- หน้าแรก
- ชะตาลิขิต พลิกชีวิตศิษย์ไร้ค่า
- บทที่ 43 - สายตาที่มืดบอด
บทที่ 43 - สายตาที่มืดบอด
บทที่ 43 - สายตาที่มืดบอด
บทที่ 43 - สายตาที่มืดบอด
★★★★★
ภายในลานประลอง แม้จะได้รับแรงบันดาลใจจากซูเฉิน ศิษย์คนนั้นก็ไม่ได้เลือกที่จะยอมแพ้
แต่เมื่อได้ปะทะฝีมือกับเหมียวจ้าน ช่องว่างของความแตกต่างก็ยังคงชัดเจนอยู่ดี
โชคดีที่เหมียวจ้านยั้งมือไว้ทัน เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากนัก
ในฐานะอาจารย์ผู้ดูแล จี้เชิ่งดูเหมือนจะไม่ได้มีความคิดที่จะปกป้องลูกศิษย์ของตนเลยแม้แต่น้อย
เมื่อการประลองรอบนี้จบลง ในที่สุดก็มาถึงศึกชิงตำแหน่งชนะเลิศ
ในตอนแรกใครจะไปคาดคิดว่าคู่ชิงชนะเลิศจะเป็นซูเฉินกับเหมียวจ้าน
ทั้งสองเดินเข้าสู่ลานประลอง
ด้วยบทเรียนจากการต่อสู้ระหว่างซูเฉินและโหวเฉินเฟยก่อนหน้านี้ ทำให้เหมียวจ้านระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
ในระหว่างการลงมือ จริง ๆ แล้วพอจะมองออกว่าฝีมือของเหมียวจ้านนั้นด้อยกว่าโหวเฉินเฟยอยู่อย่างเห็นได้ชัด
และในครั้งนี้ เหมียวจ้านดูจะระแวดระวังตัวจนเกินไป
แม้จะเห็นช่องโหว่ของคู่ต่อสู้ เขาก็ยังคงตั้งรับอย่างสุขุม
แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ ซูเฉินก็คงไม่เกรงใจแล้ว
ความลึกล้ำของ "เพลงดาบตระกูลหลิน" ไม่ได้มีแค่ท่าหลอกเท่านั้น
หากเปิดช่องโหว่ให้แล้วไม่รีบฉกฉวย ข้าก็จะรุกคืบเข้าไปแทนและอาศัยจังหวะนั้นโจมตี
จากการต่อสู้กับปีศาจระดับอสูรใหญ่ครั้งนั้น ความเข้าใจของซูเฉินที่มีต่อเพลงดาบตระกูลหลินก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น
บางครั้งเขาก็แอบคิดว่าเพลงดาบชุดนี้ เป็นวิชาที่ตระกูลเล็ก ๆ คิดค้นขึ้นมาจริงหรือ
ความลึกล้ำภายในกระบวนท่า แทบไม่แพ้วิชาของสำนักใหญ่เลยทีเดียว
เหมียวจ้านที่มัวแต่ระวังตัวมากเกินไป กลับกลายเป็นฝ่ายเปิดเผยช่องโหว่ของตัวเองออกมาเสียเอง
ซูเฉินฉวยโอกาสนั้นไว้ได้ และเอาชนะการประลองไปได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นฟอร์มการต่อสู้ของเหมียวจ้าน เหล่ายอดฝีมือแห่งเมืองเทียนกังก็รู้ได้ทันทีว่าโอกาสชนะของเขามีน้อยมาก
หากคิดจะเอาชนะซูเฉิน ต้องจับจังหวะช่องโหว่ที่แท้จริงของเขาให้ได้
ไม่ใช่เอาแต่หลบเลี่ยงหรือถอยหนี
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์นี้ก็อยู่ในความคาดหมายของทุกคน
ขนาดโหวเฉินเฟยยังแพ้ การที่เหมียวจ้านจะพ่ายแพ้ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ตั้งแต่ยามเฉินจนถึงปลายยามโหย่ว กินเวลาไปเต็ม ๆ หกชั่วยาม
ใครจะไปคาดคิดว่างานประลองศิษย์ใหม่ปีนี้ ผู้ที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศไปครองจะเป็นซูเฉิน
บนเวที นักพรตซ่างเซวียนประกาศชื่อผู้ชนะเลิศ
บนใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยนั้นปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ขึ้นมา
ดูเหมือนว่านักพรตซ่างเซวียนจะพอใจกับผลลัพธ์นี้ไม่น้อย
หลังจากประกาศผลเสร็จ เขาก็พาเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นเดินจากไป
เมื่อเห็นระดับสูงของสำนักกลับไปแล้ว คนอื่น ๆ ก็ทยอยลุกขึ้นกลับบ้าง
จี้เชิ่งยิ่งไม่อยู่รอช้า พอเห็นพวกผู้อาวุโสไป เขาก็รีบชิ่งหนีทันที
ส่วนศิษย์พี่อู๋อี้และพรรคพวกที่นั่งอยู่ไม่ไกล รีบเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหา
เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าซูเฉิน อู๋อี้กับหวงซานอวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจซูเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า
"พูดตามตรงนะ พวกข้าไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้ศิษย์น้องซูจะได้เป็นผู้ชนะเลิศ"
"ข้าตาถั่วเองแหละ ก่อนหน้านี้ยังเที่ยวไปยุให้เจ้ายอมแพ้อยู่เลย ดีนะที่เจ้าไม่บ้าจี้ตามข้า"
ศิษย์พี่อู๋อี้เป็นคนตรงไปตรงมา เขาเอ่ยปากขอโทษที่เคยดูถูกซูเฉินทันที
ซูเฉินยิ้มรับ "ข้าก็แค่ฟลุ๊คชนะมาได้เท่านั้นแหละขอรับ"
ระหว่างพูดคุย ทุกคนก็ชวนซูเฉินไปที่โรงเตี๊ยม เพราะได้เตรียมงานเลี้ยงฉลองไว้แล้ว
ซูเฉินไม่ได้เล่นตัว เขาตอบตกลงด้วยรอยยิ้มแล้วเดินไปโรงเตี๊ยมพร้อมกับทุกคน
ข่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว การที่ซูเฉินคว้าแชมป์ถือเป็นการหักปากกาเซียน ทำให้ผู้คนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้กันหนาหู
ระหว่างกินเลี้ยง ซูเฉินได้กล่าวขอบคุณศิษย์พี่หลินเทียนที่มอบวิชาดาบให้
แต่พอซูเฉินบอกว่าวิชาที่ใช้คือ "เพลงดาบตระกูลหลิน" ศิษย์พี่หลินเทียนกลับทำหน้างง
เขาถามกลับมาว่า "หะ? เจ้าใช้วิชาดาบตระกูลหลินเหรอ?"
เขาดูไม่ออกเลยสักนิดว่าเป็นวิชาประจำตระกูลของเขา
ตอนที่เห็นท่านอาแสดงให้ดู ก็ไม่เห็นจะมีท่าหลอกล่อพวกนั้นเลยนี่นา...
ตอนที่เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม แล้วบังเอิญเจอศิษย์เมืองเทียนกัง
ซูเฉินสังเกตเห็นว่าสายตาของคนเหล่านั้นไม่ได้ฉายแววรังเกียจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ข่าวลือเรื่องที่เขาแย่งความดีความชอบคงจะยังมีอยู่
แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ได้รู้ว่าซูเฉินมีฝีมือจริง
คำแก้ตัวของเขาในวันข้างหน้า จะไม่ฟังดูไร้น้ำหนักเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป
เมื่อกลับถึงเรือนพัก ซูเฉินทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
วันนี้ถือว่าเก็บเกี่ยวผลกำไรได้ไม่เลว ได้ตำแหน่งชนะเลิศ แถมเมืองเทียนกังยังจะมอบอาวุธให้อีกหนึ่งชิ้น
งานประลองวันนี้ยังช่วยพิสูจน์ฝีมือปัจจุบันของเขาได้เป็นอย่างดี
การฝึกฝน "เคล็ดวิชาดวงใจวิถีฟ้า" ประกอบกับที่เคยทานผลวิเศษปี้โยวเข้าไป
ทำให้รากฐานของเขาแข็งแกร่งไม่แพ้อัจฉริยะอย่างจินเย่ว์หรือโหวเฉินเฟยเลย
"เพลงดาบตระกูลหลิน" ที่เขาตระหนักรู้ลึกซึ้งขึ้นตอนอยู่ในป่า ก็แสดงอานุภาพความลึกล้ำออกมาได้ดีเยี่ยม
โดยเฉพาะเมื่อเปิดใช้งานชะตาลิขิต [จอมดาบ] ดาบในมือก็เหมือนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย การใช้ท่าหลอกล่อก็ทำได้คล่องแคล่วเนียนตายิ่งขึ้น
แม้จะชนะการประลอง แต่ซูเฉินรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเหล่านี้ ล้วนมีพลังอยู่แค่ขอบเขตการกลั่นพลังปราณขั้นแปด
เขายังห่างชั้นกับหลิ่วซิงหว่าน และยังห่างชั้นกับกู้เฟิง ยอดอัจฉริยะแห่งเมืองเทียนกังอยู่มาก
ในหัวของซูเฉินยังจำคำพูดของกู้เฟิงในพิธีรับศิษย์ได้แม่น
ที่บอกว่าอย่าไปรบกวนหลิ่วซิงหว่าน แต่ถ้าเอาชนะเขาได้ เขาจะยอมช่วยพาซูเฉินเดินทางไปทั่วทุกเมืองในต้าโจว
ซูเฉินเก็บคำพูดนี้มาคิดจริงจัง
การจะไปท้าดวลกับหลิ่วซิงหว่านเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาในตอนนี้
แต่กู้เฟิงกับเขาต่างก็อยู่ที่เมืองเทียนกัง โอกาสที่จะได้ประลองกันย่อมมีมากกว่า
หากได้ศิษย์อัจฉริยะของเมืองเทียนกังมาช่วยแก้ต่างให้ คำพูดของเขาก็คงจะน่าเชื่อถือขึ้นมาบ้าง
อีกอย่าง ช่องว่างระหว่างกู้เฟิงกับหลิ่วซิงหว่านก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก
ถ้าเขาเอาชนะกู้เฟิงได้ การที่เขาจะบอกว่าตัวเองมีผลงานการสังหารปีศาจมากกว่าหลิ่วซิงหว่าน ก็คงฟังดูมีเหตุผลขึ้นมา
เมื่อถึงตอนนั้น ผู้คนคงจะยอมรับฟังคำอธิบายของเขาเสียที
ได้ยินมาว่ายอดฝีมืออย่างกู้เฟิง ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเตาหลอมขุนเขาขั้นกลางแล้ว
มองดูตอนนี้ ช่องว่างระหว่างกันยังกว้างโขอยู่
ระดับพลังที่แตกต่างกันราวกับเหวลึก ทำให้เขาต้องใช้เวลาไล่ตามอีกนาน
แต่ถึงอย่างนั้น ทุกอย่างก็กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวันที่ผ่านไป
คืนนี้ หลายคนคงนอนไม่หลับ
จินเย่ว์นอนอยู่บนเตียง ในหัวเอาแต่ฉายภาพการต่อสู้ระหว่างซูเฉินกับโหวเฉินเฟยซ้ำไปซ้ำมา
ซูเฉินไม่ได้ชนะนางโดยตรง แต่ความรู้สึกจุกแน่นในอกนี้ มันทรมานยิ่งกว่าตอนที่นางแพ้เองเสียอีก
หลังจบการประลอง อาจารย์โอวหยางชวนก็รีบออกมาปลอบใจทุกคน
แต่ลึก ๆ แล้วจินเย่ว์ไม่ได้เชื่อฟังทั้งหมด
คำตอบโต้ของซูเฉินก่อนหน้านี้ นางเริ่มเก็บมาคิดทบทวนอย่างจริงจัง
เป็นไปได้ไหมที่ซูเฉินจะไม่ได้เป็นคนนิสัยแย่งผลงานใคร แต่เป็นทางสำนักหยุนหยางที่เข้าใจผิดไปเอง
ผลงานของซูเฉินในวันนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถจริง
ก่อนหน้านี้นางคิดว่าเขาพูดเพ้อเจ้อ คิดว่าเขาหลงตัวเอง
แต่ความจริงตอกหน้าแล้วว่า ซูเฉินมีของจริง ไม่ได้โม้โอ้อวดไปวัน ๆ
ตอนนี้ในหัวของจินเย่ว์สับสนตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
แต่เรื่องที่บอกว่าสังหารปีศาจได้มากกว่าหลิ่วซิงหว่าน มันก็ยังดูเป็นไปไม่ได้อยู่ดี
ถ้าซูเฉินเก่งกาจขนาดนั้นจริง สำนักหยุนหยางจะยอมปล่อยตัวเขาออกมาง่าย ๆ หรือ
หรือว่า... ระดับสูงของสำนักหยุนหยางจะหูตามืดบอด จนมองไม่ออกถึงความสามารถของศิษย์ตัวเองแล้ว?
จินเย่ว์เองก็ไม่อยากจะเชื่อในข้อนี้
ปัจจุบันสำนักหยุนหยางยังคงเป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรต้าโจว
แถมในช่วงสองปีมานี้ ในขณะที่สำนักอื่นทำได้แค่ตั้งรับการรุกรานของสัตว์อสูร
แต่สำนักหยุนหยางกลับสามารถเปิดเกมรุกและขยายแนวหน้าออกไปได้เรื่อย ๆ
ถ้ามองจากจุดนี้ ระดับสูงของสำนักหยุนหยางก็ดูไม่ได้เลอะเลือนเลยสักนิด
[จบแล้ว]