อย อย่าเอาแต่เพ้อฝัน ให้มองความเป็นจริงบ้าง บางครั้งสัปดาห์หนึ่งต้องเชิญผู้ปกครองถึงสองหน สิ่งที่ตามมาคือหวงฮุ่ยเฟินที่ถือไม้แขวนเสื้อไล่ฟาดไม่ห่างมือ ในทางเดินตึกมักจะเห็นจางเฉินวิ่งหนีไปทั่ว โดยมีหวงฮุ่ยเฟินถือไม้แขวนเสื้อตะโกนด่าไล่ตีอยู่ข้างหลัง

อันที่จริงจางเฉินก็ทำตัวไม่ให้พวกเขาสบายใจจริงๆ ตั้งแต่เล็กจนโตหนังสือหนังหาไม่เรียน อ่านแต่นิยายกำลังภายในหรือการ์ตูนโดราเอมอนของนอก ทำให้มักจะใช้ชีวิตอยู่ในความเพ้อฝัน หลงตัวเองสูงส่งแบบงงๆ หรือจะพูดอีกอย่างคือ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การที่คุณมีออร่าพระเอก แต่คือการที่คุณคิดไปเองว่ามีออร่าพระเอก แล้ววิ่งเอาหัวพุ่งชนเสือร้าย

การเรียนตกต่ำ ผลการเรียนไม่เคยจะดี สอบเอ็นทรานซ์ก็พังไม่เป็นท่า ฝืนเข้ามหาวิทยาลัยประเภทจ่ายครบจบแน่มาได้แบบถูไถ

ต่อมาเมื่อเข้าสู่สังคมทำงานก็เจออุปสรรคชนกำแพง ครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็จะเหมือนวันนี้ที่ซื้อเหล้ามาเมามายหลบมาอยู่ที่บ้านเก่า ขดตัวซ่อนเร้นจากโลกภายนอก เมาหัวราน้ำ

แอลกอฮอล์ทำให้ปวดหัวตุบๆ จางเฉินนอนแผ่อยู่บนเตียง ไม่ได้หวังจะตรัสรู้ฉับพลันอะไร เพราะในความเป็นจริงต่อให้ตรัสรู้แล้ว หลุมพรางที่ต้องเดินผ่านในชีวิตก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

จางเฉินที่บอบช้ำไปทั้งตัวสรุปชีวิตครึ่งแรกของตนเอง และตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าอะไรคือ “สามความสูญเสียแห่งชีวิต”

ความสูญเสียแรก คือความทะเยอทะยานที่เกินความสามารถในวัยหนุ่ม ความฉลาดไม่ได้ถูกใช้ในทางที่ถูกที่ควร แม้ภายหลังจะประสบความสำเร็จเล็กน้อย แต่พอนึกถึงความลำบากที่ผ่านมา ก็ยังนึกเสียใจที่ตอนนั้นใช้ช่วงเวลาวัยหนุ่มสาวไปอย่างสูญเปล่า

ความสูญเสียที่สอง คือความเย่อหยิ่งจองหอง เคยมีโอกาสมากมายวางอยู่ตรงหน้าแต่มองข้ามไป มองไม่เห็นเส้นทางที่ตัวเองควรเดิน ผลสุดท้ายก็พลาดโอกาสดีๆ ไปมากมาย และทำให้บางคนต้องผิดหวัง

ความสูญเสียที่สาม ก็น่าจะเป็นความติดค้างที่มีต่อพ่อแม่ ผลการเรียนไม่ดี เจอแต่อุปสรรค ทำให้พ่อแม่ต้องคอยกังวลกับอนาคตของเขาอยู่ตลอด

แม่ของเขา หวงฮุ่ยเฟิน ในตอนนั้นเพื่อเขาจึงไปตั้งแผงขายผลไม้ ร่างกายก็เริ่มพังทลายลงในช่วงเวลานั้นเอง

การทำร้านผลไม้เพื่อให้ได้ของดี คุณต้องตื่นตีสองตีสามไปคัดของ ถ้าไปสายของดีๆ ก็จะโดนชุดก่อนหน้าเหมาไปหมด ตีห้าขนกลับมาที่ร้าน จัดเรียงของทยอยขึ้นแผง เฝ้าแผงขายของชีวิตมักจะไม่เป็นเวลา กินข้าวไม่ตรงเวลา แถมผลไม้บางลูกที่เน่าเสียก็เสียดายไม่กล้าทิ้ง ยอมกินส่วนที่มีสารพิษเข้าไปเอง คนสมัยนั้นจะไปพิถีพิถันอะไรมากนัก

หวงฮุ่ยเฟินปวดกระเพาะเรื้อรังมาตลอด ละเลยการตรวจร่างกาย จนสุดท้ายพอไปตรวจ ก็พบว่าเป็นระยะสุดท้ายแล้ว

ตอนนั้นจางเฉินที่ระหกระเหินไปทำงานที่ปักกิ่งรีบกลับมา พ่อของเขา จางจงหัว ก็ป่วยแต่ก็ยังคอยดูแล จางเฉินอยู่เป็นเพื่อนหวงฮุ่ยเฟินจนถึงวาระสุดท้าย มองดูเธอจากรูปร่างท้วมๆ ผอมโซลงทุกวันจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตัวเขาเองก็หมดเรี่ยวแรง มองดูเธอที่น้ำมันเหือดแห้งตะเกียงมอดดับ สิ้นลมหายใจพรากเอาความมีชีวิตชีวาสุดท้ายของบ้านหลังนี้ไป

จนถึงทุกวันนี้จางเฉินยังลืมประโยคสุดท้ายที่เธอจับมือเขาพูดไว้ไม่ได้

นั่นไม่ใช่บทสรุปของชีวิต ไม่ใช่คำสั่งเสียถึงเขา หรือความรู้สึกผิดหรือความคาดหวังของแม่ที่มีต่อลูก

แต่เธอพูดว่า “แม่หิว จางเฉิน แม่หิวเหลือเกิน...”

จางเฉินย่นจมูกขอบตาร้อนผ่าว น้ำหูน้ำตาไหลพรากอีกครั้ง

เขาแยกไม่ออกว่ากี่ครั้งแล้วที่เขาเมามายสะลึมสะลืออยู่ในบ้านเก่าหลังนี้ แท้จริงแล้วเรื่องเจ็บปวดที่สุดในชีวิต ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การใช้ชีวิตวัยหนุ่มสาวอย่างสูญเปล่า ไม่ใช่ความเสียดายที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปเป็นเด็ก

ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต คือต้นไม้ปรารถนาจะสงบนิ่งแต่ลมไม่หยุดพัด ลูกปรารถนาจะเลี้ยงดูแต่พ่อแม่ไม่อยู่รอ

จางเฉินใช้เวลาครึ่งชีวิตของเขา สัมผัสถึงสามความสูญเสียแห่งชีวิต

……

ห้องที่กึ่งสว่างกึ่งมืดแห่งนี้ แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเหล็กดัดสีแดงค่อยๆ เลือนหายไป จางเฉินก็ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปบนเตียงเพราะความเมาตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่แสงเงายามเย็นที่สะท้อนอยู่บนผนังกลับกำลังเคลื่อนตัวให้เห็นด้วยตาเปล่า จากแสงสีแดงชาดที่ดูหม่นหมอง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มเหลือง สีเหลืองทอง แสงรูปตารางสี่เหลี่ยมเคลื่อนตัว จนกระทั่งค่อยๆ ก่อตัวเป็นเฉดสีที่สว่างสดใสและนุ่มนวล

ในลำแสงมีฝุ่นละอองลอยล่อง ชัดเจนแจ่มแจ้ง

เสียงเคาะประตูยดังขึ้น และถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ

จางเฉินถูกเสียงหนวกหูนี้ปลุกให้ตื่นขึ้นมาทีละน้อย เขาหรี่ตามองแสงที่สาดเข้ามาในห้อง ในใจคิดว่าคงไม่ใช่คนจดมิเตอร์น้ำไฟมาทวงหนี้หรอกนะ?

บ้านเก่าหลังนี้ เขาจะกลับมาสักทีก็หลายเดือน ไม่ได้อาศัยอยู่ประจำ จะไปมีค่าน้ำค่าไฟค้างชำระอะไรได้ยังไง หรือว่าการประปามันมั่วบิล? ไอ้พวกเวร เอ้ย เดี๋ยวพ่อจะโทรแจ้ง 12345 ซะเลย!

ความโกรธในใจจางเฉินพุ่งสูงขึ้น ค่อยๆ ชะล้างความมึนงงของสมองหลังเมาค้างไป

เขาอ้าปากตะโกนออกไป “ใครวะ! ประสาทหรือไง!”

แต่เสียงนี้กลับไม่มีความแหบพร่าและหดหู่ที่เป็นน้ำเสียงเดิมของเขา กลับกลายเป็นเสียงที่ดูอ่อนเยาว์ และพอเปล่งเสียงออกไปจางเฉินก็ตะลึงงัน เพราะร่างกายกลับไม่มีปฏิกิริยาหนักอึ้งที่มักจะเป็นหลังเมาค้าง ในปากไม่มีกลิ่นเหม็นบูดของแอลกอฮอล์

ปฏิกิริยานี้ดูเหมือนจะไปกระตุ้นอารมณ์ของคนที่เคาะประตู กุญแจที่เสียบคาอยู่ที่ลูกบิดถูกบิด หมุนลูกบิดประตู “แกร๊ก!” กดลงแล้วผลักเปิดออก

ใบหน้าที่อวบอ้วนและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดของหญิงวัยกลางคนผมดัดลอนปรากฏขึ้นที่ประตู “จางเฉิน ดูซิว่ากี่โมงแล้ว! ตะวันส่องก้นแล้วไอ้ลูกเต่ายังไม่ตื่นอีก! พ่อแกไปทำงานตั้งนานแล้ว บะหมี่ที่แม่ทำให้แกจะอืดติดกันเป็นก้อนแล้ว รีบๆ ไสหัวลุกขึ้นไปกินบะหมี่แล้วไปโรงเรียนเดี๋ยวนี้!”

ไหนเลยจะมีเส้นแบ่งของแสงเงายามอัสดง

นี่มันคือโลกในยามเช้าของวันที่ต้องไปโรงเรียนชัดๆ

ที่ปลายทางของแสงสว่างนั้น ผู้หญิงคนนั้นยืนขมวดคิ้วจ้องมองอย่างเย็นชา

และบนเตียงอีกฝั่งหนึ่ง คือเด็กหนุ่มที่เหมือนร่วงหล่นลงมาในห้วงเวลาอย่างงุนงงทำอะไรไม่ถูก

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 1 - สามความสูญเสียแห่งชีวิต

คัดลอกลิงก์แล้ว