- หน้าแรก
- ระบบจอมเวทอัปเกรดได้ทุกอย่าง
- บทที่ 40 แรงบันดาลใจ
บทที่ 40 แรงบันดาลใจ
บทที่ 40 แรงบันดาลใจ
"แข็งแกร่งชะมัด! นี่คือระดับของผู้ฝึกหัดชั้นยอดในสถาบันสินะ?"
ริชาร์ดมองเอริคกลางโถงงานแล้วถอนหายใจ ในฐานะผู้ฝึกหัดที่ฝึกฝนการเล่นแร่แปรธาตุสายเลือด ริชาร์ดประเมินพลังของผู้ฝึกหัดที่ใช้ไม้เท้าเมื่อครู่ได้ชัดเจนกว่าใคร
การโจมตีด้วยไม้เท้านั้น ถ้าโดนเขาเข้าไป แค่ถากๆ ก็บาดเจ็บ ถ้าโดนจังๆ ก็ถึงตาย
แต่เอริคกลับรับการโจมตีนั้นได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
"อาจารย์บอกว่า รุ่นพี่เอริคคือศิษย์เอกของรองคณบดีอเล็กซ์" เอลลี่พูดขึ้นลอยๆ "ได้ยินว่าเขาเก่งมากจนท่านรองคณบดีอยากให้เขาเลิกสอบเป็นพ่อมด แล้วกลับบ้านไปรับทรัพยากรจากตระกูลเพื่อเลื่อนขั้นเป็นพ่อมดแทน"
"ตระกูล?" ริชาร์ดชะงัก "รุ่นพี่เอริคมาจากตระกูลพ่อมดเหรอ?"
ตระกูลพ่อมด หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งยุคแรกเริ่มของโลกพ่อมด ยังคงดำรงอยู่จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบกับความรุ่งเรืองในอดีต ตระกูลพ่อมดสมัยใหม่มักเก็บตัวเงียบเชียบกว่า ตระกูลใหญ่บางตระกูลใช้วิธีแฝงตัวในสถาบันเพื่อสร้างตัวตนในที่สาธารณะ ขณะที่ตระกูลเล็กเลือกที่จะเข้าร่วมสถาบันและกลายเป็นบริวารของจอมเวท เพื่อหวังส่วนแบ่งในยุคแห่งการบุกเบิกนี้
แต่ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ตระกูลพ่อมดก็มักจะเลี้ยงดูทายาทได้ดีกว่าผู้สืบเชื้อสายพ่อมดทั่วไปเสมอ
"ใช่ ฉันได้ยินอาจารย์เล่ามาอีกที"
เมื่องานสังสรรค์ดำเนินไป บรรยากาศในโถงก็เริ่มคึกคัก เสียงดนตรีดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ผู้ฝึกหัดที่คุ้นเคยกันเริ่มจับคู่เต้นรำกลางฟลอร์
"ริชาร์ด ไปเต้นรำกันไหม?" เอลลี่ถาม น้ำเสียงเจือความเบื่อหน่ายเล็กน้อย
ภาพตรงหน้าคุ้นตาเธอเหลือเกิน ในฐานะลูกสาวคฤหบดี เธอผ่านงานเลี้ยงของพวกขุนนางมานับไม่ถ้วน
"ไม่เอาดีกว่า" ริชาร์ดปฏิเสธผู้ฝึกหัดหลายคนที่เข้ามาทักทาย แม้เขาจะไม่ค่อยออกงาน แต่ผู้ฝึกหัดหูตาไวบางคนก็จำหน้าเขาได้
"ผมไม่ถนัดเรื่องพวกนี้"
เขาเริ่มเสียใจที่มารงานนี้ ถ้าเป็นเวลาปกติ ป่านนี้เขาคงนอนอ่านหนังสือหรือปรุงยาอยู่ที่หอพักแล้ว
ไม่ต้องมาเสียเวลายืนคุยเก้อๆ กับพวกผู้ฝึกหัดที่มีเจตนาแอบแฝงพวกนี้
"งั้นกลับกันเถอะ งานสังสรรค์นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับปาร์ตี้ของพวกขุนนางเลย"
อีกฟากหนึ่งของห้องโถง โจเซฟกำลังคุยอย่างออกรสกลางวงล้อมผู้ฝึกหัด เทียบกับความไร้ตัวตนของริชาร์ดแล้ว โจเซฟในฐานะศิษย์อย่างเป็นทางการของอาจารย์อุลริชและทายาทพ่อมด ถือว่าเป็นคนดังในหมู่ผู้ฝึกหัดเลยทีเดียว
"พี่โจเซฟ ได้ยินว่าช่วงนี้พี่ปรุงยาสมาธิเก่งขึ้นเยอะเลยเหรอครับ?" ผู้ฝึกหัดคนหนึ่งถามอย่างประจบ
โจเซฟกระดกเหล้าเข้าปากแล้วพูดอย่างภูมิใจ "ได้ยินมาถูกแล้ว อาจารย์เพิ่งมอบสูตรยาสมาธิให้ฉัน จากนี้ไปร้านอุลริชจะมียาสมาธิวางขายอย่างน้อยเดือนละห้าสิบขวด!"
คำประกาศนี้สร้างความฮือฮาให้ผู้ฝึกหัดรอบข้างทันที
แม้ร้านอุลริชจะขายยาสมาธิ แต่ปริมาณการผลิตไม่แน่นอน บางเดือนได้สามสิบถึงห้าสิบขวด บางเดือนก็ได้แค่ไม่กี่ขวด ส่งผลให้ยาสมาธิที่ร้านอุลริชขายห้าหินเวท มักจะถูกนำมาขายต่อในราคาที่แพงกว่าหนึ่งในสาม และถ้าช่วงไหนของขาดตลาด ราคาก็อาจพุ่งสูงเป็นสองเท่าหรือมากกว่านั้น
การกักตุนยาสมาธิกลายเป็นธุรกิจทำเงินไปแล้ว
โจเซฟมองปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างด้วยความพอใจ อัตราความสำเร็จในการปรุงยาของเขาเกือบจะแตะระดับครึ่งต่อครึ่ง แม้แต่อาจารย์ยังชมเชยในพรสวรรค์นี้ ถึงได้ยอมมอบสูตรยาสมาธิให้
ขณะที่กำลังลำพองใจ สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นผู้ฝึกหัดสองคนกำลังเดินออกจากงาน
หนึ่งในนั้นดูคุ้นตามาก
"เอลลี่?"
สมองของโจเซฟตื้อไปชั่วขณะเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ยังไม่ทันจะได้ดูให้แน่ใจ สองคนนั้นก็หายลับไปจากประตูแล้ว
"ช่างเถอะ จะใช่หรือไม่ใช่ก็ช่าง" โจเซฟส่ายหน้า
เขาไม่ได้ขาดแคลนผู้หญิง แค่ขาดผู้หญิงสวยและเก่ง ปล่อยเธอไปเล่นกับไอ้ผู้ฝึกหัดป่านั่นเถอะ
ผู้หญิงวิสัยทัศน์สั้นแบบนั้นไม่มีวันเจริญหรอก สักวันเธอต้องเสียใจ
คิดได้ดังนั้น โจเซฟก็หันกลับมาดื่มกินและคุยโวกับทุกคนต่อ ดื่มด่ำกับความรู้สึกของการเป็นศูนย์กลางความสนใจ
...
งานสังสรรค์ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของริชาร์ด มันยังคงจืดชืด น่าเบื่อ และจำเจ... นี่คือธีมหลักของชีวิตผู้ฝึกหัด หรือจะเรียกว่าชีวิตของพ่อมดเลยก็ได้
ตลอดสามเดือน ริชาร์ดใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรุงยา ตลอดกระบวนการนี้ ริชาร์ดทำสิ่งหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ... จดบันทึกข้อมูล และเมื่อปรุงยาสำเร็จแต่ละขวด ข้อมูลของริชาร์ดก็ค่อยๆ พอกพูนขึ้น
"อืม... ยังไม่เจอจุดสังเกตสำคัญเลยแฮะ"
หลังจากศึกษามาทั้งคืน ริชาร์ดมองสมุดบันทึกเล่มหนาที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลการปรุงยาตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาหวังว่าจะเจอรูปแบบบางอย่างจากข้อมูลเหล่านี้ เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จ หรือแม้แต่ผลิตยาจำนวนมากได้
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ แผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า
"การปรุงยาต้องพึ่งพาประสบการณ์กับสัญชาตญาณเท่านั้นจริงๆ เหรอ?" ริชาร์ดมองข้อมูลอย่างท้อแท้
พ่อมดเชื่อในความจริง ตัวเลขไม่เคยโกหก ถ้าไม่เจรูปแบบที่ชัดเจน ก็แปลว่าไม่มีรูปแบบ
ริชาร์ดโยนสมุดบันทึกทิ้งไป สมองแล่นเร็วพิจารณาว่าเขาพลาดอะไรไปหรือเปล่า ไม่งั้นคงไม่จนปัญญาขนาดนี้หลังจากการทดลองนับร้อยครั้ง
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เอลลี่ยืนอยู่หน้าประตู ขอบตาคล้ำ หาววอดขณะยื่นปึกกระดาษร่างให้ริชาร์ด
"ริชาร์ด ฉันแกะส่วนที่นายต้องการออกมาให้แล้ว คาถาลิ่มน้ำแข็งนี่มหัศจรรย์จริงๆ พอแกะโครงสร้างรูนออกมา ฉันพบว่ารูนส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อน มีแค่ส่วนน้อยนิดที่ใช้ควบแน่นน้ำแข็ง"
นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในคาถาธาตุอื่นๆ
ริชาร์ดพลิกดูปึกกระดาษ ซึ่งบันทึกขั้นตอนการแยกส่วนคาถาของเอลลี่ไว้ ที่หน้าสุดท้าย ริชาร์ดเห็นโมเดลเวทมนตร์ที่มีรูนเพียงวงแหวนเดียว
"นี่คือแหล่งพลังงานของคาถาลิ่มน้ำแข็ง หวังว่าจะเป็นสิ่งที่นายต้องการนะ" เอลลี่หาวอีกรอบ เธอแทบไม่ได้นอนเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการแกะคาถาให้ริชาร์ด
"โอเค ขอบใจมากนะที่ลำบาก ของสิ่งนี้ช่วยผมได้เยอะเลย" ริชาร์ดขยี้ผมเอลลี่ "กลับไปพักผ่อนเถอะ เหนื่อยมาหลายวันแล้ว"
"เชอะ งั้นฉันกลับล่ะ"
ริชาร์ดถือปึกกระดาษกลับมาที่โต๊ะทำงาน ตัดสินใจพักเรื่องปรุงยาไว้ก่อนเพื่อล้างสมอง
"ลิ่มน้ำแข็ง... ลองดูซิว่าจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง"
ริชาร์ดเปิดดูบันทึกของเอลลี่ ซึ่งจดบันทึกประสิทธิภาพการแปลงพลังงานเวทมนตร์ของรูนไว้อย่างละเอียด
"หกสิบเปอร์เซ็นต์ อัตราการแปลงสูงขนาดนี้เชียว" ริชาร์ดมองตัวเลขในบันทึกด้วยความประหลาดใจ อัตราการแปลงหกสิบเปอร์เซ็นต์หมายความว่า ทุกๆ หนึ่งหน่วยพลังเวทที่ใส่ลงไป จะถูกแปลงเป็นพลังจลน์ของลิ่มน้ำแข็งได้ 0.6 หน่วย
ถ้าเอาประสิทธิภาพนี้ไปใช้กับเครื่องยนต์สันดาปในโลกเก่า รางวัลโนเบลคงต้องเปลี่ยนชื่อตามคนคิดค้นแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม เขาพบในไม่ช้าว่าค่านี้เป็นค่าทางทฤษฎี ซึ่งจะแปรผันตามตัวกลางของรูน ยิ่งตัวกลางนำพาเวทมนตร์ได้ดีเท่าไหร่ ประสิทธิภาพก็จะยิ่งเข้าใกล้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์
"การแปลงพลังเวท... พลังเวท..."
จู่ๆ ริชาร์ดก็นิ่งไป
เขานึกออกแล้วว่าเขามองข้ามอะไรไป
เขาบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมีของวัสดุ รวมถึงข้อมูลยิบย่อยต่างๆ แต่เขาลืมบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ 'พลังเวท' ในตัวยาระหว่างกระบวนการเล่นแร่แปรธาตุ!
เขาถูกประสบการณ์ในชาติก่อนบังตา ในโลกเวทมนตร์ พลังเวทควรจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของยาปรุงสิ!
ริชาร์ดที่บรรลุธรรมกะทันหัน วิ่งพรวดพราดออกจากห้อง แล้ววิ่งกลับเข้ามาใหม่
ลงบันไดมันช้าไป!
เขากระโดดออกจากหน้าต่างระเบียง แล้ววิ่งตะบึงไปทางย่านการค้า
เขาต้องการตัวช่วยนิดหน่อย